วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ประเทศไทยน่าอยู่ขึ้นเมื่อเรื่องเล่าเช้านี้ไม่มีสรยุทธ






คงไม่ต้องเท้าความให้มากว่า สรยุทธ สุทัศนะจินดา คือใคร แล้วตอนนี้ทำไมหายไปจากหน้าจอรายการเรื่องเล่าเช้านี้ทุกเช้าของทุกวัน

แน่นอน แฟน ๆ สรยุทธส่วนใหญ่คงไม่เห็นด้วยกับการที่สรยุทธต้องอำลาหน้าจอไป ซึ่งอาจแค่ชั่วคราวหรืออาจชั่วชีวิต

ในฐานะที่ผมก็เป็นแฟนรายการเรื่องเล่าเช้านี้พอประมาณ แต่ผมกลับไม่เสียดายเลยที่ไร้เงาสรยุทธหน้าจอทีวี

เพราะอะไร ?

ก็เพราะตั้งแต่สรยุทธหยุดจัดรายการของเขาเองไป ก็ได้มอบบทบาทเต็มตัวในการดำเนินรายการและนำพาทิศทางข่าวของรายการในแต่ละวันไปให้น้องไบร์ท พิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ ทำอย่างเต็มที่

แม้อาจจะมีผู้มาร่วมเล่าข่าวกับน้องไบร์ท คือทั้งคุณปิยณี เทียมอัมพร และคุณพิภู พุ่มแก้ว ที่ย้ายมาจากช่อง 9 เพื่อมาจัดเรื่องเล่าเช้านี้

แต่ผมว่า การดำเนินรายการของน้องไบร์ทตลอด 3 ชม.กว่า ๆ ก็จัดว่า น้องไบร์ทดำเนินรายการได้ดีทีเดียว



ผมขอสรุปการดำเนินรายการเรื่องเล่าเช้านี้ของน้องไบร์ท พอสังเขปว่า

สำหรับความเห็นผม ผมว่า น้องไบร์ทดำเนินรายการได้ดีกว่าสรยุทธเสียอีก เพราะทำให้บรรยากาศข่าวดูสบายตาสบายใจขึ้น ^_^

แม้ข่าวเครียด ๆ หรือข่าวหนัก ๆ ซึ่งถ้าเป็นสรยุทธดำเนินรายการเอง ก็จะกลายเป็นประเด็นให้คนดูเกิดอาการดราม่าและเครียดขึ้นกว่าเดิมได้ง่าย

แต่พอเป็นน้องไบร์ทรับบทบาทจัดรายการแทนสรยุทธ รายการข่าวตอนเช้าของประเทศไทยก็เริ่มเครียดน้อยลง เพราะน้องไบร์ทไม่มีน้ำเสียงที่จะไปช่วยบิวท์อารมณ์ให้คนดูเครียดยิ่งขึ้น

แต่น้ำเสียงของน้องไบร์ทและวิธีการนำเสนอข่าวของน้องไบร์ท กลับช่วยทำให้คนดูทางบ้านเครียดน้อยลง (รวมถึงการจัดรายการเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ โดยคุณกุ๊ก กฤติกา ด้วย ที่ดูนุ่มนวลเหมือนน้องไบร์ท)

แต่หากเป็นสรยุทธจัด แน่นอนข่าวอาจดังขึ้น แรงขึ้น แต่คนดูและคนไทยก็พลอยเครียดมากขึ้นตามไปด้วย

แล้วถ้าคนดูเครียดจากข่าว มันก็ไม่เป็นผลดีต่อการดำเนินชีวิตของพวกเขาโดยรวม โดยไม่รู้ตัว

-----------------------

ผมขอสรุปอีกครั้งเลยนะ ใครจะว่าไงไม่รู้ แต่ผมชอบให้น้องไบร์ททำหน้าที่แทนสรยุทธไปตลอดกาลเลย

เพราะสรยุทธ เขาเป็นพิธีกรใหญ่คับฟ้าไปแล้ว พอใหญ่และดังมากเกินไป ผมว่า เขามีส่วนทำให้ข่าวบางข่าวได้รับความสนใจมากขึ้นก็จริง ช่วยให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนใจลงมาแก้ปัญหาได้มากขึ้นก็จริง

แต่ทั้งหมดทั้งมวล สรยุทธ ก็คือ ตัวคะตะไลส์ที่ทำให้สังคมไทยพลอยดราม่ามันไปซะแทบจะทุกเรื่อง

ผมว่า สังคมไทยถ้าลดอาการดราม่าลงได้บ้าง หรือถ้าจะดราม่าก็ดราม่าด้วยอารมณ์ที่นุ่มนวลขึ้นเหมือนการดำเนินรายการของน้องไบร์ท ก็จะทำให้ความรุนแรงในสังคม การทะเลาะถกเถียงในสังคมด้วยอารมณ์ที่เบาลง

เมื่ออารมณ์เบาลง เหตุผลก็จะมีมากขึ้นตามมา

ผมว่า เมืองไทยเรา แม้จะมีปัญหาหรือมีข่าวแรง ๆ ไม่ลดลงก็ตาม แต่โดยรวมสังคมไทยก็ดูน่าอยู่ขึ้นเมื่อไม่มีสรยุทธดำเนินรายการหน้าจอทีวี 555

"ประเทศไทยน่าอยู่ขึ้น ตั้งแต่ไม่มีสรยุทธมาบิวต์อารมณ์เครียดให้คนดูทุกเช้า"

แต่ที่ยังห่วยเหมือนเดิมก็คือ การคัดข่าวนำข่าวมาเสนอในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ซึ่งน่าจะเป็นสรยุทธอยู่เบื้องหลังการคัดข่าว

ผมก็ยังสังเกตว่า เรื่องเล่าเช้านี้ รวมถึงเพจเรื่องเล่าเช้านี้ มักชงข่าว เขียนพาดหัวข่าวชวนให้คนด่ารัฐบาล คสช. อยู่เสมอ ๆ

แถมยังชอบนำเสนอข่าวไอ้พวกกลุ่มต่อต้าน คสช. สม่ำเสมอเช่นเดิม

ถ้าแบบนี้บอกได้เลยว่า สรยุทธเจ้าของรายการคงชอบใส่เสื้อแดงแหง ๆ

แบบนี้ต่อไปน่าจะเปลี่ยนให้สรยุทธไปใส่เสื้อสีกากี กางเกงขาสั้น แถมกินข้าวแดง บ้างก็คงดี เปลี่ยนบรรยากาศซะบ้าง เผื่อกินอาหารแพง ๆ ทุกวันสรยุทธอาจเบื่อแล้ว 555

คลิกอ่าน ตรรกะวิบัติทีมสรยุทธ กับปัญหาคำพิพากษาศาลชั้นต้น

วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ธรรมะ "จงพอใจในสิ่งที่ตนไม่มี"






"จงพอใจในสิ่งที่ตัวเองไม่มี เหนือกว่าพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี"

งง ไหมครับกับคำกล่าวนี้

เพราะเรามักได้ยินคำสอนที่ว่า "จงพอใจในสิ่งตนเองมีอยู่"  ซึ่งเป็นคำสอนที่ดีมาก

แต่ผมกลับคิดในอีกมุมว่า ถ้าเราพอใจในสิ่งที่ตนไม่มีอยู่ล่ะ  จะแตกต่างกันไหม

เช่น ถ้าเรามีมอเตอร์ไซค์อยู่ แต่เราอยากมีรถเก๋ง หรืออยากมีรถกระบะขับมากกว่า เราก็อาจเป็นทุกข์ได้ เพราะความอยากมีรถเก๋ง

ความอยากนั้น ยิ่งอยากมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทุกข์มากขึ้นเท่านั้น และอาจนึกไม่พอใจที่ตัวเองต้องขี่แค่มอเตอร์ไซค์

จึงมีคำสอนที่ว่า "จงพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่" ก็คือ สอนให้เราพอใจที่เรามีแค่รถมอเตอร์ไซค์ไปก่อน เพื่อจะได้ไม่ทุกข์จากความอยากมีอยากได้รถเก๋ง เป็นต้น


แต่ถ้าเป็น "จงพอใจในสิ่งที่ตัวเองไม่มีอยู่"  จะหมายถึง รู้สึกดีแล้วที่ยังไม่มีรถเก๋ง แล้วลองคิดถึงเหตุผลว่า ถ้าเรามีรถเก๋งน้้นจริง ๆ ก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป หรือทุกข์น้อยลงเสมอไป หากเรายังไม่พร้อมที่จะมีจริง ๆ

เพราะการจะมีรถเก๋งนั้น ต้องมีภาระตามมามากมาย

ไหนจะต้องหาเงินมาดาวน์ในราคาสูงกว่าออกรถมอเตอร์ไซค์ ไหนจะต้องผ่อนรายเดือนหลักหมื่นจนหลายหมื่นต่อเดือน ไหนจะค่าน้ำมัน แถมเวลารถติดก็สิ้นเปลืองกว่าขี่มอเตอร์ไซค์ ทั้งค่าสึกหรอ ค่าอะไหล่ก็สิ้นเปลืองกว่ารถมอเตอร์ไซค๋ทั้งสิ้น

แน่นอนการขี่มอเตอร์ไซค์ปลอดภัยน้อยกว่าการขับรถ แต่ใช่ว่าการขับรถจะปลอดภัยมากกว่าเท่าไหร่นัก แถมต้องจ่ายค่าประกันภัยที่แพงกว่าตั้งเยอะ

ดังนั้น หากเรามาคิดในหลักที่ว่า จงพอใจที่เรายังไม่มีรถเก๋ง เพราะการมีรถเก๋งนั้นต้องมีปัญหาตามมาอีกมากมายร้อยแปด

เราก็จะสบายใจขึ้นกว่าแค่เราต้องพยายามพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่ นั่นคือ มีแค่มอเตอร์ไซค์

ซึ่งหลักธรรมะทั้งสองหลักการนี้ ไม่ใช่สอนให้เราไม่พยายามมุมานะหาเงิน เพื่อหาสิ่งที่ดีกว่าเพื่อตนเองนะครับ อย่าไปตีความผิด ๆ แบบนั้น

ดังนั้น ผมจึงอยากจะแนะนำคุณผู้อ่าน ลองคิดในอีกมุมว่า

"จงพอใจในสิ่งที่ตัวเองไม่มีอยู่"  น่าจะเป็นหลักการที่สอนให้เราลองคิดหาเหตุผลมากขึ้นว่า ถ้าเรายังไม่มีสิ่งที่ต้องการนั้น ๆ เราก็สบายดีอยู่เหมือนกัน

จะลองยกตัวอย่างให้คุณผู้อ่านลองพิจารณาอีกสักตัวอย่าง

เช่น ถ้าคุณอยากมีภรรยา (หรืออยากมีสามี) อยากมีครอบครัว แต่คุณยังไม่มี

คุณก็ลองคิดหาเหตุผลดูซิว่า การที่คุณยังไม่มีครอบครัวนั้นมีข้อดีอย่างไร ?

เมื่อหาเหตุผลได้ คุณจะเข้าใจหลัก จงพอใจในสิ่งที่ตัวเองไม่มี ได้ดียิ่งขึ้น

----------------

หลักเต๋าและหลักเซน ยกย่อง ความไม่มี ยิ่งใหญ่กว่า ความมี

หลักเต๋าและหลักเซน จะยกย่องเรื่อง ความว่าง ซึ่งความว่างก็คือพื้นฐานจากความไม่มี

เฉกเช่น แก้วน้ำใช้ประโยชน์จากความว่าง หรือความไม่มี

เพราะแก้วน้ำมีความว่าง ไม่มีสิ่งใดอยู่ในแก้ว เราจึงจะสามารถเติมน้ำลงไปในแก้วได้ จนเกิดความมี(น้ำ) ขึ้น

ดังนั้น เพราะความไม่มีจึงก่อกำเนิดความมีได้

เฉกเช่น จักรวาล เพราะมีความว่างจึงก่อให้เกิดดวงดาว ได้

แต่หากเราศึกษาหลักเต๋าและหลักเซนให้ถ่องแท้มากขึ้น เราก็จะเข้าใจขึ้นไปอีกระดับหนึ่งที่ว่า

แท้จริงแล้ว ความมี กับ ความไม่มี ล้วนเป็นสิ่งเดียวกัน เฉกเช่น ความสุข กับความทุกข์ แท้จริงก็คือ สิ่งเดียวกัน นั่นเอง

เพียงแต่ในสิ่งเดียวกันนั้น กลับแสดงผลไม่เหมือนกัน จึงทำให้เรามองว่า มันแตกต่างกัน เป็นคนละสิ่งกัน



ความไม่มี - เบากว่า
ความมี - หนักกว่า

คลิกอ่าน ธรรมะหลวงพ่อชา สุข ทุกข์ คือสิ่งเดียวกัน