วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559

จากคดีน้ำพริกแม่ประนอม กับกรณีตัวอย่างพี่สาวแสนเลว






ถ้าพูดถึงเรื่องน้ำพริกเผานะ ปกติผมชอบซื้อมาทาขนมปังกับหมูหยอง ซึ่งยี่ห้อที่ผมซื้อมาทำขนมปัง ผมซื้อกินเพียงยี่ห้อเดียวเท่านั้นคือ น้ำพริกเผาตราพันท้ายนรสิงห์ เพราะผมว่าอร่อยลงตัว ถูกปากผมมากที่สุด (ไม่ได้ช่วยโฆษณาให้เขานะ คือผมชอบกินจริง ๆ)



แต่มีน้ำพริกเผายี่ห้อนึงที่ผมโคตรเกลียดเลย เพราะเคยหลวมตัวซื้อมาลองกินครั้งนึงเมื่อปี 2554 ในช่วงน้ำท่วมใหญ่

พอดีน้ำพริกเผาตราพันท้ายนรสิงห์เกิดขาดส่ง ไม่มาส่งร้านค้าที่ผมซื้อเป็นประจำ ทำให้ผมเลยต้องจำใจต้องซื้ออีกยี่ห้อนึงแทน ยี่ห้อนี้ชื่อเหมือนอาจารย์สุขุม นวลสกุลน่ะ บอกตรง ๆ ยี่ห้อนี้ ผมกินไปไม่กี่ครั้ง ผมโยนทิ้งลงถังขยะเลยครับ เพราะรสชาติห่วยแตกมาก ๆ

ที่จริงโรงงานน้ำพริกตราพันท้ายนรสิงห์ ก็อยู่ใกล้ ๆ กับ โรงงานน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอมนะ อยู่ไม่ไกลกันเท่าไหร่นัก แม้จะตั้งอยู่กันคนละจังหวัดก็ตาม เป็นช่วงเขตติดต่อระหว่างกรุงเทพฯ กับสมุทรสาคร

แต่ที่แน่ ๆ ชื่อพันท้ายนรสิงห์ บ่งบอกอยู่แล้วว่า ซื่อสัตย์ กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ

-------------------

ทีนี้กลับมาที่ข่าวดังของคนในตระกูลน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม ที่แม่ประนอมต้องมีปัญหาแย่งทรัพย์สมบัติกับลูกสาวคนโตนั้น

ทำให้ผมนึกถึงเรื่องราวเก่า ๆ เรื่องนึงที่ผมเคยได้ยินมาจากผู้ใหญ่เล่าให้ฟัง ซึ่งน่าจะเทียบเคียงกับกรณีแม่ประนอมกับลูกสาวพอได้ครับ

เรื่อง พี่ที่ดี กับ พี่ที่เลว

ต่อไปผมจะเล่าเรื่องที่ผมเคยรู้ของครอบครัวนึงที่รูัจักกันให้ฟัง

ในอดีตเมื่อ 60 กว่าปีที่แล้ว มีครอบครัวหนึ่ง ผู้เป็นพ่อได้ไปจับจองที่ดินรกร้างเพื่อบุกเบิก ตามที่ทางราชการอนุญาต แต่จะต้องไปหักล้างถางพงด้วยตัวเอง

ซึ่งพ่อและแม่กับลูกชายคนโตจึงเข้าหักร้างถางพงบุกเบิก เพื่อให้ได้ที่ดินมาทำกิน

ต่อมาทางราชการให้ลงชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิในที่รกร้างที่ได้ไปหักร้างถางพงกัน คนละไม่เกิน 100 ไร่ และคนในครอบครัวเดียวกันต้องมีรวมกันไม่เกิน 300 ไร่

ผู้เป็นพ่อ ก็เลยลงชื่อเป็นเจ้าของ 100 ไร่ แล้วให้ลูกชายคนโต และลูกสาวคนรอง ลงชื่อเป็นเจ้าของที่ดินอีกคนละ 100 ไร่ (พี่สาวถือครองแทนผู้เป็นแม่ เพราะแม่อ่านเขียนไม่ได้) เพราะในบ้านมีแค่ลูก 2 คนนี้เท่านั้นที่บรรลุนิติภาวะแล้ว

ต่อมาผู้เป็นพ่อตายลง ก่อนตายก็บอกพวกพี่ให้แบ่งที่ดินให้น้อง ๆ อีก 5 คนด้วย

ผ่านไปอีกเกือบ 10 ปี ลูก ๆ ทุกคนได้บรรลุนิติภาวะจนหมด ก็ถึงเวลาแบ่งที่ดินกัน

แต่พี่สาวคนรองที่ได้ชื่อเป็นเจ้าของที่ตามกฎหมาย 100 ไร่ กลับไม่ยอมนำที่ดินของตัวเองมาแบ่งให้น้อง ๆ

ในขณะที่พี่ชายคนโตทำตามคำสั่งพ่อ เอาที่ดินในส่วนของตนเองและส่วนของพ่อ มารวมกันเพื่อแบ่งให้น้อง ๆ ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

ในขณะที่ตัวพี่สาวคนรองก็มาขอสิทธิรับแบ่งในที่ดินส่วนนี้ด้วย คือเอาทั้งสองทาง โดยอ้างว่า เธอก็มีสิทธิรับมรดกในที่ดินของพ่อเช่นกัน

--------------------

จากเรื่องที่ผมเล่ามา ได้ข้อคิดอะไร ?

ถ้าตามหลักกฎหมาย พี่สาวก็ไม่ผิดกฎหมายที่ไม่เอาที่ดินส่วนของตนเองถือครองมาแบ่งให้น้อง ๆ

แต่ในหลักคุณธรรมแล้ว พี่สาวคนรองผิดเต็ม ๆ

ผมอยากจะบอกว่า หากพ่อแม่ตาย พี่ต้องเป็นเสมือนพ่อและแม่ของน้อง ๆ แทน

หน้าที่ของพี่ต้องทำงานหนักเพื่อน้อง ๆ และต้องดูแลน้อง ๆ ให้เสมือนลูกอยู่แล้ว และเมื่อถึงเวลาแบ่งทรัพย์สินของพ่อแม่ พี่ก็ต้องแบ่งให้น้อง ๆ อย่างยุติธรรม

ไม่ใช่ถือความเป็นพี่ฮุบสมบัติไว้เอง แล้วอ้างว่า กูทำมามากกว่าคนอื่น ๆ กูต้องได้ทั้งหมด พวกน้อง ๆ ไม่เห็นทำอะไรเลย จึงไม่มีสิทธิได้ทรัพย์ที่ตัวเองไม่ได้เหนื่อยยากทำมา

แบบนี้ เขาเรียกว่า พี่ที่เลวครับ

------------------------

ข้อคิดส่งท้าย

ถ้าใครดูหนังแขก หนังญี่ปุ่น หนังเกาหลีเยอะๆ

แม้แต่พ่อสั่งให้ลูกฆ่าตัวตาย ลูกยังต้องทำตามคำสั่งพ่อเลย เพื่อพิสูจน์ว่า จงรักภักดีต่อตระกูลและกตัญญูต่อพ่อยิ่งกว่าชีวิต

เช่น เรื่องล่าสุดที่ผมดู แล้วมีพ่อสั่งให้ลูกชายฆ่าตัวตาย คือเรื่อง หมอจินหมอข้ามศตวรรษ

ถ้าคนไทยเข้าใจเรื่องอะไรแบบนี้ เรื่องทรัพย์สินยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย ขี้ประติ๋วมากสำหรับการให้พ่อแม่

ศีลธรรมคนไทยห่วยลงทุกวัน

---------

ส่วนความคืบหน้าข่าวคดีแม่ประนอม 31/03/2515

น้องไบร์ทรายงานความคืบหน้า ซี่งผมสรุปได้ว่า

ลูกสาวคนโตแม่งทั้งปล่อยข่าวใส่ร้ายแม่ว่าจะขายบริษัททิ้ง(เลยโกงแม่ก่อนซะเลย) แต่แม่ประนอมบอกจะขายได้ยังไง ร่วมสร้างกับสามีมากับมือ แถมลูกสาวยังโกงแม่เรื่องที่ดินของพ่อมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท

คลิกอ่าน การ์ตูนการเมือง ตอน น้ำพริกเผา ตราลูกสาวเนรคุณ

วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2559

กรณีลูกฮุบกิจการน้ำพริกเผาแม่ประนอม แพ้เป็นพระชนะเป็นมาร






จากกรณีที่เป็นข่าวในช่วง 3-4 วันที่ผ่านมานี้ คือกรณีนางประนอม แดงสุภา ออกมายื่นเรื่องร้องต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อขอความเป็นธรรม จากกรณีที่ถูกลูกสาวคนโตและลูกเขยได้ร่วมกันฮุบกิจการบริษัทผลิตน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอมของตนไป

โดยแม่ประนอมอ้างว่า เพราะความที่แม่ประนอมอ่านหนังสือไม่ค่อยออก จึงถูกลูกสาวคนโตลวงให้เซ็นชื่อในหลาย ๆ เรื่อง ในช่วงที่แม่ประนอมต้องดูแลสามีที่กำลังป่วยทั้งก่อนที่สามีจะเสียชีวิตและหลังที่สามีเสียชีวิตแล้ว

ส่วนผู้ที่ติดตามข่าวเรื่องนี้ หลาย ๆ คนก็เกิดอารมณ์โมโหจนเข้าไปด่าทอลูกสาวคนโตของแม่ประนอม ที่เพจของน้ำพริกเผาแม่ประนอมกันอย่างล้นหลาม

แต่หลายคนก็บอกว่า ควรจะฟังความจากลูกสาวก่อน เพราะอาจเป็นเรื่อง โอล่ะแม่ ก็ได้

ล่าสุดทางฝ่ายลูกสาวคนโตของแม่ประนอมได้บอกผ่านทนายความว่า จะไม่มีการแถลงข่าวตอบโต้ผู้เป็นแม่ เพราะเกรงจะกระทบต่อคดีความและล่วงอำนาจศาล แต่พร้อมที่จะคุยกับแม่ประนอม ฉันแม่กับลูก เหมือนเดิม

ซึ่งเมื่อเราดูรายชื่อผู้ถือหุ้นในบริษัทพิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จากรายงานข่าว ไม่มีชื่อแม่ประนอมและคนในตระกูลแดงสุภาคนอื่น ๆ ถือหุ้นอยู่เลย

มีเพียงลูกสาวคนโตของแม่ประนอมและลูกเขยและคนในครอบครัวของลูกสาวคนโตเท่านั้นที่ถือหุ้นอยู่ ตามนี้

นาง ศิริพร แดงสุภา ถือหุ้นใหญ่สุด 28,000 หุ้น มูลค่า 28 ล้านบาท (ลูกสาวคนโตแม่ประนอม)
นางสาวธนาภรณ์ ภาษาประเทศ นางสาว สุรพร ภาษาประเทศ นางสาว อุรชา พีชาสารานนท์ ถืออยู่คนละ 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้น ที่ถืออยู่คนละ 10 ล้านบาท (ลูก ๆ ของนางศิริพร แดงสุภา)
นายสุชาติ ภาษาประเทศ ถืออยู่ 1,000 หุ้น มูลค่า 1 ล้านบาท (สามีนางศิริพร แดงสุภา)

คลิปแม่ประนอมแถลงข่าวเล่าเหตุการณ์ทั้งหมด แนะนำควรดูให้จบ


รายงานจากสำนักข่าวอิศรา แรกเริ่มเดิมทีก่อตั้งบริษัท มีหุ้นกัน 3 คน คือ สามีแม่ประนอม ลูกสาวคนโต และแม่ประนอม โดยพ่อกับลูกสาวคนโตถือหุ้นใหญ่เท่ากัน 2 หมื่นหุ้น ส่วนแม่ประนอมมีหุ้น 18,200 หุ้น

แต่แล้วจู่ ๆ ปัจจุบัน นางประนอมและลูกที่เหลืออีก 2 คนไม่ได้มีหุ้นในบริษัทเหลืออยู่เลย และหุ้นของพ่อที่เสียชีวิต ก็ไม่ได้ตกมาที่นางประนอมและลูกอีกสองคนเลยเช่นกัน

ซึ่งจากคลิปนางประนอมอ้างว่า เพราะรักและไว้ใจลูกสาวคนโตมากที่สุด จึงถูกลูกสาวคนโตหลอกให้เซ็นเอกสาร และลูกสาวคนโตยังมีการปลอมแปลงเอกสารเพื่อฮุบสมบัติอีกด้วย

สำหรับเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ก็คงต้องตามกันต่อไป

--------------

แต่สำหรับความเห็นของผมนะ ถ้าทรัพย์สินเดิมเป็นของพ่อแม่ แม้ในฐานะลูกจะบริหารกิจการจนเติบโต ซึ่งมันก็เป็นหน้าที่ของลูกที่ดีอยู่แล้ว ที่ต้องช่วยเหลือกิจการของพ่อแม่

แล้วถ้าเมื่อไหร่ที่พ่อแม่สั่งให้ลูกต้องคืนทรัพย์สินกลับมาให้พ่อแม่ คนเป็นลูกก็ต้องคืนให้พ่อแม่โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น

แต่ถ้าปล่อยให้เป็นคดีความจนถึงขั้นที่พ่อแม่ต้องฟ้องร้องลูก เพื่อทวงทรัพย์สินคืนจากลูกนะ

สำหรับ คห.ผมนะ ถือว่าเป็นความผิดของลูกเท่านั้น

พระพุทธเจ้าทรงเคยเปรียบเทียบว่า ต่อให้ลูกต้องแบกพ่อแม่ไว้บนบ่าทั้งสองข้างของลูกไปตลอดชีวิต เลี้ยงดูท่านให้กินนอนขับถ่ายบนบ่าของลูกไปตลอดชีวิต ก็ยังไม่สามารถทดแทนพระคุณพ่อแม่ได้หมด (พระไตรปิฎกเล่ม ๒๐ ข้อ ๒๗๘ คลิกอ่าน)

นั่นแสดงว่า พระคุณของพ่อแม่ที่มีต่อลูกนั้นมากล้นและยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใด ๆ ทั้งสิ้น แล้วนับประสาอะไรกับทรัพย์สินของพ่อแม่ ลูกจะคืนให้พ่อแม่ทั้งหมดไม่ได้

ซึ่งในความเป็นจริง แม่ประนอมขอคืนเฉพาะทรัพย์สินที่เธอเคยถือครองก่อนหน้านี้เท่านั้น เช่น ที่ดินและทรัพย์สินของสามีแม่ประนอม หุ้นบริษัทในส่วนของสามีแม่ประนอมเคยถืออยู่ เป็นต้น แถมแม่ประนอมยังพร้อมให้อภัยลูกสาวคนโตอีกด้วย ถ้าทำตามที่แม่ประนอมร้องขอ

(โดยหลักกฎหมายทั่ว ๆ ไป พ่อแม่สามารถทวงคืนทรัพย์สินที่มอบให้ลูกไปแล้วกลับคืนมาได้ แต่คดีนี้คงต้องดูต่อไปว่าเป็นอย่างไรแน่)


รูปประชาชาติธุรกิจ

แล้วการที่ลูกปล่อยให้แม่ต้องอับอายต่อสังคม ต้องตกเป็นขี้ปากชาวบ้าน แม่ต้องร้องไห้ออกสื่อซึ่งเหมือนประจานตัวเอง จากเดิมที่แม่เป็นคนมีชื่อเสียงโด่งดัง ต้องออกมาเป็นที่น่าสงสารต่อสังคมแบบนี้

ถ้าแม่ประนอมไม่เหลืออดจนทนต่อไปไม่ไหว ก็คงไม่กล้าออกมาให้เป็นที่อับอายต่อสาธารณชนแบบนี้หรอก เธอคงหมดความอดทน คงเหลืออดแล้วจริง ๆ

ผมสรุปได้เลยว่า ลูกได้กระทำการอกตัญญูต่อพ่อแม่แล้ว บาปเหลือเกินที่ทำให้แม่เสียใจหนักขนาดนี้ (ตามรูป)


รูปเดลินิวส์

วิธีเดียวที่ลูกจะพ้นความอกตัญญูได้ ก็คือ ทำตามคำสั่งของแม่ทุกอย่าง อย่างไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น

เพราะคำสั่งของพ่อแม่ (คำสั่งที่ไม่ขัดหลักศีลธรรม) คือ พรอันประเสริฐของลูก ที่ลูกควรปฏิบัติตาม

มิเช่นนั้น จะตรงกับสำนวนไทยที่ว่า แพ้เป็นพระชนะเป็นมาร

แพ้เป็นพระชนะเป็นมาร หมายถึง การที่ลูกพยายามเอาชนะคะคานกับพ่อแม่ ก็เสี่ยงที่ลูกจะเป็นการสร้างบาปสร้างกรรมต่อบุพการี ซึ่งหมายถึง ลูกจะเป็นมาร

แต่ถ้าลูกยอมแพ้ต่อพ่อแม่ ก็เปรียบเสมือนลูกเป็นพระ ที่พร้อมยอมเชื่อฟังคำสั่งของพ่อแม่โดยดี ก็เท่ากับลูกจะได้สร้างบุญกุศลต่อบุพการีด้วย

------------------

กรณีลูกสาวฮุบกิจการน้ำพริกไทยตราแม่ประนอมจากแม่ประนอม นั้น

ผมขอว่า อย่ามองเป็นเรื่องสีเสื้อเลยครับ ส่วนพวกเขาจะเป็นเสื้อแดงจริงหรือไม่ ขอให้พักไว้ก่อน

ขอให้มองว่า ถ้าลูกอกตัญญูพ่อแม่ เราต้องร่วมกันตีแผ่เพื่อช่วยทวงคืนความเป็นธรรมให้คนเป็นบุพการี เพื่อเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายและทางสังคม

เพราะเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นกับใครก็ได้

ก่อนจบ ผมได้ไปเจอ คห.ของคน ๆ นึง ผมได้เขียนชื่นชมเขา เพราะเขาได้เขียนว่า

"อย่าว่าแต่ทรัพย์สมบัติทั้งหมดเลย ต่อให้ชีวิตของเขา เขาก็มอบให้พ่อแม่ได้"

คุณผู้อ่านได้ข้อคิดอะไรไหม

----------

ขอเพิ่มเติมหลังจากมีการปล่ยยข่าวทำลายแม่ประนอม

ตามหลักกฎหมายถ้าสามีตาย ทรัพย์สินของสามีก็ต้องเป็นของเมียและลูก

แต่สามีแม่ประนอมตาย ทรัพย์สินของสามีไม่มาอยู่ที่แม่ประนอมเลย

ซึ่งต่อให้ทรัพย์สินส่วนนี้แม่ประนอมจะเอาไปเผาทิ้ง ก็ถือเป็นสิทธิอันชอบธรรมของแม่ประนอม

ไม่ใช่ปลอมเอกสาร หรือใช้กลลวงหลอกทรัพย์ไปจากแม่ประนอม แล้วอ้างเหตุผลอะไรก็ตามมาแก้ตัว ซึ่งน่าจะเป็นปล่อยข่าวทำลายแม่มากกว่า เพราะถ้าขนาดโกงแม่บังเกิดเกล้าได้ มันก็กล้าทำเลวอย่างอื่นได้ทั้งนั้น

สรุป ลูกเนรคุณ ชัวร์

ใครไม่ได้ดูคลิปที่แม่ประนอมพูด ไปดูให้จบ คลิปคือหลักฐานที่สามารถใช้ยืนยันในชั้นศาลได้

ไม่ใช่โง่เชื่อข่าวลือหรือนิทานที่ใครบางคนแม่งแต่งขี้น

----------------------

อัพเดทข่าว

หลังแม่ประนอมเจรจากับลูกสาวคนโต โดยมี มล.ปนัดดา เป็นคนกลางแล้วก็ตาม

แต่แม่ประนอมก็ยังไม่ถอนฟ้องคดีปลอมแปลงเอกสาร จนกว่าลูกสาวจะคืนทรัพย์สินก่อน ตามข่าวนี้



ล่าสุด เมื่อวันที่ 6 เม.ย.59 นายพิสิทธิ์ ชุติพรพงษ์ชัย ทนายความแม่ประนอม กล่าวว่า เมื่อวานแม่ประนอม และนางศิริพร ลูกสาวคนโต ได้ตกลงและปรับความเข้าใจกันได้แล้ว ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีกับทั้งสองฝ่าย ส่วนเรื่องการถอนฟ้องคดีนั้น ยังไม่สามารถทำได้ จนกว่านางศิริพร จะคืนทรัพย์สิน ซึ่งมีทั้งหุ้นบริษัทพิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม , ที่ดินเขาใหญ่ และหมู่บ้านเศรษฐกิจ ย่านหนองแขม ซึ่ง 3 อย่างนี้เป็นสิ่งที่แม่ประนอมรัก และหวงแหนมาก

ถ้าหากนางศิริพร คืนทรัพย์สินเหล่านี้ทั้งหมด ก็จะดำเนินการถอนฟ้องทันที เนื่องจากขั้นตอนไม่ได้ยุ่งยาก

แต่แม่ประนอม มีความกังวลว่า นางศิริพร จะไม่ยอมโอนให้ หรือบ่ายเบี่ยง เนื่องจากวันที่เจรจาตกลงกันเป็นการพูดด้วยวาจา ไม่มีข้อกฎหมายผูกมัด

"ผมรู้จักกับแม่ประนอมมานาน คุยกันถึงเรื่องนี้ตลอด ซึ่งแม่ประนอม เป็นห่วงธุรกิจที่ตัวเองสร้างมากับมือ แม้ว่า ตอนนี้ธุรกิจดังกล่าว ลูกจะเป็นคนบริหารงานก็ตาม ยอมรับว่ายอดจำหน่ายน้ำพริกเผาแม่ประนอม ลดลงชัดเจนในช่วงที่มีข่าวฟ้องร้องกันกับลูกสาว โดยเฉพาะในต่างจังหวัดลดลงเยอะ ส่วนใน กทม.ก็มีบางร้านปฏิเสธที่ได้รับสินค้าของแม่ประนอม แต่หากปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นต่อไป เกรงว่าธุรกิจจะเสียหาย" ทนายแม่ประนอม กล่าว

http://www.nationtv.tv/main/content/social/378496855/

คลิกอ่าน กรณีตัวอย่างพี่สาวที่แสนเลว

วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2559

อย่าบำรุงพระจนเกินความพอดีของการเป็นภิกษุ






การบวชเป็นพระนั้น เจตนาหลัก ๆ คือ ศึกษาพระธรรมคำสอน และปฏิบัติตามพระธรรมวินัยให้ได้

(ส่วนจะได้สำเร็จเป็นพระอริยะหรือไม่นั้น ก็แล้วแต่บุคคลไป)

ถ้าทำไม่ได้ตามเหตุผลข้างต้น ก็ไม่สมควรอยู่ในเพศบรรพชิตต่อไป

แต่ในยุคปัจจุบัน ฆราวาสผู้หลงผิดมักมีความเชื่อที่ผิดไปจากเจตนาของพระพุทธเจ้า นั่นก็คือ ฆราวาสมักบำรุงบำเรอภิกษุจนเกินความพอดี บำรุงบำเรอมากเกินไป

จนภิกษุไม่สามารถดำรงตนอยู่อย่างพอเพียงและสมถะ ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระพุทธเจ้า ที่กำหนดให้ภิกษุซึ่งแปลว่า ผู้ขอ จะต้องดำรงตนอย่างสมถะมักน้อย กินน้อย อยู่ง่าย อย่างพอดี แต่ปฏิบัติธรรมให้มาก ที่เรียกว่า ความเพียรในธรรม (การกินมากไป ทำให้เกิดถีนมีนธะหรือการง่วงเหงาหาวนอน)

สิ่งที่ทำให้ฆราวาสเกิดความหลงผิดนั้น ตั้งอยู่บนความเชื่อพื้นฐานที่ว่า การได้ถวายสิ่งอันประณีตแก่ภิกษุผู้ทรงศีลแล้วจะยิ่งได้บุญมาก

เพราะการที่เราจะมอบหรือถวายอะไรให้แก่ภิกษุ เราก็จะต้องถวายให้ด้วยความประณีต เพื่อให้ภิกษุผู้เจริญในธรรมได้มีความสะดวกสบายไม่เดือดร้อน จะได้ไปปฏิบัติธรรมได้อย่างไม่ลำบากจนเกินไป

แต่ด้วยความเชื่อและคำสอนเหล่านี้นี่เอง ที่ทำให้เกิดเป็นช่องว่างให้พวกอลัชชี และภิกษุที่ยังเต็มไปด้วยกิเลส ได้นำมาใช้ล่อหลอกฆราวาสให้ทำบุญเยอะ ๆ ทำบุญด้วยของดีเลิศเพื่อจะได้บุญเยอะ ๆ มาบริจาคถวายปรนเปรอตน

ส่วนฆราวาสก็หวังจะได้บุญมาก ๆ  จึงได้ทำบุญบนพื้นฐานที่เต็มไปด้วยกิเลส เฉกเช่น การลงทุนที่หวังผลกำไรสูง ๆ

ทั้ง ๆ ที่ การบริจาค และการทำบุญนั้น เจตนาที่แท้จริงก็เพื่อลดละความโลภในใจตนเองต่างหาก และเพื่อทำนุบำรุงพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่ต่อไปได้

แต่เพราะคำว่า บุญ นี่แหละ ที่ทำให้ฆราวาสเกิดความหลงผิด ทำบุญให้ภิกษุ จนกลายเป็นบำรุงบำเรอเกินกว่าที่เพศบรรพชิตพึงจะได้พึงจะมี

การทำบุญผิด ๆ จนกลายเป็นความปรนเปรอภิกษุจนเกินความพอดีนั้น ผมว่า ยิ่งจะมีบาปแก่ผู้มอบด้วย เพราะทำให้ภิกษุสุขสบายเกินความพอดี ซึ่งจะเป็นเหตุให้ห่างไกลความเพียรในธรรม และยิ่งห่างไกลคำว่า ลดกิเลส เพราะความสบายจะนำพาให้ภิกษุหลงติดในความสะดวกสบาย และยากที่จะลดกิเลสลง

จนบางทีความหลงในกิเลสของภิกษุอาจเลยเถิด จนเสียความเป็นสงฆ์ไปในที่สุด

ดังนั้นจึงกลายเป็นว่า ฆราวาสช่วยบำรุงกิเลสให้ภิกษุมากยิ่งขึ้น ซึ่งกลายเป็นก่ออกุศลกรรมจากความโง่ของตนที่ไม่ศึกษาคำว่า บุญ ให้เข้าใจถูกต้อง

ซึ่งการปรนเปรอพระจนเกินความพอดี ก็ทำให้เกิดพวกอลัชชีแฝงเข้ามาหากินในผ้าเหลืองมากมาย จนกลายเป็นอาชีพที่สบายที่สุด

ทั้ง ๆ ที่ ความเป็นภิกษุ ไม่ใช่อาชีพ

ถ้าพวกใช้ผ้าเหลืองเป็นอาชีพหากิน พวกนั้นคือ พวกอลัชชี และพวกสมี ทั้งนั้น




เพราะการบวชพระ ไม่ใช่เพื่อความสุขสบาย แต่บวชเพื่อฝึกตนให้ลดละกิเลสตัณหาลง

แม้จะไม่ต้องให้ภิกษุต้องฝึกตนถึงขั้นลำบาก(ตามหลักทางสายกลาง) แต่ก็ต้องไม่สบายจนเกินความพอดี

ตัวอย่างเช่น ภิกษุนอนห้องแอร์ เหมาะสมหรือไม่ ?

คำตอบคือ ไม่เหมาะสม แต่ก็ไม่ถึงกับผิด 

เช่น ถ้าถามว่า การนอนห้องแอร์นอนไปเพื่ออะไร ?

ถ้าเป็นฆราวาสก็คงตอบว่า เพื่อความสุขสบายในการนอน

แต่ภิกษุบวชเข้ามาเพื่อความเพียรในธรรมและฝึกตน จึงไม่ควรเห็นแก่ความสะดวกสบายจนเกินไป

โดยเฉพาะเรื่อง การกิน การอยู่ และการนอน ภิกษุไม่ควรสบายเกินกว่าพระบรมศาสดาจนเกินไป

เพราะในโลกปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่เจริญขึ้น ภิกษุก็สะดวกสบายกว่ายุคของพระบรมศาสดาอยู่มากแล้ว

ฉะนั้น อะไรที่จะไม่สะดวกสบายบ้าง เช่น การกิน การนอน ก็อย่าให้มันสบายจนเกินไป อย่าให้มันสบายจนเกินวัตรปฏิบัติของพระพุทธเจ้า แต่ให้ถือเป็นการฝึกตนอย่างหนึ่ง

แน่นอน คงไม่ถึงกับให้ภิกษุต้องกลับไปลำบากเหมือนเมื่อกว่าสองพันห้าร้อยปีที่ผ่านมา

แต่อย่างน้อย เช่น การกิน การอยู่และการนอน ก็อย่าให้สะดวกสบายจนเกินเหตุเลย เพราะยิ่งสบายมาก ก็ยิ่งย่อหย่อนในความเพียรมาก

ถ้าจะมีพัดลมสักตัวเพื่อช่วยคลายร้อนสำหรับภิกษุในห้องพักบนกุฏิบ้าง ก็ถือว่า หรูกว่าสมัยพุทธกาลมากแล้ว ซึ่งก็พออนุโลมได้ จะได้ไม่ร้อนไม่ลำบากจนเกินไป

แล้วภิกษุนั้นดำรงอยู่ได้เพราะการเป็น ผู้ขอ อยู่ได้เพราะชาวบ้านบริจาคถวายให้ จึงไม่ควรทำตัวให้รวยกว่าชาวบ้านจนเกินงาม

เช่น ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังนอนห้องธรรมดาไม่มีแอร์ได้ แต่ภิกษุผู้ซึ่งต้องฝึกฝนตน กลับอยู่สะดวกสบายกว่าชาวบ้าน มันน่าละอายใจไหมนะ

แต่ความจริงแล้ว ฆราวาสเองนั่นแหละ ที่ไม่ศึกษาแก่นแท้ของการทำบุญที่ดีพอ จึงหลงผิดบำรุงบำเรอพระจนกลายเป็นเศรษฐีในผ้าเหลืองไปแล้ว

"เป็นพระต้องจน" สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงเคยสอนไว้

คลิกอ่าน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงอยู่อย่างจน

วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2559

ภัยแล้งหนัก 2559 คนกรุงเทพสมควรเล่นสงกรานต์ไหม ?






เกริ่น

ถ้าหากภัยแลังทวีความรุนแรงขึ้น จนถึงช่วงสงกรานต์

ถ้าน้ำกินน้ำใช้ยังแทบมีไม่พอจะใช้ แล้วคนไทยก็ยังสาดน้ำสงกรานต์กันเพื่อความสนุกสนานเช่นเดิม

ผมว่า นี่จะเป็นตัวบ่งชี้ถึงไอคิวและอีคิวของคนไทยได้เลยว่า คิดเป็นหรือไม่

โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ ถ้ายังเล่นน้ำสงกรานต์เมามันเช่นเดิม ก็สมควรโดนด่า

หัดคิดซะบ้างว่า ชาวนาต้องหยุดการทำนาปรัง เพื่อให้น้ำดิบเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ให้คนกรุงมีน้ำกินน้ำใช้ กรุณาสำนึกไว้ให้มากนะครับ



ข้อเขียนเกริ่นข้างต้นนั้นผมโพสลงเฟสบุ๊คเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2559

จริง ๆ แล้ว เทศกาลสงกรานต์ไทย ถือเป็นเทศกาลน้ำที่โด่งดังที่สุดในโลก แม้ประเทศในย่านอาเซียนหลาย ๆ ประเทศจะมีประเพณีสาดน้ำ เล่นน้ำ คล้ายของไทยก็ตาม

แต่คนทั่วทั้งโลกต่างรู้จักเทศกาลน้ำ หรือ เทศกาลสงกรานต์ของคนไทยมากที่สุด ถือว่า เป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยวของไทยที่สำคัญอย่างหนึ่งทีเดียว

แต่ปี 2559 ปัญหาภัยแล้งที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และมีทีท่าว่า จะยาวนานต่อไปจนอาจถึงเดือนกรกฎาคมหรือสิงหาคมเลยก็ได้

ซึ่งถ้าหากภัยแล้งลากยาวไปถึงเดือนกรกฎาคมหรือสิงหาคมจริง ๆ อย่าว่าแต่น้ำใช้เลยครับ แม้แต่น้ำจะกินก็แทบจะไม่เหลือแล้วเช่นกัน

ในขณะที่หลายจังหวัดที่ทำการเกษตร ราษฎรในหลายจังหวัดจำต้องซื้อน้ำกินน้ำใช้ในราคาแพงกว่าคนกรุงเทพฯ มาก เช่น ตุ่มละ 15 บาทกับน้ำปริมาณไม่เกิน 300 ลิตร บางแห่งที่แล้งหนัก ค่าน้ำจะยิ่งแพงกว่านี้อีก

ในขณะที่คนกรุงเทพฯ จ่ายค่าน้ำประปาประเภทที่พักอาศัยในอัตรา 1,000 ลิตร เฉลี่ยราคาประมาณ 12 บาทเท่านั้น (รวมค่าน้ำดิบและภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)

แต่ความจริง อัตราค่าน้ำประปานครหลวง ก็คิดในอัตราก้าวหน้า เหมือนค่าไฟเช่นกัน คือ ยิ่งใช้น้ำมาก อัตราค่าน้ำประปาต่อลิตรก็จะยิ่งมากขึ้น ตามตารางราคาน้ำดังต่อไปนี้

คลิกที่รูปเพื่อขยาย



ในบทความนี้ ในบทสรุปเรื่อง คนกรุงเทพฯ ควรเล่นน้ำสงกรานต์หรือไม่ ?

ผมถามว่า ถ้าคนกรุงเทพฯ (แค่ส่วนน้อยของประชากรกรุงเทพฯทั้งหมด) จะงดเล่นน้ำสงกรานต์ 1 ปี ถามว่าจะตายไหม หรือ จะทำให้ชีวิตต้องล่มจมหรือยากจนลงไหม ?

คนกรุงเทพฯ ยังไม่ต้องตอบ

ผมขอยกตัวอย่างว่า รัฐบาลได้ขอร้องให้ชาวนางดทำนาปรัง เพราะน้ำจะไม่พอใช้ และจะกระทบถึงน้ำกินน้ำใช้ และน้ำที่ใช้รักษาสมดุลระบบนิเวศน์ในการผลักดันน้ำเค็ม

ถามว่า การทำนา คือ วิถีชีวิตของชาวนาใช่ไหม ?

แต่ชาวนาก็ต้องยอมเสียสละงดทำนาปรัง เพื่อช่วยให้เหลือน้ำดิบไหลมาถึงกรุงเทพฯ เพื่อผลิตน้ำประปา เพื่อผลักดันน้ำเค็ม และเพื่อไม่ให้ระบบน้ำดิบของการประปานครหลวงของคนกรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับค่าความเค็มที่เกินค่ามาตรฐาน

ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ เขายอมเสียสละอาชีพของเขา เสียสละวิถีชีวิตของเขา เพื่อรักษาน้ำไว้ให้พอเพียงเพื่อคนกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีน้ำกินน้ำใช้จนสามารถผ่านช่วงภัยแล้งไปให้ได้

แล้วคนกรุงเทพฯ ล่ะ จะยอมเสียสละอะไรบ้างไม่ได้เชียวหรือ ?

ค่าน้ำของคนกรุงก็จ่ายถูกกว่า เพราะคนในจังหวัดที่ประสบภัยแล้ง พวกเขาต้องซื้อน้ำกินน้ำใช้จากรถเร่ขายน้ำในราคาแพงกว่าคนกรุงเทพฯ หลายเท่า

พอมองออกแล้วใช่ไหมครับ

ที่จริงการรักษาประเพณีสงกรานต์นั้น จริง ๆ แล้วแค่รดน้ำดำหัวแก่ผู้หลักผู้ใหญ่ ใช้น้ำไม่มากหรอกครับ

แต่ไอ้ที่เล่นสาดน้ำ เอามันกันทั้งวัน แล้วมีการโชว์ความกักขฬะบนท้องถนน แบบที่มีให้เห็นกันอยู่ทุกปีนั้น มันไม่ใช่ประเพณีที่ต้องอนุรักษ์เลยครับ

ส่วนพวกเด็ก ๆ ถ้าอยากเล่นน้ำกันจริง ๆ ก็แค่ใส่น้ำในปืนฉีดน้ำขนาดเล็ก ๆ ฉีดใส่กันพอหอมปากหมอคอในหมู่เพื่อนฝูงก็พอ

ไอ้ประเภทแห่ออกมาตระเวนเล่นน้ำ บรรทุกน้ำบนรถกระบะ สาดกันอย่างเมามันน่ะ เว้นสักปีจะได้ไหม ถ้าปีนี้มันแล้งหนักจริง ๆ

ในยามที่ประเทศต้องเผชิญวิกฤติ ตัวอย่างเช่น ที่ประเทศญี่ปุ่นประสบสึนามิครั้งใหญ่ และเกิดปัญหาโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลีย์มีกัมมันตรังสีรั่วไหล  คนญี่ปุ่นต่างช่วยกันเสียสละเพื่อชาติของเขา หลายคนกล้ายอมตาย ยอมเสียสละชีวิตเพื่อช่วยชาติให้ผ่านพ้นวิกฤติครั้งใหญ่

แล้วเราคนไทยที่กำลังประสบภัยแล้ง โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ แค่ไม่ได้เล่นน้ำสงกรานต์บ้างสักปีนึง จะเสียสละกันไม่ได้เชียวเหรอ จริงไหม ?

"ถ้าคนกรุงยังสาดน้ำกันโครม ๆ อย่างสนุกสนานเมามัน ในขณะที่ชาวนาที่แม้แต่น้ำกินน้ำใช้ก็แทบจะไม่มี ต้องมาทนนั่งดูข่าวพวกคุณสนุกสนานกับการสาดน้ำน่ะ มันถูกต้องแล้วเหรอ"

----------------------

ข่าวสาร 

กระประปานครหลวง จัดโปร ใครลดการใช้น้ำลง 10 % ได้ในเดือนเมษายน 59 เมื่อเทียบกับอัตราการใช้น้ำประปาในเดือนมีนาคม 59 ก็จะได้ส่วนลดค่าน้ำในเดือนมิถุนายน 2559



--------------------

แถมความเห็นนายกฯ ลุงตู่ (สงสัยแกแอบมาอ่านบทความผมก่อนแหงๆ)

นายกฯ ลุงตู่ พูดถึง การเล่นน้ำสงกรานต์ในรายการคืนความสุขฯ เมื่อคืนวันที่ 11 มีนาคม 2559 ดังนี้

"..เรื่องของการใช้น้ำเพื่ออุปโภค บริโภค อันนี้เป็นสิ่งจำเป็น มันเป็นสิ่งที่จะต้องเหลือไว้ มันขาดไม่ได้เพราะว่าทุกคนต้องกินต้องใช้อุปโภค บริโภค อันนี้สำคัญที่สุด จำไว้ อันดับหนึ่งเลยนะ ฉะนั้นการที่เราจะรื่นเริงในเทศกาลสงกรานต์ ผมไม่ขัดข้อง แต่ขอให้ทุกคนช่วยกัน ว่าเราจะร่วมกันรับผิดชอบได้อย่างไร เกษตรกรก็ได้แสดงน้ำใจไปแล้ว การปรับปรุงพฤติกรรมในการเพาะปลูก เขาก็ลำบาก ไม่มีรายได้ รายได้น้อยลง หรือมากขึ้นก็แล้ว ที่เขาจะเลือกทำ ทุกคนต้องช่วยประหยัด ไม่ว่าจะวาระใดก็ตาม สนุกสนานได้ รื่นเริงได้ แต่ต้องพอเพียง ใช้อย่างจำเป็นได้ไหม คุ้มค่าหรือเปล่า

ผมไม่ได้ห้ามเล่นน้ำสงกรานต์ หลายคนพูดว่ารัฐบาลนี้ ไปห้ามเล่นสงกรานต์ ผมห้ามได้ที่ไหน ประเพณีไทย ต่างชาติก็มาเที่ยว มารู้จักประเทศไทยเพราะสงกรานต์ แต่เราจะทำอย่างไร ปีนี้น้ำเราน้อย เราจะเล่นสงกรานต์กันยังไง ไม่ใช่เล่นแบบเติมน้ำเติมไม่รู้กี่ครั้ง หมดแล้วหมดอีก มันก็ต้องเติม ถ้าจะเล่นกันขนาดนั้นเหมือนเดิมทุกปี สนุกสนานรื่นเริงกัน

แต่หลังจากสนุกสนานแล้วเราก็ต้องเสียใจ ว่าไม่มีน้ำกินจะทำไง ไปคิดเอาเอง โบราณกาลมันก็ไม่ใช่แบบนี้ด้วยซ้ำไป ในเรื่องของการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ประพรมน้ำให้พรกัน แล้วก็ครึกครื้นพอสมควร จัดกิจกรรม จัดความรื่นเริงต่างๆได้ ไม่ใช่เอาน้ำสาดกันอย่างเดียว คงไม่ใช่นะ ก็ลองไปคิดดูแล้วกัน เพราะทำมาหลายปีแล้ว

ผมก็ไม่อยากจะมาขัดแย้ง ขอความร่วมมือกันใช้น้ำให้น้อย และสนุกสนานรื่นเริงได้ รักษาประเพณีวัฒนธรรมของไทยไว้ได้ด้วยเพื่อให้เป็นแบบอย่างให้ต่างชาติเขาชื่นชมในประเพณีไทย และสนุกสนานไปด้วย เวลาเขามาเที่ยวเรา จะทำไงเราจะประหยัดน้ำได้ ช่วยกันคิดหน่อย.."

คลิกอ่าน ทำไมปี 2559 คนกรุงเทพฯ ต้องช่วยกันประหยัดน้ำ พร้อมตัวเลขจะจะ

คลิกอ่าน ดราม่าควายแดง แถ กทม.ล้านถนนเปลืองน้ำดิบผลิตประปา