วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2558

บทเรียนประมูลคลื่น 4G คนไทยเลิกโง่เถอะ






การประมูล 4 จี ทั้งสองครั้งที่ผ่านมา ชี้ให้คนไทยหายโง่ 3 ประเด็น

1. ที่ผ่านมาผลประโยชน์ที่ค่ายมือถือเคยได้รับ มีหลายแสนล้าน แต่รัฐบาลยุคเลือกตั้งกลับหาผลประโยชน์เข้าประเทศได้นิดเดียว ทั้ง ๆ ที่ค่าโทรในอดีตแพงกว่าในยุค 4G หลายเท่า


2. การกำหนดเงื่อนไขการประมูลของ กสทช. คือตัวกำหนดมูลค่าการประมูลว่าจะถูกหรือแพง และเงื่อนไขการประมูลยังสามารถป้องกันการฮั้วประมูลได้ด้วย

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลในขณะนั้นด้วยว่า เห็นแก่ผลประโยชน์ของชาติมากกว่าผลประโยชน์ทับซ้อนของพวกพ้องตัวเองแค่ไหน เพื่อจะได้ควบคุมการทำงานของ กสทช. ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เข้าทำนองสำนวนที่ว่า "ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก"


3. รัฐบาลเผด็จการช่วยปกป้องและรักษาผลประโยชน์ให้ชาติได้มากกว่า 2 แสนล้านบาท นำเงินตรงนี้มาพัฒนาประเทศได้อีกมาก

สรุป รัฐบาลจะมาจากหนทางไหนก็ไม่สำคัญเท่าขอให้ทำเพื่อประเทศชาติจริง ๆ ก็พอ

เฉกเช่น วจีอมตะของเติ้งเสี่ยวผิง แมวสีอะไรก็ได้ ขอให้จับหนูได้ก็พอ


------------------------




ถ้าดูจากตัวเลขคลื่น ณ ขณะนี้ ทรู กับ ดีแทค จะมีสัญญาณเสถียรที่สุด เพราะมือถือรุ่นใหม่ ๆ จะมีระบบแบ่งแยกคลื่นทุกคลื่นในเวลาเดียวกับแบบเรียลไทม์

เช่น ถ้ามีคลื่นอยู่หลายคลื่น ตัวสมาร์ทโฟนและระบบเครือข่าย สามารถกระจายข้อมูลเฉลี่ยไปในคลื่นที่แตกต่างกันได้ในเวลาเดียวกัน เพื่อให้ได้สัญญาณที่ไวและเสถียรที่สุด

ปัญหาคือ ดีแทคจะหมดอายุสัมปทานก่อนใคร ๆ เพราะการประมูลใหม่ไม่ได้มีอยู่ในมือนี่แหละ

ส่วนทรู แม้มีคลื่นมากที่สุด แต่ต้นทุนก็แพงขึ้น กำไรเลยน้อยลง ฉะนั้นถ้าทรูขายซิมใหม่ได้ช้า ก็ยิ่งกำไรน้อยลง แต่ยังไงก็มีกำไร เพราะอนาคตร่วม 20 ปี สมาร์ทโฟนจะพัฒนามากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า อัตราการใช้จึงมีแต่เพิ่มขึ้นไม่มีลดลง เพราะผู้คนจำนวนมากขึ้น การติดต่อสื่อสารก็มากขึ้น แถมค่าเงินในอนาคตก็ยิ่งลดลง สัมปทานแสนล้านที่ทรูต้องจ่าย จึงไม่ได้มากเกินไป

ส่วนเอไอเอส น่าผิดหวังที่สุด เพราะมีโครงข่ายเดิมเป็นคลื่น 900 อยู่แล้ว ถ้าได้สัมปทาน ก็แทบไม่ต้องลงทุนเพิ่มเสาสัญญาณและระบบเท่าไหร่นัก ถือว่า มีต้นทุนด้านเครือข่ายน้อยที่สุด แต่ดันพลาดได้ ผมคิดว่า ผู้บริหารเอไอเอสใจเสาะไปหน่อย แต่ก็อย่างว่า คู่แข่งอย่างทรู เขาสายป่านยาวในหลายธุรกิจจนครบวงจร ทรูสามารถใช้ธูรกิจอื่น ๆ นำมาช่วยซัพพอร์ตเครือข่ายมือถือและค้ำจุนอนาคตบริษัทได้ดีกว่า  มั่นคงกว่าเจ้าอื่น ๆ

ส่วนJas หรือ จัสมิน ผู้ชนะคลื่น 900 แสดงว่า มีทุนจากต่างชาติมาช่วยจำนวนมหาศาลแน่นอน ข่าวว่าเป็นนายทุนค่ายมือถือจากเกาหลีใต้ ถึงได้กล้าท้าชนเจ้าตลาดเดิมทั้งสามเจ้า

แต่ข้อเสียเปรียบของจัสมินคือ ยังไม่มีลูกค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ในมือเลย (จะมีก็แต่ลูกค้าในบริการอินเตอร์เน็ต 3BB) แถมไม่มีเสาสัญญาณโครงข่ายอีกด้วย คือต้องลงทุนวางระบบใหม่ทั้งหมดน่าจะไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาทเป็นอย่างน้อย และต้องทำให้เร็วที่สุดเพื่อรองรับฐานลูกค้า หากไม่รีบครอบคลุมทั่วประเทศโดยเร็วความเสี่ยงก็จะเพิ่มมากขึ้น จึงทำให้แจสต้นทุนจะแพงกว่าเจ้าอื่น ๆ แน่นอน

(ดังนั้นคาดการณ์ว่า ในอนาคตแจสอาจจะร่วมมือหรือร่วมทุนกับ dtac ก็เป็นได้เพื่อความมั่นคงและเพื่อการต่อสู้ยืนหยัดในตลาดต่อไป)


การประมูล 4 จีของไทยในคลื่น 900 นั้น แพงเป็นอันดับสองของโลกรองจากฮ่องกง เหตุคนไทยบ้าโซเชียลมากที่สุดในโลกก็เงี้ย

ถึงยังไง นายทุนเขาก็รวยอยู่ดี เพราะคนไทยอดโซเชียลผ่านมือถือไม่ได้ กิเลสคนไทยเยอะ ต้องแชท ต้องคุยทั้งวัน ประโยชน์จากการออนไลน์ของคนไทย จึงได้น้อยกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น

หมายถึง มูลค่าสัมปทานเครือข่ายมือถือแพงที่สุดในโลก แต่มูลค่ารายได้ที่คนไทยสร้างได้จากการใช้สมาร์ทโฟนกลับได้น้อยมาก เพราะคนไทยใช้เพื่อสนองกิเลสมากกว่าใช้เพื่อสร้างรายได้

ซึ่งต่างจากพวกฝรั่ง เขาไม่บ้าแชทเท่าคนไทย ค่าโทร ค่าเน็ตของฝรั่งเลยถูกกว่าไทย

ขนาดเวียดนาม 4 จี แบบไม่จำกัด เดือนละประมาณ 150 บาทเอง

เชื่อไหม คนไทยเราเจริญแต่เปลือก ขี้อวด ขี้แชท เลยถูกพวกนายทุนเอาเปรียบได้ง่าย ๆ ด้วยค่าโทรที่แพงกว่า เน็ตแพงกว่า แต่คุณภาพกลับห่วยกว่าทุกชาติในอาเซียน

----------------------

เพิ่มเติม ทำไม Jas ต้องลุยประมูลคลื่น 900

สาเหตุเพราะ Jas ทำ 3BB แต่โดนคู่แข่งอย่าง ทรู และ AIS ลงมาแย่งตลาดอินเตอร์เน็ตบ้าน แถมพ่วงแพคเกจมือถือ เบอร์บ้าน อินเตอร์เน็ต เคเบิลทีวี WIFI เข้าไปด้วย (แถมทรูมีช่องทางจำหน่ายเพื่อจัดโปรแถมซิม หรือแลกซื้อซิมที่เซเว่นบ่อย ๆ )

ทำให้ 3 BB กำลังอยู่ในจุดเสียเปรียบในการแข่งขัน เลยต้องประมูลคลื่น 900 เพื่อให้มีธุรกิจครบวงจรมากขึ้น เพื่อการต่อสู้ในตลาดครับ

สรุป คือ สถานการณ์มันบีบให้ Jas ต้องสู้

โดยส่วนตัวผม คิดว่า AIS ถอยออกมาคุมเชิงก่อน เอาเงินที่ประหยัดตรงคลื่น 900 ไปพัฒนาอย่างอื่นก่อนได้ แล้วรอดูสถานการณ์ตลาดในช่วง 3 ปีของคู่แข่งไปก่อน ทั้งทรู และ แจส

แล้วก็รออีก 3 ปี คลื่นในมือ DTAC จะหมดอายุต้องนำมาประมูลใหม่ AIS คงกะลุยยกนั้นอีกที

อีก 3 ปี ดีแทคเหลือคลื่นในมือคลื่นเดียว


แต่ก็นั่นแหละ การปล่อยเสือรายเก่าอย่างทรู และเสือรายใหม่อย่างแจส ได้เข้าป่าไปตะครุบเหยื่อ บางทีมันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ AIS คาดคิดเหมือนครั้งนี้ได้อีก

พอไม่มีอำนาจการเมืองหนุนหลัง AIS ก็ไม่ได้เป็นยักษ์ใหญ่ที่น่าเกรงขามเหมือนในอดีตแล้ว ที่ผ่านมาที่ยิ่งใหญ่ร่ำรวยมหาศาลมาได้ เพราะอะไรก็รู้ ๆ กันอยู่

คลิกอ่าน ไขข้อข้องใจหลังการประมูลคลื่น 900 4G ไทย
คลิกอ่าน 3จีไทยตำกว่ามาตรฐานโลก 6 เท่า แถมห่วยกว่าเขมร


วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2558

กรณี ปอ ทฤษฎี ป่วย ข้อพิสูจน์สื่อบันเทิงไทยห่วย






ในช่วง 5 - 6 ปีที่ผ่านมา ผมดูละครไทยแบบตั้งใจดูตั้งแต่แรกจนจบมีแค่ไม่กี่เรื่อง ไม่น่าจะถึง 5 เรื่อง แล้วมีอยู่ 2 เรื่องที่ ปอ ทฤษฎี เป็นพระเอก คือ เรื่องรักเล่ห์เสน่ห์ลวง ที่ ปอ ต้องเล่นเป็น 2 คน คู่กับนางเอกอีก 2 คน คือ พลอย เฌอมาลย์ กับ สุนิสา เจท

ส่วนอีกเรื่องที่ผมดู ปอ เล่นเป็นพระเอก ก็คือ ผู้ใหญ่ลีกับนางมา

สรุปง่าย ๆ ว่า ปอ เป็นพระเอกละครที่ผมชื่นชอบคนนึงในปัจจุบัน ในช่วงที่ผมแทบจะเลิกดูละครไทยแล้ว

-------------------

จากกรณีที่ ปอ ทฤษฎีป่วยหนักจากภาวะแทรกซ้อนจากไข้เลือดออก จนถึงขั้นวิกฤติ หรือโคม่า

จนถึงวันนี้ ปอ ก็ยังไม่พ้นขีดอันตราย เพราะมีโรคแทรกเข้ามาตลอด โดยเฉพาะภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ

เนื่องจากคนที่ต้องนอนป่วยบนเตียงนาน ๆ แถมมีท่อของเครื่องมือต่าง ๆ อยู่ติดกับร่างกาย ย่อมมีโอกาสติดเชื้อได้มากกว่าปกติ เพราะภูมิต้านทานร่างกายอ่อนแอ

จึงทำให้ ปอ ที่ผ่านช่วงที่เกือบตาย จนมาถึงจุดที่นึกว่าจะผ่านพ้นวิกฤติเสียที ก็กลับไปติดเชื้อในปอดหนักอีก จนต้องกลับมาใช้เครื่องช่วยหายใจอีกรอบ

ทำให้ประชาชนทุกคนต่างเป็นห่วง ปอ มากขึ้น แต่ก็ควรเอาใจช่วยอย่างมีสติ ไม่ใช่แห่เห่อไปตามข่าวลือที่สื่อบันเทิงไทยห่วย ๆ ชอบปล่อยข่าวออกมา

เช่น ล่าสุดมีข่าวลือว่า ปอ เสียชีวิตนั้น ข่าวลือนี้มันต้องออกมาจากสื่อบันเทิงไทยนี่แหละ เพราะสื่ออยู่นั่งเฝ้า นอนเฝ้า คาโรงพยาบาล เจ้่ากรมข่าวลือเลยเมคข่าวขาย

ผมอยากเขียนมาหลายวันแล้วอย่างเช่น  เรื่องที่ ปอ ทฤษฎี ถูกตัดข้อเท้าไปนั้น พวกเราไม่ควรได้รับรู้ข่าวสารนี้เลยด้วยซ้ำ

เพราะถือเป็นเรื่องส่วนตัวของ ปอ มาก ๆ เพราะเขามีอาชีพนักแสดง ต้องใช้ร่างกายในการแสดงต่อไป เป็นพระเอกที่สมบูรณ์ในละครต่อไป

แต่พวกเราคนไทยดันต้องมารับรู้ ก็เพราะสื่อไทยเห่ย ๆ ห่วย ๆ อยากจะขายข่าวซะ ละทิ้งจรรยาบรรณของสื่อ

สื่อไทย โดยเฉพาะสื่อบันเทิงไทย คุณรู้ตัวไหมนะว่า พวกคุณห่วยมาก

เพราะข่าว ปอ ถูกตัดข้อเท้า มันเป็นข่าวลือออกมาก่อน ทำให้แพทย์จึงต้องออกมาแถลงข่าวเพื่อความชัดเจนในที่สุด

หากไม่มีข่าวลือเรื่อง ปอ ถูกตัดข้อเท้าออกมาก่อน แพทย์ก็คงไม่จำเป็นต้องบอกเรื่องนี้ให้สื่อรู้

ผมเชื่อว่า ข่าวลือมันต้องมาจากสื่อนี่แหละ ที่พยายามซอกแซกอาจแอบฟังหมอคุยกัน จนกลายเป็นข่าวลือออกมาก่อน

----------------------

ในต่างประเทศ ถ้าดาราหรือคนดังป่วย สื่อเขาไม่ตามเข้าไปทำข่าวในโรงพยาบาลหรอก อย่างเก่งสื่ออาจรายงานข่าวอยู่นอกตัวตึก หรืออยู่หน้าโรงพยาบาล แล้วรายงานข่าวตามที่แพทย์แถลงเท่านั้น

สื่อนอกเขาไม่แห่เข้าไปเฝ้าถึงหน้าห้องผู้ป่วย หน้าห้อง CCU แบบที่สื่อไทยกระทำ สื่อนอกเขาไม่ซอกแซกแอบสืบแอบฟังเพื่อหวังขายข่าวผู้ป่วยเหมือนสื่อไทยหรอก

ถึงแม้คนไทยจะอยากรับรู้ข่าวสารอาการป่วยของ ปอ ทฤษฎี แต่ไม่ได้อยากรู้ลึกมากขนาดละเมิดสิทธิส่วนตัวของผู้ป่วยและละเมิดความเป็นส่วนตัวของครอบครัวผู้ป่วยหรอก

ประเทศไทยเราที่ห่วย ผู้คนไม่ค่อยรู้จักกาละเทศะ ส่วนหนึ่งก็เพราะสื่อไทยนี่แหละ ที่ทำตัวอย่างห่วย ๆ ให้คนรับข่าวสารได้เห็นจนชาชิน

---------------------

ควรเสริมสมุนไพรให้ ปอ ทฤษฎี บ้าง

สุดท้าย ผมอยากฝากถึงคณะแพทย์ที่ดูแลรักษา ปอ ทฤษฎี

คือ ผมอยากให้ทีมหมอช่วยเสริมสมุนไพรพวกขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจร ให้ ปอ ด้วย

เพราะถ้าผู้ป่วยรับแต่ยาฝรั่งมากเกินไป ตับ กับ ไต จะยิ่งแย่ลง

ทั้งขมิ้นชัน และฟ้าละลายโจร มีสรรพคุณต่อสู้เชื้อโรคได้ดี แถมบำรุงร่างกายให้แข็งแรง เสริมภูมิต้านทานให้ผู้ป่วยด้วย เช่น ฟ้าทะลายโจร นอกจากมีสรรพคุณต่อต้านเชื้อโรคได้ดีแล้ว ยังเสริมภูมิต้านทาน และช่วยรักษาตับให้แข็งแรงขึ้นด้วย

ยิ่ง ปอ ต้องรับยาฝรั่งมากมายจนตับอักเสบ ก็ยิ่งต้องเสริมด้วยสมุนไพรไทย แม้แต่ขมิ้นชันก็ช่วยลดอาการอักเสบภายในได้ดี

ขอฝากคณะแพทย์ที่ดูแลรักษา ปอ ลองนำไปพิจารณานะครับ


วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2558

สิ่งที่ขาดหายไปในก๋วยเตี๋ยวหมูยุคดิจิตอล






บทความนี้ ผมอาจจะโลกแคบก็ได้ เพราะผมไม่ได้ไปสำรวจให้ทั่วประเทศ หรือ ทั่วกรุงเทพฯ

แต่ปัญหาที่ผมเจอก็คือ แถวบ้านผมย่านโชคชัย 4 ผมได้เจอก๋วยเตี๋ยวหมูร้านที่คนเขาว่าอร่อยหลายร้าน กลับขาดสิ่งหนึ่งที่ก๋วยเตี๋ยวหมูที่อร่อยในอดีตจะขาดไม่ได้เลยก็คือ ต้องใส่ตั้งฉ่าย

คุณผู้อ่านบางคนอาจไม่รู้จักตั้งฉ่ายกันแล้วมังครับ ?

สมัยผมเด็ก ๆ บ้านผมอยู่ย่านปากทางลาดพร้าว คือ ผมอยู่ซอยลาดพร้าว 1 ซึ่งมีร้านอาหารอร่อย ๆ แบบที่เรียกว่า หาอร่อยระดับนั้นได้ยากในยุคนี้

โดยเฉพาะร้ายก๋วยเตี๋ยวแถวปากทางลาดพร้าวในอดีต มีมากมายให้เลือกทุกสไตล์ ทั้งสองฟากถนนลาดพร้าว และทั้งในซอยลาดพร้าว 1

แต่ประเด็นที่ผมจะพูดก็คือ บรรดาร้านก๋วยเตี๋ยวหมูหรือร้านก๋วยเตี๋ยวหมูผสมลูกชิ้นปลา ร้านที่อร่อย ๆ ทุกร้านในอดีตจะต้องมีใส่ตั้งฉ่ายในก๋วยเตี๋ยวด้วยทั้งนั้น

ตั้งฉ่าย ก็คือ ผักกาดขาวดองเค็ม หรือ กะหล่ำปลีดองเค็ม ที่มักจะใช้ใส่ในก๋วยเตี๋ยวหมู ข้าวต้มหมู ข้าวต้มปลา เป็นต้น



ความสำคัญของตั้งฉ่ายก็คือ ทำให้เกิดความกลมกล่อมและความหอมให้น้ำก๋วยเตี๋ยวมากขึ้น

ถ้าคนที่ชอบกินก๋วยเตี๋ยวแบบโชกโชนจริง ๆ (อย่างผม) เขาจะรู้ทันทีว่า น้ำก๋วยเตี๋ยวที่ว่าอร่อยแต่อร่อยไม่สุด ส่วนใหญ่ก็เพราะขาดตั้งฉ่าย

ผมเองก็ไม่เข้าใจนะว่า ทำไมร้านก๋วยเตี๋ยวสมัยใหม่เขาไม่นิยมใส่ตั้งฉ่ายกันแล้ว เพราะผมเจอไม่กี่ร้านที่ยังใส่ตั้งฉ่ายอยู่ เช่น ร้านบะหมี่ราชาหมี่เกี๊ยวส่วนใหญ่ก็ยังใส่ตั้งฉ่าย หรือเมื่อสองอาทิตย๋ก่อน ผมซื้อบะหมี่ชายสี่หมี่เกี๊ยวแถวบ้านผม ก็มีใส่ตั้งฉ่ายเช่นกัน

แต่ที่แน่ ๆ ร้านก๋วยเตี๋ยวที่ขายมาไม่ต่ำกว่า 30 ปีโดยเฉพาะร้านคนจีนเก่า ๆ  ก็ยังใส่ตั้งฉ่ายกันอยู่ แต่ร้านที่เกิดใหม่ ๆ ในยุคไม่ถึง 20 ปีมานี่ ผมเห็นว่าร้านก๋วยเตี๋ยวที่เกิดใหม่ ๆ ในช่วงหลัง ๆ ไม่ใส่ตั้งฉ่ายกันแล้ว

ทั้ง ๆ ที่ ตั้งฉ่าย นี่ ถ้าคนเคยกินก๋วยเตี๋ยวแบบอร่อยสุด ๆ มาก่อน จะรู้ว่า การขาดตั้งฉ่ายก็เหมือนผัดไทยขาดหัวไชโป๊ว นั่นแหละ

โดยเฉพาะ ถ้าเป็นก๋วยเตี๋ยวแห้งหมู การไม่ใส่ตั้งฉ่าย ทำให้ขาดความอร่อยไปมากเลยทีเดียว

อย่างแถวบ้านผม มีร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นหมูน้ำใสอยู่เจ้านึง เขาก็อร่อยดี แต่เขาไม่ใส่ตั้งฉ่าย บอกตรง ผมรู้สึกเลยว่า ถึงร้านนี้จะอร่อย แต่พอไม่ใส่ตั้งฉ่าย ก็เหมือนเขาลดความอร่อยที่ร้านเขาควรจะก้าวไปถึงไม่ต่ำกว่า 50 % เลยทีเดียว

เดี๋ยวนี้ผมเลยต้องไปซื้อตั้งฉ่ายมาติดบ้านเอาไว้ เวลาไปซื้อก๋วยเตี๋ยวร้านไหนที่เขาไม่ใส่ตั้งฉ่าย ผมก็จะมาใส่เองที่บ้าน ซึ่งมันช่วยเพิ่มความอร่อยและความกลมกล่อมให้ก๋วยเตี๋ยวได้อร่อยแบบถึงที่สุดที่ควรจะเป็นของแต่ละเจ้าควรจะไปถึง

ปกติเวลาร้านก๋วยเตียวเขาจะใส่ตั้งฉ่าย เขาก็จะใส่เส้นใส่เครื่องเคราทุกอย่างให้ก๋วยเตี๋ยวจนครบถ้วน แล้วจะใส่ตั้งฉ่ายเล็กน้อย ตามด้วยผักชี ต้นหอม ปิดท้าย

---------------------

คนไม่ชอบกินตั้งฉ่าย แล้วเขี่ยทิ้ง

จริง ๆ แล้ว  ตั้งฉ่ายที่ใส่ในก๋วยเตี๋ยว ถึงมีอยู่แต่ไม่ต้องกินก็ได้ครับ เพราะมันเป็นเหมือนตัวชูรสให้่น้ำก๋วยเตี๋ยวมีรสชาติอูมะมิ ขึ้นครับ นั่นคือ อร่อยและกลมกล่อมขึ้น นั่นเอง

ตั้งฉ่าย เป็นเสมือน ตัวชูรสปิดทองหลังพระ ในน้ำก๋วยเตี๋ยว

คือ คนที่ไม่ชอบกินตั้งฉ่ายแล้วมักเขี่ยออก แต่เขาคงไม่รู้ตัวว่า น้ำก๋วยเตี๋ยวที่อร่อยมาก ๆ ก็เพราะมีรสตั้งฉ่ายเค็ม ๆ ปะแล่ม ๆ ผสมอยู่ในน้ำนี่แหละครับ


-----------------------


http://imgur.com/a/DBo5j

ก่อนจะจบบทความ ผมลองเสิร์ชหาเรื่องตั้งฉ่าย ในเน็ตดู ปรากฎว่า มีกระทู้ในพันทิพเขาบอกว่า เดี๋ยวนี้ร้านก๋วยเตี๋ยวส่วนใหญ่ไม่ใส่ตั้งฉ่ายกันแล้ว

ร้านก๋วยเตี๋ยวที่ยังใส่ตั้งฉ่ายอยู่ ต้องเป็นร้านที่เปิดมาไม่ต่ำกว่า 20 ปี

บอกตรง ผมเศร้านะ เมื่อได้รู้แบบนี้ เพราะผมว่ามันน่าเสียดายจริง ๆ ที่ก๋วยเตี๋ยวสมัยนี้อร่อยไม่สุด


คลิกอ่าน มาตรฐานข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ สมัยนี้ห่วยลง


วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ชวน ปอ ทฤษฎี อยากกิน EST บ้างสิ






ได้ข่าวว่า ปอ ทฤษฎี ถอดเครื่องช่วยหายใจออกแล้ว ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้จักเครื่องช่วยหายใจ

มันก็เป็นเครื่องที่มีท่อต่อเข้าทางปากผ่านหลอดลม แล้วทำหน้าที่ช่วยการทำงานของปอด ในช่วงที่ระบบการหายใจของผู้ป่วยไม่อาจหายใจเองได้เพียงพอ

เมื่อใส่ไอ้เครื่องช่วยหายใจแล้ว ผู้ป่วยจะไม่สามารถพูดได้เลย แถมต้องกินอาหารและน้ำผ่านสายยางลงหลอดอาหารเท่านั้น ไม่ได้รู้รสชาติอะไรเลย

แล้วยังต้องถูกพยาบาลมาคอยดูดเสมหะทุก ๆ 30 นาที หรือทุก ๆ 1 ชม.

ขอบอกว่า การถูกดูดเสมหะ เป็นอะไรที่ทุกร์ทรมานมากสำหรับผู้ป่วย เพราะมันเจ็บมาก ๆ

เมื่อ ปอ ถอดเครื่องช่วยหายใจแล้ว ก็เลยสามารถพูดได้

แล้วประโยคที่ปอ พูดครั้งแรกคือ อยากกินเป๊ปซี่

ผมนี่เข้าใจหัวอกปอเลย เพราะผมก็เคยผ่านวิกฤติใส่เครื่องช่วยหายใจมาเหมือนกัน ตอนนั้นผมก็อยากกินเป๊ปซี่แบบสุด ๆ เหมือนกัน

แต่ผมอยากแนะนำ ปอ ว่า ลอง EST รึยัง

เอส ตอนนี้เป็นเป๊ปซี่ที่อร่อยกว่ายี่ห้อเป๊ปซี่แท้ ๆ เสียอีก รสชาติเอสมันชื่นใจกว่ากันเยอะเลย

จากผม เซียนเป๊ปซี่ ที่กินเป็ปซี่ต่างน้ำ มาไม่ต่ำกว่า 15 ปี

ซึ่งผมว่า ซื้อเป๊ปซี่ หรือ ซื้อเอส คุ้มกว่าซื้อชาเขียวกินเสียอีก เพราะราคาถูกกว่า แถมสารโคล่าในเป๊ปซี่และเอส นี่มันช่วยบำรุงหัวใจให้ชื่นใจคนป่วยที่กำลังฟิ้นไข้จริง ๆ เลย

ที่สำคัญ น้ำอัดลมกลิ่นโคล่ายังผลิตยากกว่าพวกน้ำชาเขียวเยอะ แม้เครื่องดื่มจำพวกโคล่าจะเป็นนวัตกรรมเมื่อ100 ปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันก็ยังเลียนแบบได้ยากเหมือนเดิม ทำให้ในท้องตลาดจึงมีไม่กี่ยี่ห้อเท่านั้น

แต่พวกชาเขียวกลับเอาเปรียบผู้บริโภค เสือกขายแพงกว่าน้ำอัดลมกลิ่นโคล่า


http://imgur.com/KVeiSCm

--------------------

เมื่อ บ.เสริมสุข แยกทางกับ เป๊ปซี่

เดิมทีบริษัทเสริมสุข เป็นตัวแทนจำหน่ายและเป็นผู้ผลิตส่งเป๊ปซี่ขายทั่วไทยมากว่า 50 ปี

แต่แล้วตั้งแต่ บ.ไทยเบฟฯ ของเจ้าสัวเจริญเข้ามาถือหุ้นใหญ่ในบริษัทเสริมสุข ก็เลยทำให้สัญญาใหม่ระหว่างเสริมสุขกับบริษัทเป๊ปซี่โคล่า มีปัญหา ตกลงผลประโยชน์ร่วมกันไม่ลงตัว สุดท้ายมิตรรักก็ต้องแยกทางกันในที่สุด

บ.เสริมสุข เลยผลิต EST โคล่า ขึ้นมาขายแทนเป๊ปซี่ สินค้าเดิมที่เคยรับจ้างผลิตให้

กรณี เป๊ปซี่กับเอส ก็คล้ายกับกรณี พิซซ่าคอมพานี กับ พิซซ่าฮัท

ส่วน EST รสชาติในช่วงแรก ๆ บอกตรง ไม่เหมือนเป๊ปซี่เดิม

แต่ปัจจุบัน ผมในฐานะที่ติดน้ำอัดลมกลิ่นโคล่ามาตลอดชีวิต ขอบอกว่า วันนี้ ผมว่า เอส อร่อยกว่าเป๊ปซี่ แล้วครับ

อาจเพราะ เอส พยายามทำเอสให้มีรสชาติเหมือนเป๊ปซี่เดิมในอดีตที่ตัวเองเคยผลิตขาย

แต่เป๊ปซี่ ที่ตอนนี้บริษัทเป๊ปซี่โคล่าได้ทำตลาดเองแล้ว กลับลดปริมาณความหวานลง และลดปริมาณสารโคล่าลงนะ (อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผมนะ เพราะพวกนี้เขาถือว่าเป็นสูตรลับเฉพาะของแต่ละยี่ห้อ)

เพราะผมรู้สึกว่า เวลาดื่มเอสแล้วมันหวานชื่นใจ สุขใจกว่าดื่มเป๊ปซี่ในปัจจุบันเสียอีก

สรุปง่าย ก็คือ เอสในวันนี้ คือรสชาติแท้ ๆ ของเป๊ปซี่ที่คนไทยคุ้นเคยในอดีต

ส่วนเป๊ปซี่แท้ ๆ ในวันนี้ กลับไปทำรสชาติให้เหมือนเป๊ปซี่ที่เป็นรสชาติสากล เหมือนรสชาติเป๊ปซี่ที่ขายในต่างประเทศมากขึ้น ที่จะไม่ค่อยหวานเท่าไหร่

แต่เพราะคนไทยอย่างผมติดหวาน จึงหันมารัก เอส มากกว่าแล้วครับ

ที่สำคัญ เอส ของคนไทย แถมราคาถูกกว่าด้วย อุดหนุนสินค้าไทยดีกว่า ผมว่านะ