วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2558

เตาปิ้งแบบใหม่ที่ กทม. แนะนำให้ใช้ดีไหม ?






ผมได้ยินเรื่อง กทม. จะขอความร่วมมือร้านปิ้งย่าง เช่น ร้านไก่ย่าง ร้านหมูปิ้ง ให้หันมาใช้เตาถ่านย่างลดควัน เพื่อลดมลพิษในอากาศ

ตอนแรกผมก็ไม่รู้หรอกว่า ที่ กทม. ขอร้องนั้น เตามีลักษณะอย่างไร จนกระทั่งผมได้เห็นรายการคิดนอกจอ นำเตาลดควันมาออกในรายการ

พอผมได้ดูแล้วเห็นด้วยทันทีว่า ร้านปิ้งย่างริมถนนทั้งหลายควรหันมาใช้เตาย่างลดควันแบบนี้ เพราะนอกจากลดมลพิษในอากาศแล้ว ยังดีต่อสุขภาพทั้งผู้ขายและผู้ซื้อในการลดความเสี่ยงจากสารก่อมะเร็งอีกด้วย แถมในระยะยาวจะประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้ถ่านอีกด้วย เพราะเตานี้ประหยัดพลังงาน

สำหรับผู้ค้าอาหารปิ้งย่าง ลองดูก่อนนะครับ ว่าดีอย่างไร



ในฐานะที่ผมเป็นคนชอบกินข้าวเหนียวหมูปิ้งอย่างมาก แต่ก็พยายามจะลดการซื้อให้น้อยลงเพราะกลัวมะเร็ง

แต่ถ้าร้านหมูปิ้งหันมาใช้เตาปิ้งแบบลดควัน ก็คงทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยมากขึ้น ถือว่า ผู้ขายได้บุญ เพราะเห็นแก่สุขภาพผู้บริโภค

ผู้ค้าขายอาหารที่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค มักจะเจริญรุ่งเรืองนะครับ ขอบอก

ซึ่งหากมีผู้ค้าอาหารปิ้งย่างหันมาใช้เตาย่างลดควันประหยัดพลังงานแบบนี้กันเยอะ ๆ

ต่อไปก็จะมีผู้ผลิตเตาแบบนี้มากขึ้น ราคาเตาก็อาจถูกลง และจะมีหลายขนาด หลายรูปแบบให้เลือกใช้ให้ตรงตามประโยชน์ใช้สอยของอาหารแต่ละประเภทมากขึ้นครับ

ดูหลักการทำงานของเตาย่างด้วยถ่านแบบประหยัดพลังงานลดควัน



ถ้าหาข้อมูลในเน็ต จะเห็นเตาย่างแบบนี้มีหลายขนาดหลายราคาตามความเหมาะสม ซึ่งผมเห็นในเน็ตว่า เตาปิ้งลดควันขนาดเล็กราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 2 พันบาท

-----------------------

ข้อมูลของ “สถาบันโภชนาการ” มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ภายใต้ความอร่อยจากอาหารปิ้งย่าง คือ สารพิษที่ชื่อ “พีเอเอช” ที่ถูกพิสูจน์ชัดว่าก่อให้เกิด “มะเร็ง” สารนี้เกิดจากไขมันในเนื้อสัตว์ที่หยดลงบนถ่านขณะที่ให้ความร้อนต่ำและเมื่ออากาศมีจำกัดทำให้การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ จึงเกิดควันที่มีสาร “พีเอเอช” ลอยฉุยๆ ขึ้นมาเกาะที่ผิวอาหาร จะมีมากบริเวณที่ไหม้เกรียมของอาหารปิ้งย่าง

แม้จะหั่นส่วนที่ไหม้เกรียมทิ้งเพื่อขจัดสารพีเอเอชออก แต่ยังมีสารพิษอีกกลุ่มชื่อ “เอชซีเอ” ซึ่งเกิดจากสารที่มีอยู่ในเนื้อสัตว์ทำปฏิกิริยากันเองทำให้ได้สารเคมีเรียกว่า “เมลลาร์ด” ที่ทำให้เนื้ออาหารมีสีสันและกลิ่นหอม จากนั้นสารกลุ่มนี้จึงไปทำปฏิกิริยากับ “ครีเอทีน” ซึ่งเป็นสารชีวเคมีที่มีในเนื้อสัตว์ จนเกิดเป็นสารพิษก่อให้เกิด “มะเร็งชนิดเอชซีเอ” ด้วย


http://imgur.com/FPRlXi5

คลิกอ่าน วิธีทำหมูปิ้งสูตรอร่อย


วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2558

ทหารซ้อมผู้ต้องหาปาระเบิดศาลอาญาจริงหรือ?






ขอเท้าความสักนิด

อริสมันต์ บอก "จะทำกรุงเทพฯ กลายเป็นทะเลเพลิง"

ณัฐวุฒิ บอก "เผาเลยครับพี่น้อง ผมรับผิดชอบเอง"

จตุพร บอกว่า "ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับพี่น้องเสื้อแดงที่กรุงเทพฯ พี่น้องเสื้อแดงทั่วประเทศไปรวมตัวกันที่ศาลากลาง แล้วตัดสินใจได้ทันที"

คือถ้าไม่แถ ถ้าแกนนำแดงเป็นลูกผู้ชายตัวจริง กล้าทำก็ต้องกล้ารับ

แต่สุดท้าย พอเกิดเหตุการณ์เผากรุงเทพ เผาห้างขึ้นมาจริง ๆ สุดท้ายพวกแกนนำแดงก็ปฏิเสธกันยกใหญ่ว่า นปช.ยึดแนวทางสันติ ไม่ใช้ความรุนแรง แล้วก็อ้างแบบนี้เรื่อยมาๆ จนวันนี้

เอาเป็นว่า กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา เหตุการณ์หลายอย่างมีทั้งคลิป ทั้งภาพเหตุการณ์มากมาย แกนนำแดงจะปฏิเสธอย่างไร ก็คงเชื่อกันเองในหมู่กะลาควายแดงเท่านั้น

อย่าง คดีบุกล้มการประชุมอาเซียนที่พัทยาเมื่อปี 2552 ศาลก็ได้ตัดสินจำคุกนาย อริสมันต์ พงษ์เรืองรองและพวกไปแล้ว

ก็มีกรณีเพิ่มเติมว่า แล้วนายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ผู้สั่งการล่ะ
ทำไมยังลอยนวลมาตลอด ??




-----------------

ทีนี้มาถึงคดีปาระเบิดหน้าศาลอาญาล่าสุดในปี 2558  ที่ทหารสามารถจับผู้ก่อเหตุได้ทันทีในที่เกิดเหตุ แล้วขยายผลไปถึงผู้สมรู้ร่วมคิดอีกหลาย ๆ คน ทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งผู้ก่อเหตุและผู้สมรู้ร่วมคิดหลายคน ก็เคยประกาศตัวเป็น นปช. คนเสื้อแดงทั้งสิ้น

แน่นอน แกนนำ นปช. ย่อมออกมาปฏิเสธว่า นปช. ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน เพราะ นปช. ยึดแนวทางสันติไม่ใช่ความรุนแรง

แต่ไม่วาย นายจตุพร  พรหมพันธุ์ ยังพยายามจับผิดทหาร เช่น ผู้ก่อเหตุโง่รึเปล่า ใส่เสื้อแดงไปก่อเหตุ ? (ที่จริงคนร้ายมันใส่เสื้อทีมชาติสหราชอาณาจักร)

หรือจะเป็น ผู้ก่อเหตุโง่รึเปล่า ใช้แอปไลน์สั่งการ รับงาน ? (มันก็คงคิดว่า ใช้ไลน์น่ะจะได้ประหยัดค่าโทรศัพท์ และปลอดภัยแล้วไง)

คือ จตุพร มันคงคิดว่า พวกเสื้อแดงฉลาดสินะ แต่ความจริง ถ้าเสื้อแดงฉลาดก็คงไม่มาเป็นเสื้อแดงกันหรอก

และทั้ง ๆ ที่ ทหารไม่เคยกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับแกนนำ นปช. คนใด ๆ ทั้งสิ้นเลย คงมีแต่พวกแดงล้มเจ้าเท่านั้นที่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีนี้

คือถ้าใครไม่เกี่ยวข้อง ก็อยู่เฉย ๆ ไปจะดีกว่า เพราะถ้าพยายามออกมาหาทางดิสเครดิตทหาร เพื่อหวังให้ผู้ก่อการร้ายพ้นผิด ก็จะกลายเป็นว่า กินปูนร้อนท้องเอง

สุดท้ายถ้าหลักฐานการกระทำผิดชัดเจน พวกแกนนำ นปช. อาจออกมาบอกว่า เพราะ นปช. มีมากมายหลายกลุ่ม มีหลายล้านคน แกนนำคงจะไปห้ามการกระทำส่วนตัวของทุกคนไม่ได้

------------------------

ซ้อมผู้ต้องหาบึ้มศาลอาญา

ทีนี้เกิดกรณีว่า ทหารอาจซ้อมผู้ต้องหาคดีบึ้มศาลตามมาอีก เพื่อดิสเครดิตทหาร

ผมขอบอกเลยนะว่า พวกที่ยกเรื่อง มีการซ้อมผู้ต้องหามาอ้างน่ะ โง่มากขอบอก

เพราะวิธีที่จะจัดการกับผู้ต้องหา โดยไม่ต้องซ้อมน่ะมีเพียบ เช่น ไม่ให้ผู้ต้องหานอน หรือให้ผู้ต้องหาอดน้ำ เป็นต้น

ฉะนั้น ใครที่มันอ้างเรื่องทหารซ้อมผู้ต้องหา เท่ากับมันโกหก

สรุปคือ ทหารไม่ได้ซ้อมแน่นอน และไม่จำเป็นต้องทำอะไรด้วย เพราะหลักฐานมันพร้อมอยู่แล้ว ถึงผู้ต้องหาไม่สารภาพ ก็จำนนด้วยหลักฐานอยู่ดี

ทั้งหลักฐานโทรศัพท์ หลักฐานการโอนเงิน และยังจับผู้ต้องหาได้ทันทีในที่เกิดเหตุ

แต่ถ้ายอมรับสารภาพ ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่โดยดี ก็เป็นเหตุให้ศาลเมตตาจากโทษหนักก็จะกลายเป็นเบา

ถ้าคุณเป็นคนร้ายปาระเบิด ก็ลองคิดดูแล้วกัน จะเลือกหนทางไหน ?

เพราะคดีก่อการร้าย มีโทษสูงสุด คือ ประหารชีวิตนะครับ


วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2558

ต้องปฏิรูปการผ่อนบ้านกับธนาคารที่เอาเปรียบคนไทย






ปัญหาที่ดินความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่มากที่สุดก็คือ ที่ดินจำนวน 80 % ของประเทศไทยตกอยู่ในมือของคนไม่ถึง 20 %

แม้ตอนนี้นายกฯ ประยุทธ์ สั่งให้ชะลอเรื่องภาษีบ้านและที่อยู่อาศัยออกไปก่อนก็ตาม แต่ผมว่า ท่านไม่ควรหยุดปฏิรูปภาษีที่ดินว่างเปล่าที่ถูกกักตุนอยู่ในมือเศรษฐี

สิ่งที่ควรเร่งทำก็คือ ทำอย่างไรที่มหาเศรษฐีที่กักตุนที่ดินมากมายยอมปล่อยที่ดินว่างเปล่าเหล่านั้นออกมาโดยเร็วที่สุด

แน่นอน ถ้ารัฐบาลขึ้นภาษีที่ดินว่างเปล่าแบบไม่ฉลาดล่ะก็ ที่ดินว่างเปล่าในมือเศรษฐีเหล่านั้นก็ไม่เดือดร้อนหรอก เพราะเขาก็จะผลักภาระไปที่ต้นทุนการขายอสังหาริมทรัพย์ราคาแพงไปให้ผู้บริโภคอยู่ดี

สุดท้ายปัญหาที่ดินราคาแพง ทำให้คนไทยต้องซื้อบ้านราคาแพงเว่อร์เกินไปจนต้องผ่อนบ้านไปเกือบทั้งชีวิต ก็จะไม่ได้รับการแก้ไข


http://imgur.com/4CFVHHz

แล้วทำอย่างไรถึงจะแก้ปัญหาการกักตุนที่ดินเปล่าประโยชน์ไปถึงต้นเหตุของปัญหาบ้านราคาแพงเว่อร์ ?

แน่นอน มาตรการภาษีที่ดินว่างเปล่าก็ต้องเพิ่มสูงขึ้น แต่นั่นไม่ใช่วิธีแก้ที่ตรงต้นเหตุเท่าไหร่

เพราะปัญหาที่ดินว่างเปล่าและปัญหาบ้านราคาแพงเกินไป มันอยู่ที่ธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายนั่นแหละครับ

เพราะธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ให้นายทุนไปซื้อที่ดินกักตุนได้ นั่นจึงเป็นเหตุให้ที่ดินราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะนายทุนก็ต้องบวกค่าดอกเบี้ยธนาคารไว้ในต้นทุนของราคาอสังหาริมทรัพย์ด้วย

หรือแม้แต่นายทุนที่กักตุนที่ดินโดยไม่ได้กู้จากธนาคารก็ตาม แต่สุดท้ายพอจะสร้างอสังหาริมทรัพย์ขาย เขาก็ต้องบวกกำไรและดอกเบี้ยเงินฝากที่เขาต้องเสียไประหว่างกักตุนที่ดินนั้นอยู่ดี

เมื่อราคาบ้านต้องแพงกว่าปกติ จากการที่นายทุนซื้อที่ดินเก็งกำไรทิ้งไว้นานหลายปี บวกกับกำไรที่นายทุนต้องการ พอประชาชนที่ซื้อบ้านแล้วไม่มีปัญญาผ่อนต่อ จนปล่อยบ้านหลุด จนธนาคารมายึดบ้าน แต่แทนที่หนี้ที่มีกับธนาคารจะหยุดลงด้วย

แต่กลายเป็นว่า ถ้าธนาคารนำบ้านไปขายทอดตลาด แล้วยังได้เงินไม่พอต้นทุนราคาบ้าน รวมถึงดอกเบี้ยในระยะเวลาที่บ้านยังขายไม่ออก ที่จะทบดอกเบี้ยอีกเยอะแยะมาขูดรีดกับผู้ซื้อบ้านต่อไป นี่คือ ความอยุติธรรมของการผ่อนบ้านของคนไทย

ทั้ง ๆ ที่ ถ้านับกันจริง ๆ บางที เงินผ่อนบ้านที่ผู้ซื้อผ่อนมาก็อาจเกินราคาบ้านไปแล้ว แต่ธนาคารเขาถือว่า เขาไม่สน เพราะถ้าขายบ้านไปแล้วธนาคารยังไม่ได้กำไรจากราคาบ้านและกำไรจากดอกเบี้ยที่ควรได้ ธนาคารเขาก็จะมาไล่ทวงหนี้กับผู้ซื้อบ้านจนถึงที่สุดอยู่ดี

นี่คือการเอาเปรียบคนไทยจากระบบนายทุนและธนาคาร

แล้วทำไมเป็นแบบนั้น ?

ก่อนอื่นต้องดูประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในมาตรา 733 ก่อนครับ

มาตรา 733 ในกฏหมายแพ่งแลพาณิชย์ เขียนไว้ว่า

"ถ้าเอาทรัพย์จำนองหลุดและราคาทรัพย์สินนั้นมีประมาณต่ำกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่ก็ดี หรือถ้าเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้ ได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่นั้นก็ดี เงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใดลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในเงินนั้น"

ถ้ากฎหมายมาตรา 733นี้บังคับใช้ได้จริง ๆ เมื่อธนาคารได้ยึดบ้านจากผู้ผ่อนบ้านไปแล้ว ก็ควรจบ ธนาคารไม่สามารถมาเรียกร้องอะไรจากผู้ผ่อนบ้านได้อีก

แต่ในโลกแห่งความจริง กฎหมายแพ่งฯ มาตรา 733 นี้ ไม่มีการถูกนำมาใช้จริง เพราะเวลาผู้ผ่อนบ้านไปทำสัญญากับธนาคาร ในสัญญาผ่อนบ้านกับธนาคารจะมีข้อตกลงที่ระบุไว้ที่เรียกว่า การทำสัญญาพิเศษท้ายมาตรา 733 นั้น คือ ข้อตกลงยกเว้น ปพพ. 733 จึงกลายเป็นว่า

"สัญญาที่ระบุว่าหากนำทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดแล้ว ยังได้ราคาต่ำกว่าหนี้สินที่ค้างชำระกันอยู่ ลูกหนี้ก็ยังต้องรับผิดในส่วนที่ขาด"

ดังนั้นเมื่อสัญญาผ่อนบ้านของธนาคารได้เขียนในสัญญาว่า ยกเว้น ปพพ. 733 ก็เลยทำให้หากธนาคารยึดบ้านไปแล้ว เอาไปขายทอดตลาด ธนาคารยังไม่ได้คุ้มค่ากับดอกเบี้ยและเงินต้นที่ผู้ผ่อนบ้านค้างอยู่ เขาก็จะมาไล่เบี้ยกับผู้ผ่อนบ้านอยู่ดี

ตัวอย่างเช่น ป๋าเทพ โพธ์งาม ซื้อทาวน์เฮ้าสไว้ 5 หลังติดกันที่ชลบุรี มีภาระต้องผ่อนธนาคารจนเหลือหนี้แค่ 7 แสนบาท แต่ต่อมาเศรษฐกิจไม่ดีในปี 40 คาเฟ่ก็เลิกราไป งานน้อย รายได้น้อยลง ป๋าเทพเลยไม่คิดผ่อนบ้านต่อไปทั้ง ๆ ที่ผ่อนมาแล้ว 1 ปี ก็เลยปล่อยให้ธนาคารยึดบ้านทั้ง 5 หลังไป

แต่อยู่ ๆ ผ่านไปกว่า 10 ปีมีจดหมายธนาคารมาทวงหนี้ป๋าเทพ เป็นเงิน 2 ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ธนาคารก็ขายบ้านไปแล้ว

แต่ในช่วง 10 ปีที่ป๋าเทพขาดส่ง ก็เลยมีการทบต้นทบดอก บวกค่าธรรมเนียมทวงหนี้ บวกค่าอะไรอีกมากมายจนกลายเป็นหนี้ถึง 2 ล้านบาท สุดท้ายป๋าเทพต้องกลายเป็นคนล้มละลาย

จากกรณีป๋าเทพ ดังล่าว หาก ปพพ.มาตรา 733 สามารถบังคับใช้ได้จริง เมื่อธนาคารยึดบ้านไปแล้ว ก็ต้องถือว่าจบ

ป๋าเทพเองก็เคยคิดเช่นนั้นว่า ปล่อยให้ธนาคารยึดไปก็คงจบ แต่เพราะระบบนายทุนที่ค้ำฟ้าไทยอยู่ กรณีบ้านป๋าเทพ เลยไม่จบ

ก็เพราะในสัญญาผ่อนบ้านของธนารคารไทยทุกธนาคารได้ระบุให้ยกเว้น ปพพ.733 เลยทำให้ธนาคารได้เปรียบทั้งขึ้นทั้งล่องคือ ยึดบ้านได้ ถ้าไม่หนำใจในกำไรก็มาไล่เบี้ยเอากับคนผ่อนบ้านต่อไป

กฎหมายไทยอ่อนแอ พอลูกหนี้โดนยึดบ้านแล้ว โดนไล่ออกจากบ้านก็แล้ว ก็ต้องเป็นหนี้ไปจนกว่าจะใช้หนี้ธนาคารหมด แถมระหว่างเป็นหนี้จะไปซื้อบ้านผ่อนบ้านใหม่อีกก็ไม่ได้ เพราะจะติดเครดิตบูโร เพราะนี่มันคือ สัญญาทาส


----------------------

ปฏิรูปการผ่อนบ้าน ด้วยการ ห้ามยกเว้น ปพพ.มาตรา 733

ถ้าเราปฏิรูปสัญญาผ่อนบ้านของธนาคาร โดยห้ามระบุข้อยกเว้น ปพพ.733 ไว้ในสัญญาผ่อนบ้านได้ จะเกิดผลดีหลายอย่างคือ

จะช่วยลดการกักตุนที่ดินของพวกนายทุนเพื่อการเก็งกำไร เพราะธนาคารจะระวังการปล่อยกู้ให้นายทุนไปกักตุนที่ดินเพื่อรอสร้างอสังหาริมทรัพย์ในราคาแสนแพงมากขึ้น

เพราะถ้าบ้านราคาแพงมากไป ก็จะเป็นความเสี่ยงที่มากขึ้นของธนาคารเอง เพราะถ้าคนผ่อนบ้านราคาแพงต่อไม่ไหว ปล่อยให้ธนาคารยึดบ้าน ธนาคารก็จะมาไล่เบี้ยต่อกับผู้ผ่อนบ้านต่ออีกไม่ได้ จึงจะทำให้ราคาบ้านและที่ดินโดยรวมจะถูกลงแน่นอน

ในเมื่อธนาคารไล่เบี้ยกับผู้ขาดผ่อนบ้านต่อไม่ได้ ธนาคารก็จะไม่อยากให้ราคาบ้านแพงเกินไป ก็จะลดการปล่อยกู้ให้นายทุนอสังหาริมทรัพย์ที่กักตุนที่ดินเก็งกำไรที่ดินจนแพงเว่อร์ อันเป็นเหตุให้คนไทยต้องซื้อบ้านแพงกว่าที่ควรจะเป็น

ประเทศที่เจริญแล้วในโลก เช่น สหรัฐอเมริกา หากธนาคารยึดบ้านแล้วก็จบ ไม่สามารถไปไล่เบี้ยกับผู้ผ่อนบ้านได้อีก แฟร์ ๆ ดี นั่นจึงทำให้ราคาบ้านและที่อยู่อาศัยในสหรัฐอเมริกาไม่แพงเว่อร์เหมือนประเทศไทย เมื่อเทียบกับค่าแรงและค่าครองชีพของแต่ละประเทศ

แต่เพราะการยกเว้น ปพพ.มาตรา 733 นี่แหละ ที่ทำให้พวกนายทุนอสังหาริมทรัพย์และธนาคารได้ใจ อยากจะกักตุนที่ดินเก็งกำไร อยากจะขายบ้านเอากำไรแพง ๆ ก็ไม่ต้องห่วง เพราะสุดท้ายภาระทั้งหมดจะไปตกที่ผู้ซื้อบ้านแทน ซึ่งเป็นแบบนี้ทั้งระบบทั่วประเทศ

นี่คือระบบนายทุนและธนาคารที่เอาเปรียบคนไทยทั้งประเทศมานานแล้ว เลยทำให้คนไทยต้องแบกภาระผ่อนบ้านกันนานร่วม 30 ปี จนเกือบจะแก่ตายถึงจะผ่อนหมด

ซึ่งระบบผ่อนบ้านที่คนไทยถูกเอาเปรียบนี้ มันก็ลามเป็นลูกโซ่ไปถึงระบบอื่น ๆ ด้วย เมื่อบ้านแพง เมื่อที่ดินแพง ราคาสินค้า ราคาอาหารจานเดียวก็ต้องแพงไปด้วย เพราะราคาอสังหาริมทรัย์คือค่าโสหุ้ยของต้นทุนทุกอย่างในประเทศนี้

จริงไหมครับ ?

สาเหตุวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ก็เพราะการเก็งกำไรที่ดิน รวมทั้งการซื้อบ้านซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อการเก็งกำไร นี่แหละครับ ถ้าสามารถปฏิรูประบบการผ่อนบ้านที่เป็นธรรมต่อคนไทยได้ การเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์ก็จะลดลงแน่นอน

แม้ ยุคนี้ธนาคารจะระวังไม่ปล่อยกู้ง่าย ๆ เหมือนเดิม แต่ฉลาดขูดรีดขึ้นมากกว่าเดิม 

เช่น เดี๋ยวนี้ใครจะไปผ่อนบ้านกับบางธนาคาร อาจโดนบังคับให้ทำประกันชีวิตพ่วงผ่อนบ้านด้วย คือถ้าผู้ผ่อนบ้านเกิดตายก่อนผ่อนบ้านหมด ธนาคารก็จะเอาเงินจากประกันชีวิตไปใช้หนี้บ้านแทน ซึ่งตอนนี้รัฐบาล คสช. กำลังแก้กฎหมายเพื่อเอาผิดธนาคารที่บังคับลูกค้าสินเชื่อทำประกัน

ถ้ารัฐบาล คสช. กล้าแก้ปฏิรูปเรื่องการผ่อนบ้านที่เอาเปรียบคนไทย ก็ถือว่า ได้ทำบุญครั้งใหญ่ทีเดียว เพราะอำนาจของพวกท่านสามารถทำได้แน่นอน

แต่หากยุค คสช. ยังปฏิรูปเรื่องนี้ไม่ได้ ก็เลิกหวังที่คนไทยจะไม่โดนเอาเปรียบจากระบบนายทุนไปตลอดชาติครับ เพราะนายทุนพรรคการเมืองก็มาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั้งนั้น จริงไหม ?

-->

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2558

พระองค์โสม ทรงเมตตาประทานดอกไม้ให้กำลังใจนิธินาฏ






หลังจากที่คุณนิธินาฏ ราชนิยม ได้อ่านพระนามและพระอิสริยศของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาธินัดดามาตุ ผิดไปในรายการครอบครัวข่าวเช้า ช่อง 3 เมื่อเช้าวันที่ 27 ก.พ. 58 ที่ผ่านมา

ล่าสุดคุณปราย ธนาอัมพุช อดีตผู้ประกาศข่าวและอดีตพิธีกรช่อง 3 ได้โพสรูปในเฟสบุ๊คของเธอว่า พระองค์โสม ฯได้โปรดให้เลขานุการในพระองค์นำดอกไม้มามอบและประทานกำลังใจให้คุณนิธินาฏ ตามรูปครับ


http://imgur.com/kKZUKdM,Xon2s0t,ucuwq5g#0

คลิกที่รูปเพื่อขยาย!!



คุณนิธินาฏ ถ่ายรูปกับเลขานุการในพระองค์โสม

แม้นี่คือพระเมตตาของพระองค์โสม

แต่กรณีนี้ให้ข้อคิดเรื่องอะไร ?

สำหรับผม ในฐานะที่เแฟนรายการครอบครัวข่าวเช้าทุกวัน ย้ำ ดูทุกวัน จันทร์ถึงศุกร์ ตั้งแต่ตี 3 ครึ่ง ถึงตีห้าสี่สิบ

1. ผมอยากจะติงทีมงานครอบครัวข่าวเช้าว่า เพราะทีมงานไม่ละเอียดรอบคอบพอ เพราะผู้ประกาศอาจผิดพลาดได้เสมอ จึงต้องมีทีมงานคอยตรวจเช็คและแก้ไขข้อผิดพลาดให้ทันท่วงที

แต่กลายเป็นว่า ทีมงานครอบครัวข่าวเช้า ไม่ได้แก้ไขอะไรเลย หากให้คุณนิธินาฏพูดแก้ไขให้ถูกต้องและขอประทานอภัยโทษทันที เรื่องนี้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรใหญ่โต

2. ทางช่อง 3 เองก็เช่นกัน ควรมีหนังสือขอโทษอย่างเป็นทางการนำเสนอให้สาธารณชนรับรู้

อย่างผมที่เป็นแฟนรายการ ก็ยังงง และไม่เห็นช่อง 3 กระทำอะไรให้ผู้ชมได้หายสงสัยเลย

3. กสทช. ก็เว่อร์เกินไป การที่ผู้ประกาศอ่านพระนามและพระอิสริยยศผิดนั้น แม้จะอ่านผิดมากก็ตาม

แต่มันไม่น่าจะใช่เรื่องร้ายแรงแบบที่ กสทช. ได้ตั้งข้อหาว่าผิดมาตรา 37 พ.ร.บ. ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551

มาตรา 37  ห้ามไม่ให้ออกอากาศเนื้อหารายการที่มีลักษณะล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือกระทำซึ่งเข้าลักษณะลามกอนาจาร หรือมีผลกระทบต่อการก่อให้เกิดความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง

แม้คุณนิธินาฏจะอ่านผิดมาก แต่ก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไรขนาดนั้น

การที่ กสทช. เว่อร์มากในกรณีนี้ ผมว่า ไม่ได้เป็นผลดีโดยรวมต่อสถาบันกษัตริย์เลย

------------

และเมื่อพระองค์โสม ทรงมีเมตตาแก่คุณนิธินาฏแล้ว ก็ถือว่า จบ ในส่วนพระองค์

แต่ความผิดที่เกิดขึ้นนี้ ผมก็ยังไม่เห็นช่อง 3 จะขอโทษประชาชนแต่อย่างใด

(ผมไปที่เว็บข่าวช่อง 3 ก็ไม่เห็นมีหนังสือชี้แจงอะไร ไปที่เฟสบุ๊คช่อง 3 และเฟสบุ๊คของครอบครัวข่าวเช้า ก็ไม่มีหนังสือขอโทษหรือชี้แจงอะไร)

เพราะผมถือว่า การอ่านผิดในกรณีนี้ ช่อง 3 ต้องขอโทษประชาชนด้วยจึงจะถูกต้องครับ

--------------------------

ล่าสุด 1 เมษายน 2558 คุณนิธินาฏ ได้กลับมาอ่านข่าวครอบครัวข่าวเช้าเหมือนเดิมแล้ว โดยไม่มีการเอ่ยถึงเหตุการณ์ที่ทำให้เธอต้องหายหน้าไปจากรายการร่วมเดือน




วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2558

เมื่อคุณนิธินาฏ อ่านข่าวในพระราชสำนักผิดพลาด







เมื่อเช้าวันศุกร์ที่ 27 ก.พ. 58 ที่ผ่านมาเวลาประมาณเกือบตี 4  ในรายการครอบครัวข่าวเช้าทางช่อง 3 นำโดยผู้ประกาศข่าวมากประสบการณ์อารมณ์ดี มุขเยอะ คือ คุณนิธินาฏ ราชนิยม ได้อ่านพระนามและพระอิสริยยศของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ผิดเต็ม ๆ  ในข่าวที่พระองค์โสม ฯ เสด็จไปเปิดงานสัปดาห์พุทธศาสนา เนื่องในวันมาฆบูชา

http://imgur.com/aFKR2o8,swCOgKf#0

นี่คือช่วงจังหวะที่คุณนิธินาฏอ่านพระนามผิด ซึ่งคุณนิธินาฏเริ่มต้นด้วยการพูดนำไปก่อน แล้วจึงก้มหน้าอ่านข่าวตาม

คือผมได้ดูถ่ายทอดสดรายการครอบครัวข่าวเช้าในวันนั้นพอดี ผมยังสะดุดใจว่า คุณนิธินาฏ อ่านพระนามและพระราชอิสริยศแบบผิดมาก ไม่ใช่ผิดน้อย ๆ ได้อย่างไร

ที่ผิดคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า ....(พระนามผิด).... พระวร...(อิสริยศก็ผิด)...

แต่ผู้ประกาศชายที่นั่งอยู่ข้าง ๆ รวมไปถึงผู้กำกับฝ่ายรายการ ไม่มีใครได้ยินว่าคุณนิธินาฏอ่านพระนามผิดหรือ ?

คือ ถ้าผู้กับกับรายการดูอยู่ตลอดเวลา ก็น่าจะได้ยินเหมือนที่คนดูทางบ้านได้ยิน แล้วควรจะรีบแจ้งให้คุณนิธินาฏ รีบขอโทษและรีบแก้ไขคำให้ถูกต้องทันที แต่กลับไม่มีการแก้ไขอะไรเกิดขึ้นเลย ทุกอย่างถูกปล่อยผ่านไปโดยเสมือนไม่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น

ซึ่งผมถิอว่า เป็นความผิดพลาดอย่างมากของทางรายการโดยรวมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้ผิดที่คุณนิธินาฏเพียงคนเดียว

แล้วต่อมา ทาง กสทช. ก็ได้มีหนังสือด่วนเพื่อให้ช่อง 3 อธิบายถึงความผิดพลาดครั้งนี้ ตามข่าวนี้ครับ

คลิกที่รูปเพื่อขยาย

เหตุเกิดวันที่ 27 ก.พ. 58 ไม่ใช่วันที่ 2 มี.ค. ตามข่าว

และหลังจากเกิดเหตุความผิดพลาดดังกล่าว ทางช่อง 3 ก็ยังเงียบ ไม่มีหนังสือเพื่อแสดงความขอโทษเกี่ยวกับความผิดพลาดนี้แต่อย่างใด

หากมีหนังสือขอโทษ ขอทรงประทานอภัยโทษ ในเวลาต่อมาทันที เรื่องนี้ก็น่าจะดีขึ้น คือเหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2558 ถ้ารู้ตัวว่าผิดพลาด ก็รีบทำหนังสือให้รายการข่าวช่อง 3 ในแต่ละช่วงอ่านหนังสือขอโทษ หรือ ขอประทานอภัยโทษทันที เรื่องก็น่าจะจบลงด้วยดี

แต่จนวันที่ 5 มีนาคม 2558 ขณะที่ผมเขียนบทความนี้ ก็ยังไม่เห็นช่อง 3 มีหนังสือขอโทษ หรือ ขอประทานอภัยโทษแต่อย่างใด

ผิดกับตอนที่ฐาปนีย์ เอียดศรีไชย เคยไปรายการข่าวงานพระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จจนโรดม สีหนุ ซึ่งเธอได้นำพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็นนโรดม สีหนุวางบนพื้น ขณะรายงานข่าว ทำให้คนกัมพูชาไม่พอใจ จนทำให้ฐาปนีย์และช่อง 3 รีบมีหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษทางพระราชวงศ์กัมพูชาทันที รวมถึงฐาปนีย์ก็ไปกราบขอพระราชทานอภัยโทษ เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนโรดม สีหนุ ที่หน้าพระราชวังจตุรมุขมงคล ทันทีเช่นกัน

-----------------

หลังจากที่คุณนิธินาฏอ่านพระนามและพระราชอิสริยยศของพระองค์โสมฯ ผิด ก็ทำให้ตั้งแต่เช้าวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2558 เป็นต้นมา คุณนิธินาฏก็ไม่ได้มาอ่านข่าวครอบครัวข่าวเช้ามาหลายวันแล้ว

ผมติดตามการอ่านข่าวของคุณนิธินาฏ มาตลอดตั้งแต่จัดรายการคู่กับคุณวิศาล ดิลกวณิช มาเกือบ 10 ปี ในข่าวเช้าตอนตี 4

ส่วนตัวผม ผมชื่นชมคุณนิธินาฏ มาก และเมื่อมาจัดรายการครอบครัวข่าวเช้า คุณนิธินาฏก็ดำเนินรายการได้ดีมาก เป็นที่ชื่นชอบของแฟนข่าวอย่างมาก เพราะคุณนิธินาฏเป็นผู้ประกาศข่าวอารมณ์ดี ครื้นเครง เรียกรอยยิ้มให้ผู้ชมได้ทุกช่วงเวลา

จนผมคิดว่า ถ้าช่อง 3 จะถอดรายการเรื่องเล่าเช้านี้ของสรยุทธออกไปเมื่อไหร่ ก็สามารถนำช่วงครอบครัวข่าวเช้า ที่นำโดยคุณนิธินาฏ มาเสียบแทนได้ทันที แถมน่าจะดีกว่าด้วยซ้ำ

คือ ผมว่า คราวนี้เหมือนเป็นคราวเคราะห์ของคุณนิธินาฏ จริง ๆ ที่พลาดแบบไม่รู้ตัว และพลาดอย่างมาก ซึ่งผมเชื่อว่า เป็นการพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจ 

ซึ่งผมเชื่อว่า หากคุณนิธินาฏ รีบขอทรงประทานอภัยโทษกับพระองค์โสม ฯ โดยเร็ว ก็เชื่อว่า เรื่องนี้ก็น่าจะจบลงด้วยดี เพราะพระเมตตาของพระองค์โสม ฯ มีต่อช่อง 3 อย่างมากมาตลอด (น้องสาวของพระองค์ คือคุณน้ำผึ้ง สราลี ก็จัดรายการทางช่อง 3 มาหลายปีแล้ว พระองค์โสมฯ และพระมารดาก็เคยร่วมในรายการนี้หลายครั้ง)

จนผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมจนถึงตอนนี้ช่อง 3 และคุณนิธินาฏกลับเงียบไปเฉย ๆ

สังคมไทยเราให้อภัยแก่ผู้กระทำผิดเสมอ เพียงแต่รู้สำนึกและขอโทษอย่างจริงใจก็พอ

ผมยังหวังว่า คุณนิธินาฏจะได้กลับมาอ่านข่าวในครอบครัวข่าวเช้าต่อไปในเร็ว ๆ นี้ เพราะชอบในฝีมือ และคิดว่าเรื่องแค่นี้ความจริงไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เป็นเรื่องของกาลเทศะ มารยาทและการให้อภัยซึ่งกันและกัน

คลิกอ่าน พระองค์โสม ทรงเมตตามอบดอกไม้ให้กำลังใจคุณนิธินาฏ


วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2558

บก.ลายจุด ไม่อยากบริจาคเลือด ก็ชั่งแม่คุณครับ






คือ ตั้งแต่สภากาชาดประกาศว่า เลือดขาดแคลน

ผมเห็นพวกเสื้อแดงบางคนออกมาโชว์โง่ เรื่องไม่ไปบริจาคเลือด ในหลาย คห. ทั้งเสียดสี ทั้งสมน้ำหน้า อะไรทำนองนี้

ซึ่งผมไม่แปลกใจหรอก เพราะคนพวกนี้มันสันดานต่ำ ใจบาปเป็นอาจิณอยู่แล้ว

และผมก็เชื่ออีกว่า ยังมีคนเสื้อแดงที่ไม่ได้มีจิตใจต่ำขนาดนั้นเหมือนกันทุกคนหรอก

แต่พอผมไปเห็นโพสของ บก.ลายจุด หรือนายสมบัติ บุญงามอนงค์ เกี่ยวกับไม่บริจาคเลือดให้สภากาชาด ผมเลยต้องเขียนบทความนี้สักหน่อยว่า

สมแล้วที่ บก.ลายจุดเป็นอดีต NGO ที่ชอบอวดฉลาด จิตใจของการเป็น NGO ไม่ได้เหลือในใจของคน ๆ นี้อีกแล้ว

คือที่ผ่านมา แม้ผมจะอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับ บก.ลายจุด แต่ผมไม่เคยคิดว่า บก.ลายจุด จะเป็นคนใจแคบ แต่สุดท้ายผมคิดผิด !!

http://imgur.com/Cvx5ane

เฮ้ยโง่รึเปล่าลายจุด ที่เขาบริหารจัดการเลือดให้แก่ทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติก็ดีแล้วนี่

กรุณาอ่านดี ๆ  ถ้าบก.ลายจุด เขียนแบบนี้จะเข้าใจในอีกความหมายนึง

"ต่อให้หมอและพยาบาลทั้งหมดในสภากาชาดเป่านกหวีดก็ไม่เป็นเหตุให้ยกเลิกการบริจาคเลือด ตราบเท่าที่เขาบริหารจัดการเลือดให้แก่ทุกคนโดยเลือกปฏิบัติ"

แต่จริง ๆ แล้ว ไม่ควรนำประเด็นนี้มาเล่น

------------------------

ามว่า เคยมีบ้างไหมที่หมอ พยาบาลในสภากาชาด หรือในโรงพยาบาลที่อื่น ๆ จะออกมาประกาศว่า ใครเป็นเสื้อแดง ใครรักทักษิณ ใครรักยิ่งลักษณ์ อย่ามารักษาพยาบาล ที่นี่

เพราะจรรยาบรรณของหมอ พยาบาล สูงส่ง แม้แต่ในยามสงคราม ศัตรูบาดเจ็บก็ต้องรักษาให้

ผมถามหน่อย พวกเสื้อแดงปากดีทั้งหลาย ถ้าพวกคุณ ญาติพี่น้องคุณ บาดเจ็บเสียเลือด พอไปถึงโรงพยาบาลคุณจะกล้าบอกไหมว่า กูยอมตายดีกว่าเอาเลือดจากสภากาชาด ?? 

หมายเหตุ สภากาชาดส่งเลือดไปให้โรงพยาบาลทั่วประเทศ หากใครเจอการปฏิบัติเรื่องการขอเลือดอย่างไม่เป็นธรรม กรุณาระบุโรงพยาบาลที่คุณไปรักษา อย่ามามั่วโทษสภากาชาด เพราะสภากาชาดมีหน้าที่จัดหาเลือดส่งไปเท่านั้น

ไม่มีหรอกครับที่จะมีใครกล้าประกาศแบบนั้น เพราะสุดท้าย พอป่วยหนัก หรือใกล้จะตาย มันไม่มีใครมันปากเก่งทั้งนั้นแหละ

เกิดเป็นคนมันต้องรู้จักแยกแยะ

แล้วที่ประกาศว่า กูไม่บริจาคเลือด (เพราะอคติน่ะ) แถมยังไปปลุกระดมไม่ให้พรรคพวกตนเองมาบริจาคเลือด (ซึ่งปกติผมก็เชื่อว่าคนใจแคบแบบนี้ไม่ค่อยทำความดี หรือเสียสละอยู่แล้ว แต่อาศัยเกาะกระแสเพื่อหาเรื่องโจมตี)

ถ้าเกิดใครที่ประกาศแบบนั้น แล้วญาติคุณ พี่น้องคุณ เพื่อนคุณ เกิดเจออุบัติเหตุ แล้วเกิดไม่มีเลือดมาช่วยชีวิตญาติพี่น้องของคุณ คุณก็จะรู้สึกเอง

ผมเชื่อว่า บาปกรรมมีจริง คนคิดไม่ดี เดี๋ยวก็เจอดีเองแหละ เหมือนที่เขาเรียกว่า ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา

แม้แต่คนที่มาบริจาคเลือดให้สภากาชาดและที่อื่น ๆ  ก็ไม่เคยมีใครบอกว่า เลือดของฉัน เลือดของผม อย่านำไปช่วยฝ่ายเสื้อแดงนะ

เพราะคนที่คิดแบ่งแยกอะไรแบบนั้น ก็มีแต่คนพาลสันดานบาปเท่านั้น

=================

ทหารคือที่พึ่งสุดท้ายชองประชาชนเสมอ

วิกฤติขาดแคลนเลือด ก็มีมาเป็นพัก ๆ ตลอดมา สาเหตุที่สำคัญทื่ทำให้คนไทยต้องใช้เลือดมาก ก็เพราะ อุบัติเหตุของไทยไม่เคยลดลง มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ที่ผ่านมาหากยังแก้ไขสถานการณ์เลือดขาดแคลนไม่ทัน ผู้คนยังมาบริจาคเลือดกันน้อยอยู่

สุดท้าย วิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาเลือดขาดแคลนได้ก็คือ สภากาชาดก็จะขอความช่วยเหลือไปที่กองทัพไทย ขอเลือดจากกำลังพลในกองทัพ ซึ่งเขาทำแบบนี้มาทุกยุคทุกสมัย

คลิปข่าวไทยพีบีเอส คนแห่ไปบริจาคเลือด ช่วยสภากาชาด



คือผมว่า สภากาชาด ยังมีมาตรการเชิงรุกและให้ความสะดวกแก่ผู้คนที่อยากจะบริจาคน้อยไป

ผมแนะนำเลยนะครับ มันต้องเปิดรับบริจาคตลอด 24 ชม. ครับ ไม่ใช่เปิดเป็นเวลาแบบทุกวันนี้ หมายถึง เฉพาะที่สภากาชาดน่ะ

การใช้ตรรกะเดิมที่ว่า คนเราทุกคนต้องทำงานเฉพาะตอนกลางวัน แล้วนอนพักผ่อนเฉพาะในตอนกลางคืน มันคือตรรกะเหตุผลของโลกโบราณกาลไปแล้ว

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดรับบริจาคโลหิตทุกวันโดยไม่หยุดพักกลางวัน
วันจันทร์ พุธ ศุกร์ 08.00-16.30 น.
วันอังคาร พฤหัสบดี 07.30-19.30 น.
วันเสาร์-อาทิตย์ และวันนักขัตฤกษ์ 11.00-15.30 น.

แม้แต่โรงพยาบาลรัฐหลาย ๆ แห่งที่ผมเคยไป ก็เปิดรับบริจาคเลือดเฉพาะในเวลาราชการเท่านั้น (ทำไมไม่เปิดเลยไปถึงสัก 2 ทุ่มเป็นอย่างน้อย)

ถามว่า ต้องให้ประชาชนที่ทำงานบริษัทเอกชน ต้องลางานไปบริจาคเลือดเหรอครับ ??

-----------------

สุดท้ายขอฝากว่า อันโรคภัยไข้เจ็บและอุบัติเหตุ มันเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่เลือกว่าจะเกิดขึ้นกับฝ่ายไหน

ฉะนั้น อย่านำประเด็นเรื่องการบริจาคเลือดมาเป็นประเด็นการเมืองเลย ใจกว้าง ๆ หน่อยคนไทย (ไม่ควรเอาประเด็นนี้มาเล่น)

การที่เลือดขาดแคลน หมอ พยาบาลในสภากาชาดลำบากเหรอ ?

เปล่าเลย คนไทยที่เจ็บป่วยทั้งประเทศต่างหากที่ลำบากและเสี่ยงชีวิตมากขึ้น

คลิกอ่าน จับผิด บก.ลายจุด ขายข้าวสาร ต่างจากโครงการจำนำข้าวยิ่งลักษณ์อย่างไร