วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2558

สมหมาย ภาษี คิดห่วยเสนอลดดอกเบี้ยรับ QE จากธนาคารกลางยุโรป







จากข่าว รมว.คลังเสนอ ธปท. ลดดอกเบี้ย

นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง เปิดเผยว่ามาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ประกาศจะอัดฉีดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจเฉลี่ยปีละ 720,000 ล้านยูโรและการอัดฉีดจากธนาคารกลางญี่ปุ่นเฉลี่ยปีละ 600,000 ล้านยูโรถือเป็นปริมาณเงินที่ค่อนข้างสูงมาก จะส่งผลให้ค่าเงินยูโรและค่าเงินเยนในระยะต่อไปอ่อนค่าลง เกิดการผันผวนตลาดเงินและตลาดทุน มาลงทุนในตลาดหุ้นและตราสารหนี้ในภูมิภาคอื่นมากขึ้นในส่วนของไทยค่าเงินบาทก็จะแข็งค่าขึ้นส่งผลให้การขยายตัวของภาคการส่งออกในปีนี้ลดลง

ทั้งนี้ การดูแลตลาดเงินและอัตราแลกเปลี่ยนไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงการคลังแต่เป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทผันผวนซึ่งตามทฤษฎีการดูแลไม่ให้เงินทุนไหลเข้ามากเกินไป จะต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง ส่วนจะลดเท่าใดอยู่ที่การตัดสินใจของ ธปท. กระทรวงการคลังคงให้ความเห็นไม่ได้

--------------------

รมว.คลัง คิดโง่ๆ เสนอลดดอกเบี้ยนโยบาย

ขณะนี้ประเทศไทยมีดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2 % ซึ่งถือว่า เกือบจะต่ำสุดในภูมิภาคอาเซียน

อีกทั้งสถานการณ์ของคนไทยคือ ไม่รู้จักเก็บออม จนคนไทยมีเงินออมน้อยมาก แต่กลับมีหนี้ครัวเรือนสูง เพราะการใช้จ่ายเกินตัวและไม่รู้จักออก

การที่ภาครัฐตั้งแต่สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยนายกิตติรัตน์ อดีต รมว.คลัง ก็เคยอ้างว่าค่าเงินบาทแข็งทำส่งออกไทยทรุด จึงพยายามกดดันให้ กนง. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาโดยตลอด

สุดท้ายพอ กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายลงตามที่ถูกรัฐบาลยิ่งลักษณ์กดดัน ก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ส่งออกไทยดีขึ้นแต่อย่างใด แต่กลับทำให้พวกนายทุนร่ำรวยมากขึ้น เพราะแรงกระตุ้นการจับจ่ายที่ภาครัฐพยายามกระตุ้นคนไทยให้ใช้จ่าย

สุดท้ายหนี้ครัวเรือนของคนไทยพุ่งสูงขึ้นมาตลอดตั้งแต่สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์เรื่อยมาจนมาอยู่ที่ 83.5 % เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2557 ที่ผ่านมา


ตอนนี้ รมว.คลัง ในรัฐบาล คสช. ก็ยังใช้แนวคิดเดิม ๆ คือ เสนอให้ ธปท. ลดดอกเบี้ยนโยบายลง การเสนอแบบนี้ยิ่งทำให้คนไทยยิ่งไม่อยากออมเงินมากขึ้น

และเป็นการแก้ปัญหาเงินใหลเข้าประเทศไทยที่ผิดวิธี เพราะมาตรการคิวอีของอียู เงินที่จะไหลเข้ามาก็จะใหลไปที่ตลาดหลักทรัพย์มากที่สุด เงินพวกนี้ไม่ได้สนใจจะเข้ามาฝากเงินเพื่อหวังดอกเบี้ยหรอกครับ

เพราะอัตราดอกเบี้ยของไทยมันต่ำอยู่แล้ว ต่ำเกือบที่สุดในอาเซียน รองจากสิงคโปร์เท่านั้น

หากเงินจากมาตรการคิวอีจะไหลเข้าอาเซียนเพื่อฝากเงินหวังดอกเบี้ย เขาไปฝากที่อินโดนีเซียดีกว่า เพราะในเดือนมกราคม 2515 นี้ ดอกเบี้ยอินโดนีเซียอยู่ที่ 7.75 %

อัตราดอกเบี้ยมาเลเซีย อยู่ที่ 3.25 %

อัตราดอกเบี้ย ฟืลิปปินส์ อยู่ที่ 4 %

อัตราดอกเบี้ย เวียดนาม อยู่ที่ 6.5 %

อัตราดอกเบี้ย จีน อยู่ที่ 5.6 %

เงินจากมาตรการคิวอีของยุโรป ก็ไม่ต่างจากเงินคิวอีของสหรัฐอเมริกา ที่จะไหลบ่ามาทำกำไรระยะสั้นในตลาดทุนเป็นหลัก  จึงทำให้ตลาดหุ้นไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แม้เศรษฐกิจไทยจะแย่ลง แต่ตลาดหุ้นกลับไม่ได้แย่ลงตามไปด้วย เพราะกระแสเงินจากคิวอีของสหรัฐอเมริกาไหลเข้ามานั่นเอง

แล้วพอถึงจุดหนึ่ง พวกนักลงทุนต่างชาติก็จะพากันแห่ถอนการลงทุนออกฉับพลัน เหมือนที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว ที่ตลาดหุ้นไทยตกหนักทีเดียว 100 จุด เพื่อทำกำไรระยะสั้น

--------------

ดังนั้น ถ้า รมว. คลัง นายสมหมาย ภาษี ยังเสนอให้ ธปท. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก ก็ไม่ต่างอะไรกับที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์เคยกระทำ ซึ่งไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น

แต่ที่แน่ ๆ คนฝากเงินทั่วประเทศซวย ที่จะได้รับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลดลง และคนไทยส่วนใหญ่ก็จะยิ่งไม่อยากออมเงินเหมือนเดิม

ทั้ง ๆ ที่นโยบายรัฐบาล คสช. บอกว่าจะยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งต้องยิ่งส่งเสริมการออมภาคประชาขนให้มากขึ้น แต่ดันคิดจะมาลดดอกเบี้ยเงินฝากลง !!

สรุปได้ว่า นายสมหมาย ภาษี คนนี้ก็ยังเป็นรัฐมนตรีคลังที่มีวิสัยทัศน์รับใช้ระบบนายทุนเช่นเดิม

ลองคิดในมุมกลับกัน การที่ค่าเงินบาทจะแข็งไปบ้างจากการที่ค่าเงินยูโรจะอ่อนค่าลง ก็อาจเป็นผลดีที่ทำให้ไทยเราสามารถมีต้นทุนการผลิตจากการนำเข้าวัตถุดิบ และเครื่องกล ตลอดจนน้ำมัน ในราคาที่ถูกลง โดยเฉพาะการผลิตสินค้าอิเลคโทรนิคส์ และการประกอบยานยนตร์ ซึ่งไทยต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศจำนวนมาก เมื่อหักลบกันแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นตามแต่อย่างใด

อีกทั้งเวลาค่าเงินยูโรอ่อนลง ไม่ได้มีเฉพาะเงินบาทที่แข็งขึ้นเพียงชาติเดียว เงินสัญชาติอื่น ๆ ก็แข็งขึ้นตามเช่นกัน ดังนั้น ปัจจัยเรื่องการส่งอออกสินค้า ไม่ได้วัดกันที่ค่าเงินเป็นหลัก

อีกทั้งการที่ค่าเงินยูโรอ่อนตัวลง เพราะอียูพิมพ์ธนบัตรออกมาแบบไม่อยู่บนกฎเกณฑ์ที่ต้องอิงกับทองคำที่เป็นทุนสำรอง แปลง่าย ๆ คือ พิมพ์เงินตามใจชอบ ดังนั้น เมื่อเงินยูโรมีมากขึ้นแบบไร้กฎเกณฑ์ เหมือนพิมพ์แบงด์กงเต็ก ย่อมทำให้ค่าเงินยูโรตกต่ำลง

ถ้าไทยไปพยายามทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงตามแบงค์กงเต็กตามค่าเงินยูโร ไทยเราก็โง่แล้วครับ

และถ้ามาลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกนี่สิ จะทำซ้ำเติมให้ประเทศไทยแย่ลง เพราะเงินออมคนไทยก็จะลดลงอีก ทั้ง ๆ ที่ประเทศจะรวยอย่างมั่นคงได้ ก็ต้องวัดกันที่คนในประเทศมีเงินออมมากแค่ไหน

หรือว่า การขายพันธบัตรสุขกันเถิดเรา ที่ผ่านมาของกระทรวงการคลัง เพื่อนำเงินไปใช้หนี้จำนำข้าวแทนยิ่งลักษณ์ ยังขายไม่ค่อยออก

รมว.คลัง คนนี้จึงพยายามจะกดดันให้ ธปท. ลดดอกเบี้ยลง เพื่อจะได้จูงใจให้ประชา่ชนถอนเงินเพื่อไปซื้อพันธบัตรสุขกันเถิดเราในรุ่นต่อไป ให้มากขึ้นแทนใช่ไหม ?

หากคิดจะสกัดการไหลเข้าของเงินคิวอียุโรป ก็หาทางสกัดกั้นเงินที่ไหลเข้ามาเก็งกำไรในตลาดหุ้นไทยสิ มันมีวิธีที่ทำได้ แต่ก็ไม่คิดจะทำกัน เพราะพรรคพวกนายทุนจะสูญเสียผลประโยชน์ไงล่ะ

ก่อนจบบทความ ผมขอบอกคุณผู้อ่านว่า ยังไม่เคยมีรัฐบาลใดของไทยคิดจะปฏิรูปเรื่องการผ่อนบ้านของคนไทย ที่คนไทยถูกเอาเปรียบจากเสือนอนกินอย่างธนาคารพาณิชย์ทุกธนาคารมานานแล้ว

ไว้ผมจะหาโอกาสเขียนอีกที

แนะนำอ่านบทความเก่าเพิ่มเติมตามลิงค์ข้างล่าง หากคุณผู้อ่านยังไม่เข้าใจเรื่อง คิวอี และการลดดอกเบี้ย

คลิกอ่าน ความโง่ของกิตติรัตน์ กับวิกฤติค่าเงินบาทแข็ง


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น