วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ปฏิรูปมอไซค์รับจ้าง ถึงเวลาต้องติดมิเตอร์






กฎหมายมีเขียนไว้นานแล้วถึงอัตราค่าใช้บริการมอไซค์รับจ้างว่า ต้องคิดในอัตราราคาเท่าไหร่ไว้ตั้งแต่เมื่อ พ.ศ. 2548

อัตราค่าโดยสารมอไซค์วิน ตามข้อกำหนดของกฏหมาย

การกำหนดอัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารสำหรับรถจักรยานยนต์สาธารณะ พ.ศ. 2548 มีเนื้อหาตามนี้

ข้อ 1 ระบุว่า ให้กำหนดอัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารสำหรับรถจักรยานยนต์สาธารณะดังนี้

(1) ระยะทาง 2 กิโลเมตรแรก ไม่เกิน 25 บาท และกิโลเมตรต่อๆ ไป ไม่เกินกิโลเมตรละ 5 บาท

(2) ถ้าระยะทางเกินกว่า 5 กิโลเมตรขึ้นไป อัตราค่าจ้างบรรทุกโดยสารให้เป็นไปตามที่ผู้ขับรถและคนโดยสารตกลงกัน

ข้อ 2 ให้คณะกรรมการประจำจังหวัดหรือคณะอนุกรรมการประจำท้องที่ ตามมาตรา 23/1 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.รถยนต์ (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2547 มีอำนาจกำหนดค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารสำหรับรถจักรยานยนต์สาธารณะ ไม่เกินอัตราตามที่กำหนดในข้อ 1 (1) และกำหนดวิธีการในการแสดงค่าจ้างบรรทุกคนโดยสาร ณ สถานที่รอรับคนโดยสาร

(ควรแก้กฎหมายเปลี่ยนแปลงราคาให้ทันกับค่าครองชีพในปัจจุบัน)

---------------------

แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่เคยรู้ว่ามีกฎหมายนี้ หรือถึงรู้ก็จำไม่ได้ว่า อัตราเท่าไหร่

และถึงรู้ว่าอัตราเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถบังคับให้มอไซค์รับจ้างหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า วินมอไซค์ หรือ มอไซค์วิน ปฏิบัติตามกฎหมายได้ง่าย ๆ จริงไหม

ดังนั้นในประเทศที่กฎหมายมักเป็นแค่เสือกระดาษ ทำให้ประชาชนผู้ไม่มีอำนาจและทางเลือกมากนัก ก็มักจะถูกเอาเปรียบอยู่เสมอ ไม่ว่าจะยุครัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง หรือรัฐบาลเผด็จการ

แต่ในยุครัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็มักจะเกรงใจพวกมอไซค์รับจ้าง เพราะคิดว่า เป็นฐานเสียงสำคัญของตนเองเช่นกัน จึงได้แต่ปล่อยให้ปัญหาหมักหมมไปเรื่อย ๆ ยากที่จะแก้ไข

---------------



แล้วจากกรณีที่รถไฟฟ้าบีทีเอส เกิดขัดข้องเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 59 ที่ผ่านมา ทำให้ผู้โดยสารจำใจต้องหันมาใช้บริการรถโดยสารสาธารณะอื่น ๆ แทน

และเมื่อเวลากระชั้นชิดเข้ามา ประชาชนจำใจต้องเรียกใช้บริการมอไซค์รับจ้างเพื่อให้เดินทางเร็วที่สุด แต่แล้วก็เกิดปรากฎการณ์จนเป็นข่าวในกระแสโซเชียลว่า

พวกมอไซค์รับจ้างร่วมกันถือโอกาสขูดรีดราคาค่าโดยสารจากประชาชนอย่างเลือดเย็น หรือหน้าเลือด

ทำให้ผมคิดว่า ถึงเวลาแล้วล่ะที่ควรปฏิรูปค่าโดยสารมอไซต์รับจ้างกันเสียที และบังคับให้ติดมิเตอร์คิดราคาค่าโดยสารกับมอไซค์รับจ้างทุกคันด้วย ซึ่งในต่างประเทศเขาก็เริ่มใช้กันแล้ว



ถือว่า ยุติธรรมดีสำหรับผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ ไม่ต้องมาเถียงกันเรื่องค่าโดยสารและไม่ต้องกลัวจะถูกขูดรีดอีกด้วย

ซึ่งก็มีวินมอไซค์บางวินของไทย ได้นำระบบมิเตอร์คิดค่าโดยสารมาใช้กันแล้วตามคลิปนี้


คลิป 1



ราคาขายมิเตอร์สำหรับมอไซค์รับจ้าง อยู่ที่ประมาณเครื่องละ 5 พันกว่าบาท


คลิป 2


ทุกวันนี้ ค่าโดยสารมอไซค์รับจ้างแพงมักจะกว่าแท๊กซี่มิเตอร์เสียอีก ทั้ง ๆ ที่ความปลอดภัยน้อยกว่า สบายน้อยกว่า ดีตรงแค่เร็วกว่า แต่เสี่ยงมากกว่าเช่นกัน

แถมมอไซค์รับจ้างมักชอบผิดกฎจราจรเสมอ ประเภทชอบขี่สวนเลน ขี่ขึ้นบนฟุตบาท ซึ่งควรมีบทลงโทษหนัก เพราะเป็นอาชีพบริการสาธารณะที่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีในการเคารพกฎจราจร

ประเทศไทยถ้าจะเน้นเรื่องการท่องเที่ยว ก็ต้องเน้นมาตรฐานความปลอดภัยและการบริการสาธารณะด้วย ไม่เช่นนั้น ... นะ

คลิกอ่าน ยกเลิก ใบกระท่อม จากยาเสพติดเถอะ


วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ความโง่ของเสื้อแดงเรื่อง นายกฯ ขายยางพาราที่ดาวอังคาร






คือ ผมเจอบ่อยมาก ที่พวกเสื้อแดงเอาเรื่อง ขายยางพาราที่ดาวอังคาร มาล้อเลียนแบบโง่ ๆ โดยไม่เข้าใจความหมายที่ถูกค้อง

จริง ๆ ความหมายที่ลุงตู่พูด หลายคนฟังแล้วอาจไม่ค่อยชัดเจน

ผมเลยจะสรุปความหมายคำพูดของลุงตู่ให้เข้าใจง่ายขึ้น ตามนี้

"ถ้าจะให้รัฐบาลซื้อยางกิโลละ 100 บาท ตามที่ชาวสวนเรียกร้อง บนโลกนี้ก็ไม่มีใครเขาซื้อกันแล้ว ยางราคาเกิน 100 บาทต่อกิโลเนี่ย ถ้าอยากจะขายราคานี้ ก็ต้องไปขายที่ดาวอังคารโว้ย"


----------------------

ทีนี้เรามาดูคำพูดเต็ม ๆ ของนายกฯ ลุงตู่

"วันนี้จะขอราคายาง 90 บาท 100 บาท ผมถามว่าแล้วขายได้เท่าไหร่...ขายได้ 60 บาท 70 บาทไม่เกินนั้น แล้วมันจะไปขายใครในโลกนี้ผมไม่เข้าใจ

บางคนก็บอกให้ทำอย่างนั้น อย่างนี้ พอเข้ามาทำแล้วจะรู้ว่าไม่ง่ายอย่างที่พูด­หรอก สิ่งที่ผมอยากให้ทำต่อไปนี้ก็คือ ที่นอนยาง ที่ซื้อกันเนี่ย อันละประมาณ 2-3 หมื่น 

ยางพาราเรามีอยู่เยอะเเยะในประเทศ...แล้วก­็ปลูกกันเข้าไปเถอะ(ลุงตู่ประชด) แล้ววันหน้าก็ไปขายโน่นไหม...บนดาวอังคารไ­หม ขายในนี้ไม่พอแล้ว โลกไม่พอซื้อแล้ว...วันนี้เราพัฒนาใหม่แล้­ว เราต้องไปดาวอังคาร..." (ผู้ฟังฮา)

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

งานการแถลงยุทธศาสตร์ชาติ (15 ก.ย. 58)



สิ่งที่นายกฯ ลุงตู่พูด ก็เพื่อจะบอกให้ชาวสวนยางอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ใช่เพ้อฝันรอแต่จะให้รัฐช่วยอุ้มท่าเดียว

เพราะรัฐก็พอช่วยได้บ้างบางส่วนเท่านั้น แต่จะให้รัฐรับซื้อยางทั้งหมดในราคาสูง ๆ ก็มีอันต้องเจ๊งบ๊งแบบโครงการจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์นั่นแหละ

โครงการจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์ ที่ไปซื้อข้าวจากชาวนาในราคาแพงเว่อร์ แล้วขายไม่ออกเหลือคาโกดัง 18 ล้านตันนั่น มันคือการไปเอาเงินอนาคตมาโปรยให้ชาวนา 

ชาวนาไทยจำนวนมากก็หลงโง่หลงดีใจได้เงินจากขายข้าวราคาสูง ทั้ง ๆ ที่มันเป็นเงินกู้ที่ต่อไปก็คือภาษีของคนไทยทุกคนที่ต้องแบกหนี้ก้อนนี้ไปอีกนานหลายปี

การบริหารประเทศแบบมักง่ายของยิ่งลักษณ์ ก็คือ สั่งให้ธนาคารรัฐปล่อยกู้ให้รัฐบาลเพื่อเอาเงินมาซื้อข้าวจากชาวนาในราคาแพง ๆ

ซึ่งหลักการค้าขายง่าย ๆ แค่เนี้ย พวกเสื้อแดงและคนส่วนใหญ่ของประเทศยังมองไม่ออกว่ามันคือ หายนะ จึงยังโง่หลงเชื่อยิ่งลักษณ์ต่อไป

ผมจึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมคนไทยถึงเป็นหนี้นอกระบบสูงมาก และเป็นหนี้ครัวเรือนสูงที่สุดในโลก คือ 80% ของจีดีพี

ก็เพราะเป็นพวกชอบคิดสั้น ๆ ง่าย ๆ คิดตื้น ๆ ชอบเอาเงินอนาคตมาใช้จ่ายเหมือนแบบโครงการจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์นี่แแหละ ถึงได้ไปกู้เงินอนาคตมาจนหนี้ท่วมหัว

---------------------

เศรษฐกิจไทยยุค คสช. ยังไม่ดีเพราะอะไร ?

1. เพราะชาวนาไม่ได้ประชานิยมจากโครงการรัฐ จึงทำให้มีเงินจับจ่ายใช้สอยน้อยลง เพราะรัฐบาล คสช. พยายามสอนให้ชาวนาอยู่บนพื้นฐานของโลกแห่งความเป็นจริง แล้วการที่รัฐต้องขาดทุนจากโครงการจำนำข้าว ก็มีผลต่อเนื่องไปอีกหลายปี ที่รัฐต้องกันเงินงบประมาณส่วนหนึ่งเพื่อใช้หนี้โครงการนี้

เช่นเดียวกัน ราคายางพาราตกมาก ชาวสวนยางก็เงินน้อยลง ภาพรวมการจับจ่ายของชาวสวนยางก็น้อยลงไปด้วย

2. ส่งออกทรุด ซึ่งมันทรุดกันแทบทั้งโลก อย่างในเอเซีย ประเทศสิงคโปร์ เกาหลี อืนเดีย อินโดนีเซีย และแทบทุกประเทศการส่งออกทรุดกันหมดนั่นแหละ จะมีแค่ประเทศในกลุ่ม CLMV (เขมร ลาว พม่า เวียดนาม) เท่านั้นแหละ ถึงยังโตได้ต่อเนื่อง เพราะอัตราค่าแรงต่ำ เป็นแรงจูงใจให้นักลงทุนย้ายฐานการผลิตไปลงทุนในประเทศเหล่านี้ รวมถึงการได้รับการยกเว้นภาษีสินค้าส่งออกจากประเทศในกลุ่มอียู และสหรัฐอเมริกา เลยทำให้กลุ่มประเทศ CLMV ยังมีอัตราการส่งออกดี

แต่เราต้องไม่ลืมว่า ส่งออกไทยเริ่มแย่มาตั้งแต่สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์แล้ว จำไอ้โต้งโกหกสีขาวได้ไหม ?

ถ้าประเทศไทยส่งออกดีมาตลอด แล้วพอรัฐบาล คสช. เข้ามาปุ๊บ ส่งออกเริ่มทรุดลงทันที อันนี้ถึงจะด่า คสช. ได้เต็มปากเต็มคำ

(แต่ขอบอก ยุครัฐบาลสุรยุทธ ส่งออกกระฉูดเลยครับ ส่งออกดีกว่ายุคทักษิณด้วย การส่งออกดีจึงไม่เกี่ยวกับว่าประเทศปกครองด้วยประชาธิปไตยหรือเผด็จการ)

ซึ่งประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกอย่างมากมาตลอด มีผู้คนอยู่ในอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกอยู่มาก พอส่งออกทรุด ก็ย่อมเป็นผลกระทบต่อผู้คนในอุตสาหกรรมเหล่านี้ตามไปด้วย


แล้วแนวโน้มการส่งออกของไทยยังต้องทรุดต่อไปอีกนาน ตามที่ผมเคยเขียนบทความไว้ในเรื่อง "ส่งออกไทยทรุดหนัก เหตุคนไทยไม่พัฒนาตนเอง หลวงตัวเอง โทษแต่คนอื่น"

จริง ๆ แล้วเรื่องการส่งออก มันเป็นเรื่องของฝีมือของภาคเอกชนมากกว่า ส่วนรัฐบาลมีหน้าที่แค่อำนวยความสะดวกเท่านั้น

หมายถึง ถ้าผู้ส่งออกไทยไร้ฝีมือ ต่อให้รัฐบาลส่งเสริมช่วยเหลือเต็มที่แค่ไหน ก็ไปไม่รอดอยู่ดี เพราะขนาดตอนนี้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาก ก็ไม่ได้ช่วยการส่งออกอะไรเท่าไหร่เลย

จุดสังเกตในตอนนี้ ก็คือ ราคาน้ำมันดิบดิ่งลงเหว จึงเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจโลกมันแย่เหมือนกันทั้งโลกนั่นแหละครับ

เออ.. ถ้าเศรษฐกิจโลกมันดีพุ่งกระฉูด แต่มันมาแย่ที่ประเทศไทยประเทศเดียวก็ด่า คสช. ได้เต็มปากได้เลย

แต่ความจริงมันไม่ใช่ !!!

แต่โชคดีที่การท่องเที่ยวไทยเติบโตขึ้น เพราะได้คนจีนมาช่วยไว้

3. ปัญหาภัยแลัง เมื่อน้ำไม่พอใช้ การเพาะปลูกก็แย่ รายได้เกษตรกรก็เลยลดลงตามไปด้วย ภาพรวมเศรษฐกิจก็เลยแย่

ถามว่า ภัยแล้งมันเกิดเพราะอะไร ?

สาเหตุหลัก ๆ ก็คือ ป่าต้นน้ำของไทยถูกบุกรุกทำลายอย่างสาหัสจนแทบหมดในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เพื่อนำพื้นที่ไปปลูกข้าวโพดมากที่สุด และปลูกยางพารา รองลงมา

ถามว่า ป่าต้นน้ำที่ถูกทำลาย คุณจะมาโทษรัฐบาลปัจจุบันได้อย่างไร ในเมื่อปัญหามันหมักหมมมานานแล้ว ตั้งแต่อดีตหลายปี

คลิกอ่าน พระราชดำรัสสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เรื่องเหตุผลที่ชาวนาไม่มีน้ำทำนา

---------------

เศรษฐกิจสมัยทักษิณก็ห่วยเหมือนกัน 

พวกเสื้อแดงไม่ค่อยได้อ่านข่าวนอกกะลาที่ตัวเองอยู่เท่าไหร่นัก จึงมักหลงเชื่อว่า  ทักษิณเก่งทำเศรษฐกิจดี ทั้ง ๆ ที่ทักษิณไม่ได้เก่งอะไรเท่าไหร่เลย

ขนาดทักษิณหนีจรจัดออกไปนอกประเทศ จนเดี๋ยวนี้ ก็ไม่เห็นมีปัญญาทำมาหากินอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ได้แต่แอบลักขโมยกินจากโครงการประชานิยมของน้องสาวผ่านทางเจ๊ดอ 

ผมเคยอธิบายในหลายบทความแล้วว่า ตอนทักษิณเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี มันเริ่มเป็นช่วงขาขึ้นของประเทศไทยพอดี แต่เชื่อไหม

ยุคทักษิณเองก็เคยถังแตกมาแล้วเช่นกัน  ถ้าไม่เชื่อก็คลิกอ่านข่าวนี้ครับ

คลิกอ่านข่าว ธปท.แฉรัฐบาลทักษิณถังแตกจริง 

---------------------

อย่าหวังว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นในยุค คสช.

คุณผู้อ่านต้องไม่ลืมว่า รัฐบาล คสช. เขาเป็นรัฐบาลทหาร แถมปัญหาเศรษฐกิจก็ยังโง่ไปเรียกใช้บริการจากนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาเป็นกุนซือเศรษฐกิจอีก

ทั้ง ๆ ที่ นายสมคิด ก็คือ กุนซือเศรษฐกิจของรัฐบาลทักษิณเช่นเดียวกัน

ผมอยากจะบอกว่า ผมไม่ได้หวังเรื่องแก้ปัญหาเศรษฐกิจจาก คสช. เลย แต่ผมหวังให้ คสช. ปฏิรูปสันดานแย่ ๆ ของคนไทยให้ดีขึ้นมากกว่า

คือให้ คสช. เข้ามาจัดระเบียบสังคมไทยที่ไร้ระเบียบวินัยที่หย่อนยานมาเนิ่นนาน จนเป็นปัญหาหมักหมมในทุก ๆ เรื่อง ปัญหามันสะสมมานาน ซึ่งแก้ยาก ๆ ทั้งนั้น

ปัญหาหมักหมมมาหลาย ๆ สิบปี จะให้แก้เสร็จภายใน 3 ปี ก็คงยาก

สำหรับผมน่ะหวังเรื่องให้ คสช. ปฏิรูปกฎหมายและจัดระเบียบในสังคมให้ดีขึ้น แต่จริง ๆ จนวันนี้ก็ยังไม่ถูกใจผมเท่าไหร่นัก

เพราะหลาย ๆ เรื่องดูเหมือนเงียบไป เช่น การเอาผิดพวกนายทุนรีสอร์ทบุกรุกป่าสงวน ผมจึงให้คะแนนผลงานรัฐบาล คสช. แค่ 6 เต็ม 10 เท่านั้น



คลิกอ่าน ไอ้เต้น โชว์โง่อีกแล้ว กรณีผลสรุปโครงการจำนำข้าวมีประโยชน์ต่อชาวนา


วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

มส. เลี่ยงบาลี เพื่อไม่เอาผิดธัมมชโย






คุณผู้อ่านลองอ่านข่าวนี้ด้านล่างนี้อย่างละเอียดทุกคำก่อนนะครับ แล้วผมจะสรุปสั้น ๆ ต่อจากข่าวอีกที


เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2559 ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม มีการประชุมมหาเถรสมาคม(มส.)ในวาระปกติ โดยมีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์(ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธาน

โดยการประชุมครั้งนี้มีการพิจารณาวาระสำคัญ คือ คำชี้แจงที่ทาง พศ. จะตอบกลับไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ หลังจากที่มีหนังสือสอบถามมายัง พศ. และ มส. กรณีที่ดีเอสไอได้ตรวจสอบพระลิขิต สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เกี่ยวกับกรณีพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) ปัจจุบันดำรงสมณศักดิ์ที่ พระเทพญาณมหามุนี เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

และทางดีเอสไอยืนยันว่า พระลิขิตมีผลตามกฎหมาย จึงต้องการสอบถามมายังมส. และพศ. ถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามที่มีการร้องเรียนให้เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ต้องอาบัติปาราชิกจากคดียักยอกเงินและที่ดินตามพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราช

ภายหลังการประชุมเกือบ 2 ชั่วโมง นายชยพล พงษ์สีดา รองผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ แถลงผลการประชุมว่า มส. เห็นชอบคำชี้แจงที่ทาง พศ. จะตอบกลับไปยังดีเอสไอเกี่ยวกับกรณีเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย โดยในคำชี้แจงดังกล่าวได้มีการอธิบายถึงขั้นตอนการดำเนินงานเกี่ยวกับกรณีเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายตั้งแต่เกิดเรื่อง รวมทั้งเรื่องพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเรื่องพระลิขิตนั้นทาง มส.ในยุคนั้นได้หารือกัน และได้มีมติที่จะสนองตามพระลิขิต

แต่การดำเนินงานจะต้องเป็นไปตามกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม โดยหารือกันว่าจะมีการดำเนินการอย่างไร ขณะเดียวกันในตอนนั้นก็มี นายมาณพ พลไพรินทร์  ผู้เชี่ยวชาญพิเศษกรมการศาสนา และนายสมพร เทพสิทธา ประธานยุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติ ยื่นร้องเรียนต่อเจ้าคณะภาค 1 ในขณะนั้นพอดี แต่เจ้าคณะภาค 1 พิจารณาว่าผู้ที่มาร้องเรียนมีวาจาเชื่อถือไม่ได้ จึงไม่รับคำร้อง

แต่ มส. มีการพิจารณาว่ากรณีดังกล่าวสามารรับคำร้องไว้และดำเนินการตามขั้นตอนของคณะสงฆ์ พร้อมทั้งมีการหารือข้อกฎหมายกับทางรัฐบาลด้วย แต่เจ้าคณะภาค 1 ก็ไม่ยอมดำเนินการตาม มส. จึงมีมติปลดเจ้าคณะภาค 1 รูปดังกล่าว และตั้งเจ้าคณะภาค 1 รูปใหม่มาดำเนินการ และหยิบคำร้องดังกล่าวมาพิจารณาดำเนินการช่วงต้นปี 2543 ขณะเดียวกันในขณะนั้นก็มีการดำเนินการตามกฎหมายบ้านเมืองด้วย เนื่องจากทางกรมการศาสนา (ศน.)ได้มีการไปยื่นฟ้องต่อกองปราบปราม และเมื่อมีการดำเนินการทางกฎหมายทางโลก ขั้นตอนของคณะสงฆ์ต้องหยุดดำเนินการก่อน

นายชยพล กล่าวต่อไปว่า ต่อมาเมื่ออัยการถอนฟ้องคดีเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายเมื่อปี 2549 ทางคณะสงฆ์ก็หยิบกรณีดังกล่าวมาพิจารณาต่อ

ขณะเดียวกัน นายมาณพ ก็ขอถอนฟ้อง และเมื่อมีการพิจารณาคุณสมบัติของ นายสมพร ก็พบว่าคำร้องไม่สมบูรณ์ จึงไม่รับคำร้อง และมีการแจ้งไปยัง นายสมพร ให้รับทราบแล้ว ซึ่ง นายสมพร ก็ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน จึงถือว่ากระบวนการสิ้นสุดตั้งคณะผู้พิจารณาชั้นต้นแล้ว และ มส.ไม่มีอำนาจที่จะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาด้วยตัวเอง

ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวทั้งหมดคณะสงฆ์ดำเนินการตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11(พ.ศ.2521) ว่าด้วยการลงนิคหกรรม ส่วนในการประชุมครั้งนี้ มส. ไม่ได้มีมติว่า เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายปาราชิก หรือไม่ปาราชิก  แต่มีมติเห็นชอบข้อชี้แจงที่ทาง พศ.จะตอบไปยังดีเอสไอ

ส่วนเรื่องพระลิขิตนั้น ทาง พศ. เองก็ยังไม่เคยได้รับต้นฉบับ จึงเห็นว่าไม่ควรนำออกมาเผยแพร่

แต่ในขณะที่เกิดเรื่อง มส. ให้ความสำคัญกับเรื่องพระลิขิตมาก มีการนำเรื่องพระลิขิตเข้าหารือในการประชุม จนออกมาเป็นมติ มส. มากกว่า 100 ครั้ง และจะนำมติดังกล่าวแจ้งไปยังดีเอสไอด้วยภายในวันที่ 12 ก.พ.นี้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า แบบนี้ถือว่าเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายปาราชิกหรือไม่ ?

นายชยพล กล่าวว่า กระบวนการพิจารณาจบแค่คณะผู้พิจารณาชั้นต้น และยังไม่ถึงขั้นตอนที่จะพิจารณาว่าต้องอาบัติปาราชิกหรือไม่


ข่าวจาก เดลินิวส์

-------------------

สรุปง่าย ๆ คือ มติ มส. ไม่ได้ตัดสินว่า ธัมมชโยปาราชิกหรือยัง โดยอ้างว่า เรื่องยังมาไม่ถึง

อ้างว่าประเด็นปาราชิกของธัมมชโย จบแค่ศาลชั้นต้นทางสงฆ์ คือ เจ้าคณะภาค 1 จังหวัดปทุมธานี ที่ไม่รับคำร้อง เพราะผู้ฟ้องร้องคนแรกคือ นายมาณพ ถอนฟ้อง ส่วนอีกคนคือ นายสมพร ไม่ยื่นคำร้องภายใน 30 วัน เจ้าคณะภาคหนึ่งจึงไม่รับฟ้องต่อ คดีมีอันตกไป

เรื่องจึงไปไม่ถึงศาลฎีกาทางสงฆ์ ซึ่งก็คือ มหาเถระสมาคม

นี่จึงเป็นการเจตนาเลี่ยงบาลีของมหาเถระสมาคมแท้ ๆ ที่อ้างว่า เรื่องตกไปตั้งแต่เจ้าคณะภาค 1 แล้ว มส. แถอ้างเรื่องกฎระเบียบสำคัญกว่าพระธรรมวินัย เพื่อเลี่ยงการเอาผิดธัมมชโย

ทั้ง ๆ ที่ สมเด็จพระสังฆราช ได้นำมาวินิจฉัยด้วยพระองค์เองว่า ธัมมชโยได้ปาราชิกไปแล้ว แต่มหาเถระสมาคมไม่นำพาตามพระลิขิต

ก็ยุคนั้น สมเด็จเกี่ยว วัดสระเกศ รวมถึงสมเด็จช่วง วัดปากน้ำ ก็ถือหางวัดพระธรรมกายมานานแล้ว จึงเพิกเฉยต่อพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช

ทั้ง ๆ ที่ กรณีพระปาราชิกทั่วประเทศ มส.สามารถยกนำมาพิจารณาได้เอง โดยไม่ต้องรอให้ใครมาร้องเรียนก็ได้


ในส่วนความเห็นผมคงมีเท่านี้ และผมเริ่มเบื่อแล้ว และเริ่มคิดชั่งแม่มัน เพราะพุทธทำนายก็เคยเตือนไว้แล้วว่า เหตุการณ์ทำนองนี้จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน

ส่วนถ้าคุณผู้อ่านพอมีเวลา ลองอ่านข้อเขียนของคุณ Pat Hemasuk ที่รู้เบื้องลึกคดีนี้ แต่ข้อเขียนยาวมาก ถ้าพอมีเวลาก็เชิญอ่านต่อครับ

----------------

ข้อเขียนของคุณ Pat Hemasuk ดังนี้

วันนี้ผมเขียนยาวที่สุดตั้งแต่เคยเขียนมาบนเฟสบุค วันนี้ผมจะเขียนเรื่องคดีธรรมกายในมุมที่ผมสัมผัสและพบเจอ ผมเลยต้องเตือนก่อนอ่าน

คืนนี้ผมนั่งอ่านเรื่องกรณีวัดธรรมกายที่ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ ประยุทธ์ ปยุตฺโต ได้เขียนเอาไว้อีกรอบเพื่อเก็บรายละเอียดในข้ออธิกรณ์ แล้วคิดถึงสมเด็จอุปัชฌายาจารย์ของผม สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม เมื่อครั้งยังเป็นคณะใหญ่หนกลาง สมเด็จท่านมีความเที่ยงตรง ผิดก็ว่าผิดถูกก็ว่าถูก ไม่เอนเอียงตามเสียงของมหาเถรรูปอื่นทั้งสิ้น

สิ่งที่ผมคิดถึงคือเมื่อย้อนหลังไปเมื่อ 14 ปีก่อนที่สมเด็จท่านต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกรณีธรรมกาย เวลานั้นผมก็ยังวิ่งเข้าวิ่งออกวัดชนะสงครามอยู่ไม่ต่างกับเวลานี้ แม้ผมจะยุ่งอย่างไรก็ต้องพาพ่อของผมเข้าวัดชนะอยู่ดีเมื่อท่านออกปาก เพราะท่านจะเข้าไปคุยเฮฮากับท่านเจ้าคุณสองสามรูปที่เป็นเพื่อนสมัยบวชด้วยกันตอนวัยหนุ่ม

แล้วก็ต้องไปกราบสมเด็จพระมหาธีราจารย์ที่เมตตาทุกคนในบ้านของผมตั้งแต่ทวดลงมาตั้งแต่สมัยที่สมเด็จท่านเป็นพระมหาเปรียญหนุ่มยังไม่เป็นท่านเจ้าคุณ

เรื่องนี้ขึ้นมายุ่งกับสมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม ตรงที่มีคดีธรรมกายที่โดนโยนขึ้นมาจนถึงมือของสมเด็จท่านแบบที่ท่านก็คาดไม่ถึง โดยที่ทั้ง เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค ต่างก็เอนเอียงเข้าข้างธรรมกายไม่รับคดีขึ้นฟ้อง และดึงเรื่องแบบสุดความสามารถ จนรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาที่ดูแลกรมศาสนาในเวลานั้นก็รวบรัดว่าเรื่องนี้ต้องถึงมหาเถรสมาคมเสียแล้ว และต่อมาเรื่องนี้ก็ตกลงมาถึงมือสมเด็จอุปัชฌายาจารย์ของผมจนได้

เรื่องนี้ผมจะปูพื้นเรื่องก่อน เพื่อให้คนไม่รู้ได้รู้ เพราะในอนาคตถ้าหมดคนรุ่นผมไปแล้วหลักฐานปฐมภูมิจะหมดไป ต่อไปคนรุ่นหลังต้องไปอ่านจากคนที่ตายแล้วเขียนให้อ่าน

ในเวลานั้นมีคดีฟ้องของ คุณมานพ พลไพรินทร์ ผู้เชี่ยวชาญกรมการศาสนา และคุณสมพร เทพสิทธา ประธานยุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติ ได้ฟ้อง พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และพระทัตตชีโว รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในคดีละเมิดพระธรรมวินัย และละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ ซึ่งคดีนั้นมีการใช้เท็กนิกลากเรื่องดองเรื่องอย่างสุดฝีมือจากทางวัดพระธรรมกาย

เริ่มจากเจ้าคณะปกครองมีอำนาจในการพิจารณาได้ปัดสำนวนฟ้องทิ้งไปด้วยเหตุที่ว่าผู้ฟ้องไม่ได้กรอกแบบฟอร์มช่องหนึ่งที่แจ้งว่าตัวเองว่าศาสนาอะไร

เวลานั้น เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค ต่างก็โดนสังคมโห่ฮาป่าในมุขอรหันต์โอ่งในนิทานแบบสุด ๆ คุณมานพ นั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญกรมการศาสนา เขียนหนังสือ หลักการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม ให้พระสงฆ์ได้เล่าเรียน และคุณสมพร ก็เป็น ประธานยุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติ

แต่ทั้ง เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค ก็เล่นทริกดึงเรื่องและปัดคดีให้ตกด้วยการแจ้งว่า โจทย์ทั้งสองไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นพุทธศาสนิกชน จะมาฟ้องพระไม่ได้ จนทั้งสองท่านต้องเอาหลักฐานว่าเคยบวชเรียนมาแล้วมาแสดงว่าเป็นพุทธแท้ ๆ ถึงจะยอมเดินเรื่องต่อให้

พอเรื่องเดินต่อไปก็มีทริกอีกมุขหนึ่งขึ้นมาว่าโจทย์ทั้งสองเป็นฆารวาสจะมาฟ้องพระไม่ได้ เจ้าคณะจังหวัดก็ไม่รับพิจารณาเรื่องนี้ โจทย์ไม่มีทางเลือกเลยไปฟ้องต่อเจ้าคณะภาคเสียเลย

แต่เจ้าคณะภาคตัดสินว่าฆราวาสไม่มีสิทธิ์ฟ้องเหมือนกันจนเรื่องถึงรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาทำเรื่องให้มหาเถรสมาคมพิจารณาเสียเลย

คราวนี้มหาเถรสมาคมบอกว่าทำไมจะฟ้องไม่ได้ "อย่างนี้จะพระเหี้ยอย่างไรชาวบ้านก็ต้องทนหรืออย่างไร" คำนี้ผมเอามาจากท่านสมเด็จพระมหาธีราจารย์ นั่งตบเข่าเล่าให้พ่อผมฟังเมื่อ 14 ปีที่แล้วแล้วผมนั่งอยู่ด้วยได้แต่อมยิ้มอยู่ข้างเสากุฎิ ตามปกติสมเด็จท่านท่านจะพูดจาระวังคำพูด แต่กับคนใกล้ชิดแบบพ่อของผมท่านปลดเบรคพูดแบบสบายปากได้

พอมหาเถรสมาคมมีมติว่าฆราวาสฟ้องได้ แล้วสั่งการให้เจ้าคณะภาคสั่งการให้เจ้าคณะจังหวัดรับฟ้องตามขั้นตอน แต่เจ้าคณะจังหวัดก็แจ้งไปยังเจ้าคณะภาคว่ามติของเจ้าคณะภาคที่ว่าฆราวาสฟ้องไม่ได้ มันมีมาก่อนมติมหาเถรสมาคม จะยังถือมติเดิมอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งเรื่องนี้ทุกคนก็รู้ว่าทั้งเจ้าคณะภาคและเจ้าคณะจังหวัดเตะบอลดึงเกมส์แบบรู้กันทั้งคู่นั่นแหละ

ทางกระทรวงศึกษาเลยต้องเอาเรื่องเข้ามหาเถระใหม่อีกรอบว่าเจ้าคณะทั้งสองไม่ทำตามมติมหาเถรสมาคมสั่งการ เรื่องเลย ทางมหาเถรสมาคเลยสั่งการไปยังเจ้าคณะภาคอีกรอบ

คราวนี้เจ้าคณะภาคบอกว่าจะรีบทำตามมติเร่งรัดคดี แต่ก็ดึงเรื่องไปเรื่อยๆอีกรอบจนมหาเถรฯ แต่งตั้งให้ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม เจ้าคณะหนใหญ่กลาง เข้ามากำกับดูแลด้วย โดยสมเด็จท่านให้ส่งรายงานมาทั้งหมด

แต่ทางเจ้าคณะภาคก็ดึงเรื่องขอเวลาเขียนอีกเป็นเดือน ๆ แล้วส่งมาแบบเขียนใส่ตั๋วรถเมล์สั้น ๆ เท่านั้น คราวนี้สมเด็จท่านด่าเปิงกลับไปเพราะนิสัยของท่านตรงเป็นไม้บรรทัด แล้วสั่งให้ส่งรายงานแบบเต็มยศมาโดยด่วน พอรายงานมาถึงมือสมเด็จท่านก็บอกว่าแบบนี้ชัดเจนว่าเจ้าคณะภาคขัดคำสั่งมหาเถรสมาคมแบบชัดเจนท่านจะว่าอย่างไร

เรื่องนี้ผมขออ้างคำพูดของท่านอาจารย์ เสฐียรพงษ์ วรรณปก ท่านบอกว่าเจ้าคณะภาคพูดกับสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ว่าตกนรกทั้งเป็น โดยเขียนว่า "ถ้าอย่างนั้นผมก็ตกนรกทั้งเป็น ตกนรกทั้งเป็นหมายความว่าอย่างไร คือไปรับเงินเขา เอ๊ย! รับลาภสักการะเขามาแล้ว ถ้ามาเปลี่ยนมติเสียเดี๋ยวก็จะมาตกนรกหรืออย่างไร อันนี้ก็ไม่ทราบนะฮะ ถ้าพูดอย่างนั้น" ท่านอาจารย์เสถียรพงษ์ เขียนว่าเจ้าคณะภาคพูดกับสมเด็จแบบนี้

สมเด็จท่านก็ไม่ยอมอะไรผิดว่าผิด อะไรถูกว่าถูก นิคหกรรมฆราวาสฟ้องได้อยู่แล้วไม่มีข้อห้ามอะไรสักอย่างตามที่อ้างปัดให้คดีตกกันเลยสักอย่าง

คราวนี้เจ้าคณภาคและเจ้าคณะจังหวัดวิ่งไปพึงบารมีของสมเด็จวัดสะเกศให้มาเป็นตัวช่วยเพราะอย่างที่รู้กันว่าวัดสะเกศแบ็กอัพสายนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

โดยสมเด็จวัดสะเกศบอกว่าต้องส่งให้กฤษฎีกาตีความว่าฟ้องได้หรือไม่ แต่สมเด็จวัดชนะท่านก็ซัดเข้าไปดอกใหญ่ในที่ประชุมมหาเถระแบบไม่ไว้หน้าว่า เรื่องของพระส่งไปให้บ้านเมืองพิจารณาได้อย่างไร เคยส่งไปแล้วก็โดนตีกลับมาทุกครั้งว่าเรื่องของพระก็ให้มหาเถรฯจัดการกันเอง คนนอกวัดไม่อยากยุ่งด้วยเพราะเรื่องแบบนี้มันมีพระวินัยมากำกับด้วย คนไม่ใช่พระจะมาชี้เรื่องพระวินัยได้อย่างไร

เรื่องนี้สมเด็จวัดสะเกศเจออัดเข้าจัง ๆ กลางที่ประชุมมหาเถรสมาคมถึงกับถอยกรูด ไม่แบ็กอัพวัดธรรมกายให้ตามที่คาดกันเอาไว้ เพราะรู้ว่าสมเด็จวัดชนะสงครามตรงเป็นไม้บรรทัดและไม่เคยมีเรื่องให้ใครขุดมานินทาให้เป็นจุดอ่อนได้ และดันเรื่องเข้ามหาเถรสมาคมทันที

แต่ก็โดนดึงเรื่องต่อไปอีกหลังจากฝั่งสนับสนุนวัดธรรมกายเริ่มตั้งขบวนกันติดและมีการล็อปบี้กรรมการบางรูปของมหาเถรสมาคมกันสำเร็จ โดยให้เลื่อนการพิจารณาออกไป โดยอ้างว่ากรรมการฯ บางรูปอ่านเอกสารไม่จบ เรื่องก็ดึงกันไปเรื่อยๆ อีกนานข้ามปี

จนในที่สุดสมเด็จพระสังฆราชทรงทนไม่ไหว ได้มีพระลิขิตออกมาว่า “การโกงสมบัติผู้อื่น ตั้งแต่ ๕ มาสกขึ้นไป คือประมาณไม่ถึง ๓๐๐ บาทในปัจจุบัน ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก ฐานผิดพระธรรมวินัย พ้นจากความเป็นพระทันที ในกรณีนี้ ไม่ว่าจะมีผู้รู้เห็นหรือไม่ ไม่ว่าจะมีการสั่งให้สึก ไม่ว่าจะมีการจับสึก หรือไม่ก็ตาม ภิกษุผู้ละเมิดพระธรรมวินัยข้อนี้ ต้องอาบัติปาราชิก พ้นจากความเป็นพระโดยทันที” 

พอมีพระลิขิตออกมาเหมือนวงแตก มหาเถรฯ ให้ติดตามว่าวัดธรรมกายจะมีปฎิกิริยาอย่างไรกับพระลิขิต แต่วัดธรรมกายก็ยังเฉย

พระสังฆราชก็ได้ทรงออกพระลิขิตอีกฉบับเป็นฉบับที่สอง ได้ทรงลิขิตว่า “ความบิดเบือนพระพุทธธรรมคำทรงสอน โดยกล่าวว่าพระไตรปิฎกบกพร่อง เป็นการทำให้สงฆ์ที่หลงเชื่อคำบิดเบือน แตกแยกออกไป กลายเป็นสอง มีความเข้าใจ ความเชื่อถือพระพุทธศาสนาตรงกันข้าม เป็นการทำลายพระพุทธ-ศาสนา ทำสงฆ์ให้แตกแยก ส่วนที่มิใช่เป็นการลงโทษ แต่เป็นการทำที่ถูกต้อง คือต้องมอบสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระให้แก่วัด ทันที” แม้จะทรงออกพระลิขิตออกมาสองฉบับแล้วมหาเถรฯก็ยังเฉยๆ ไม่มีมติออกมา

ทรงทนไม่ไหวกับคณะกรรมการมหาเถรฯ มีพระลิขิตออกมาเป็นฉบับที่สามว่า “ไม่คิดให้มีโทษ เพราะคิดในแง่ยกประโยชน์ ให้ ว่าในขั้นต้นอาจมิใช่มีเจตนาถือเอาสมบัติ ของวัดเป็นของตนจริงๆ แต่เมื่อถึงอย่างไรก็ ไม่ยอมมอบคืนสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็น พระ ให้แก่วัด ก็แสดงชัดแจ้ง ว่าต้องอาบัติปาราชิก ต้องพ้นจากความเป็นสมณะโดยอัตโนมัติ ต้องถูก จัดการอย่างเด็ดขาด เช่นเดียวกับผู้ไม่ใช่พระ ปลอมเป็นพระ ด้วยการนำผ้ากาสาวพัสตร์ไปครอง ทำ ความเศร้าหมองเสื่อมเสีย ให้เกิดแก่สงฆ์ใน พระพุทธศาสนา”

คราวนี้มีแรงกระเพื่อมจากอีกฝั่งที่เชียร์ธรรมกายอีกว่าเป็นพระลิขิตปลอม ทั้งที่สำนักงานเลขาพระสังฆราชก็ออกมายืนยันว่าทรงลิขิตไว้ตามนั้นจริง จึงทรงออกพระลิขิตอีกฉบับเป็นฉบับที่สี่ว่า “ในกรณีเกี่ยวกับเรื่องวัดพระธรรมกาย เราได้ทำหน้าที่ของสมเด็จพระสังฆราชสมบูรณ์ตามอำนาจแล้ว จึงไม่มีอะไรจะพูดอีกขณะนี้ ขออนุโมทนาทุกท่านที่สนใจห่วงใยพระพุทธศาสนา แสดงความเป็นคนดี ด้วยมีกตัญญูกตเวทิตาธรรม”

ทันที่ที่ออกพระลิขิตฉบับสุดท้ายออกมา ถึงกับมีคำขู่จากกลุ่มสนับสนุนวัดธรรมกายในทางรุนแรงจนถึงขั้นปองร้ายพระสังฆราช จนที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติส่งตำรวจมาอารักขาสมเด็จพระสังฆราช และเร่งให้ดำเนินทุกวิถีทางเพื่อสนองพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชโดยด่วน

นามสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาในเวลานั้น ได้เข้ากราบนมัสการสมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม แล้วแจ้งว่าเรื่องนี้จะนำคดีเข้าศาลในคดีอาญาทางโลก และจะตั้งพระให้เป็นโจทย์ในคดีกฏนิคหกรรมส่งให้ดำเนินการทางสงฆ์ โดยเร่งให้ ธัมมชโย โอนที่ดินและทรัพย์ส่วนนี้กลับเข้าวัด

แต่ก็ได้รับคำตอบจากวัดธรรมกายว่าให้การพิจารณาของมหาเถรสมาคมจบก่อนว่าผิดจริงถึงจะโอนให้ และต่อมามหาเถรสมาคมก็เตะถ่วงเอาเรื่องอื่น ๆเข้าประชุมแทนที่จะรีบพิจารณาเรื่องที่ นายมาณพ พลไพรินทร์ และนายสมพร เทพสิทธา ฟ้องในคดีกฏนิคหกรรม คราวนี้ประชาชนออกมาต่อต้านมหาเถรฯกันทุกภาคส่วนสนับสนุนพระลิขิตของพระสังฆราชและกดดันให้มหาเถรสมาคมออกมาดำเนินการจัดการวัดธรรมกายตามพระลิขิต

ในขั้นสอบสวนทางโลก ธัมมชโย เข้ามอบตัวและประกันตัวไป

ส่วนมหาเถรฯยังเตะถ่วงเวลาไปเรื่อย ๆ จนตำรวจได้ส่งสำนวนฟ้องให้อัยการดำเนินการต่อ และต่อมาสมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม ได้กดดันกลางที่ประชุมมหาเถรสมาคม และได้สั่งให้เจ้าคณะภาคสั่งให้อายัดเงินฝากของวัดธรรมกาย

แต่ทางวัดธรรมกายสู้และแจ้งว่าอธิกรณ์ถึงที่สุดตามที่เจ้าคณะภาคและเจ้าคณะจังหวัดไม่รับฟ้องเมื่อหลายปีก่อนไปแล้ว จึงไม่ทำตามที่ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ สั่งการลงมาถึงเจ้าคณะภาคทุกประการ และเพื่อลดความกดดัน ธัมมชโย ได้ลาออกจากเจ้าอาวาสแล้วให้ ทัตตชีโว ขึ้นแทน แล้วก็ใช้วิธีดึงคดีไปเรื่อย ๆ โดยแจ้งว่าป่วย จนกระทั่งหาทางออกได้แบบไม่เจ็บตัวโดยโอนที่ดินและทรัพย์สินกลับคืนวัด

แล้วอัยการสั่งไม่ฟ้องโดยให้เหตุผลว่า "สำหรับในด้านทรัพย์สินนั้น ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 กับพวก ได้มอบทรัพย์สินทั้งหมด ซึ่งมีทั้งที่ดินและเงินจำนวน 959 ล้านบาทคืนให้แก่วัดพระธรรมกาย การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 1 กับพวกจึงเป็นการปฏิบัติตามพระลิขิตของพระสังฆราชครบถ้วนทุกประการแล้วอัยการสูงสุดจึงมีคำสั่งให้ถอนฟ้องคดีนี้"

และมหาเถรสมาคมก็ถือโอกาสทองรีบปิดคดีเช่นกัน โดยไม่สอบสวนคดีกฏนิคหกรรมต่อเหมือนทุกอย่างรีเซตตัวเองจบไปแล้ว โดยไม่คำนึงถึงพระลิขิตที่ทรงพิจารณาให้ ธัมมชโย สิ้นสภาพความเป็นพระไปก่อนหน้านั้น

คืนนี้ผมเขียนอะไรยาวมาก แต่อยากจะเขียนเรื่องให้อ่านกันว่าทั้งสองปูชนียาจารย์ของผม สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดบวร ที่ทรงเมตตาสั่งสอนผมยังเด็กจนวัยรุ่น และ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม ที่เป็นอุปัชฌายาจารย์ของผม ได้ต่อสู้เพื่อพระศาสนาอย่างไรในกรณีคดีธรรมกาย

ที่มา https://www.facebook.com/von.richthofen.7/posts/982465635130381:0