วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ท่านอำนวย มั่วนิ่มมโน ปืนจิ๋วไม่ใช่ของคำรณวิทย์







ถ้าแม้แต่ในยุครัฐบาล คสช. ยังเอาผิดให้จะจะกับ พลตำรวจโทคำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีต ผบช.น. ในคดีพกอาวุธปืนออกนอกประเทศยังไม่ได้

คนไทยทุกคนก็อยู่ยากต่อไป เพราะคนมีเส้นสายใหญ่โต มีพวกพ้องเพื่อนฝูงเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ มียศใหญ่โต ถึงทำผิดกฎหมายก็ยากที่จะติดคุกไทย

เมื่อ พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน ผบช.ภ.1 ผู้สอบปากคำ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ได้ให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวว่า

"วันนี้ เชิญพล.ต.ท.คำรณวิทย์ เข้าให้ข้อมูลถึงเหตุ การณ์ที่เกิดทั้งหมด ถือว่าให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างมาก แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ซึ่งจากการสอบปากคำ พบว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์มีอาวุธปืนในการครอบครองทั้งหมด 3 กระบอก แต่กระบอกที่ถูกจับกุมที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นไม่ได้เป็นของ พล.ต.ท. คำรณวิทย์ แต่จะมีทะเบียนถูกต้องหรือไม่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ หลังจากนี้จะนัด พล.ต.ท. คำรณวิทย์เข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติมแน่นอน แต่ยังไม่ได้ระบุวันและเวลา เนื่องจากต้องรอข้อมูลจากประเทศญี่ปุ่นเสียก่อน โดยได้เรียกสอบพยานบุคคลไปแล้วกว่า 17 ปาก"

ดูมันง่ายจังเลย !! 

คือถ้าท่านอำนวย ยังไม่เห็นพิรุธในการสอบปากคำของคำรณวิทย์ ก็เข้าข่ายซูเอี๋ยแน่นอน



ตอนที่คำรณวิทย์ถูกจับที่ญี่ปุ่น ข่าวในตอนนั้นรายงานว่า คำรณวิทย์บอกว่า เป็นปืนที่นำมาจากประเทศไทย แต่จำไม่ได้ว่าปืนนี้มาอยู่ในกระเป๋าตั้งแต่เมื่อไหร่ คงลืมเอาออกจากกระเป๋านานแล้ว

ต่อมารายงานข่าวจากญี่ปุ่นยังบอกอีกว่า ปืนจิ๋วกระบอกนี้ไม่มีเลขทะเบียนในไทย แสดงว่า เป็นปืนเถื่อน !!

ต่อมาญี่ปุ่นปล่อยตัวคำรณวิทย์กลับไทย เพราะอยู่ไปก็ หนักแผ่นดิน อาทิตย์อุทัย และเปลืองข้าวญี่ปุ่นไปเปล่า ๆ สู้ส่งตัวกลับมาให้ไทยจัดการปัญหาเอาเอง แล้วญี่ปุ่นก็ขึ้นบัญชีดำไม่ให้คำรณวิทย์เข้าญี่ปุ่นอย่างน้อย 5 ปี

แล้วพอตำรวจไทยได้เรียกคำรณวิทย์มาสวบสวน คำรณวิทย์กลับตอบอย่างง่าย ๆ ว่า "ไม่ใช่ปืนของผม"

จบข่าว !!

ตำรวจหญิงในกองบัญชาการตำรวจนครบาลต่างมอบดอกไม้ให้กำลังใจเจ้านายเก่า

พรรคพวกเดียวกันทั้งนั้น เหมือนกลับไปสอบปากคำที่บ้านตัวเองเลย


-------------------------------

ง่ายจริง ๆ อยู่ญี่ปุ่นก็บอกว่า ผมเอามาจากไทยแต่ลืมไว้ในกระเป๋านานแล้ว

พอกลับมาไทย บอกว่า ไม่ใช่ปืนของผม ทั้ง ๆ ที่มีสื่อและโลกโซเชียลต่างเคยลงบทสัมภาษณ์ว่า คำรณวิทย์มีปืนชนิดเดียวกันนี้มานานแล้ว

แล้วตกลง ปืนจิ๋วนั้นมันไปอยู่ในกระเป๋าคำรณวิทย์ได้ยังไง แล้วถ้าไม่ใช่ปืนของคำรณวิทย์ แล้วมันเป็นปืนของใคร ?

และที่ญี่ปุ่นก็ไม่มีอาวุธปืนสั้นขาย เพราะญี่ปุ่นห้ามประชาชนมีอาวุธปืนสั้นในครอบครอง

ถ้าในหมู่พวกเสื้อแดง ต่างเล่าลือกันตั้งแต่คำรณวิทย์ยังติดคุกที่ญี่ปุ่นว่า "พวกอำมาตย์มันแอบยัดปืนให้บิ๊กแจ๊ดเพื่อหวังใส่ร้าย เพราะเห็นว่าบิ๊กแจ๊ดสนิทสนมกับท่านทักษิณ แต่พวกเราไม่ต้องห่วงท่านทักษิณได้จัดการให้บิ๊กแจ๊ดได้กลับไทยได้แน่นอน"

เป็นไงล่ะครับ เลยเข้าทางพวกเสื้อแดงทันที

ส่วนคำรณวิทย์ ก็มาให้ปากคำตามใบสั่ง มาตอบปฏิเสธอย่างง่าย ๆ ว่า "ไม่ใช่ปืนของผม"

สรุปคือ อะไร ?

สรุปก็คือ ถ้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่สามารถเค้นเอาความจริงอย่างตรงไปตรงมาจากพล.ต.ท.คำรณวิทย์ เพื่อรักษาความถูกต้องยุติธรรมของประเทศนี้ให้คงอยู่ต่อไปได้ ก็แสดงว่า

พวกขี้ข้านายทุนการเมือง มันมีอำนาจบาตรใหญ่กว่าพวกอำมาตย์ ใหญ่กว่าพวกเผด็จการ เสียอีกครับ !!!

ถ้าคำรณวิทย์รอดคดีนี้หมด ไม่มีความผิดใด ๆ เลย ก็เท่ากับว่า สนง.ตำรวจแห่งชาติ และรัฐบาล คสช. ได้ช่วยสนับสนุนตรรกะเสื้อแดงเรื่อง พวกอำมาตย์วางแผนใส่ร้ายคำรณวิทย์นั้นให้กลายเป็นจริง





วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ภัยแล้งหนักกลับไม่ช่วยให้คนไทยบางกลุ่มฉลาดขึ้นเลย






หลายวันมานี่ ตั้งแต่เกิดปัญหาภัยแล้ง ผมมักไปอ่าน คห. ของคนไทยในเพจข่าวต่าง ๆ

สรุปได้เลยว่า ที่ประเทศไทยไม่เจริญ เพราะระบบความคิดของคนไทยที่ไม่เจริญนี่แหละ

ปัญหาการศึกษาไทย สอนให้คนไทยจำนวนมากคิดอย่างเป็นระบบไม่เป็น คิดให้ลึกซึ้งก็ไม่เป็น มีพวกคิดตื้น ๆ เยอะมาก

บางครั้งผมก็อดไปไล่ตอบกลับพวกที่แสดงความเห็นที่เหมือนจะฉลาด แต่ที่จริงโง่มากในหลายข่าว

แต่ที่แน่ ๆ การพาดหัวข่าวของสื่อบางสื่อ มันเข้าทำนองหวังเสี้ยมคนให้ด่ารัฐบาลทั้งสิ้น


เช่น ข่าว รมว.มหาดไทยวอนขอให้ชาวนางดสูบน้ำ  ก็มีคนระดมด่าทันทีว่า ห้ามชาวนาสูบน้ำทำนา แล้วทำไมตัวมึงถึงไม่เลิกกินข้าว

เฮ่อ... ผมเศร้าจริง ๆ ที่ยังมีคนไทยโง่ ๆ อยู่มาก จนผมขี้เกียจอธิบายเลย เขาแค่ขอให้งดสูบน้ำแค่ 3 วันเท่านั้น ไม่ได้ให้งดสูบตลอดไป

และผมอยากจะบอกก่อนว่า คนกรุงเทพฯ ปีนี้ ไม่น่าจะมีปัญหาขาดแคลนน้ำประปา เพราะตอนนี้การประปานครหลวงหันไปใช้น้ำดิบส่วนใหญ่จากการประปามหาสวัสดิ์แทนแล้ว ซึ่งจะเป็นน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ์ ที่ผันน้ำดิบมาทางผ่านทางแม่น้ำแม่กลอง แล้วผันน้ำประปาจากโรงกรองน้ำมหาสวัสดิ์มาช่วยกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกอีกทอดนึง

ดังนั้นที่รัฐบาลต้องการให้ชาวนาหยุดสูบน้ำชั่วคราว ไม่ได้จะมาช่วยคนกรุงเทพฯ หรอกครับ

แต่ที่รัฐบาลต้องการให้ชาวนาหยุดสูบน้ำสักระยะ เพราะถึงสูบไป ก็ช่วยชาวนาไม่ได้ทั้งหมด จะกลายเป็นว่าชาวนาต้นน้ำ 100 คนอาจรอด แต่คนใช้น้ำประปาภูมิภาคล้านคนเดือดร้อน (ส่วนชาวนาปลายน้ำ ก็ตายเหมือนเดิม เพราะต้นน้ำสูบไปหมดแล้ว)

ซึ่งหมายถึง คนในพื้นที่ภาคกลางหลายจังหวัดจะไม่มีน้ำประปาใช้ หรือถ้าหนักกว่านั้น โรงงานอุตสาหกรรมบางแห่งอาจขาดแคลนน้ำ ก็จะพากันเจ๊งเพราะถ้าโรงงานปิด คนงานก็ตกงาน


คนไทยแม่งเก่งแต่ด่า ซึ่งทหารก็ไม่ได้จับกุมใครที่ลักลอบสูบน้ำเลยแม้แต่รายเดียว เพราะเป็นแค่การวอนขอ ขอร้อง ซึ่งชาวนาส่วนใหญ่ก็ปฏิบัติตาม เพราะชาวนาเข้าใจหลักการที่ว่า น้ำกินน้ำใช้  ต้องสำคัญที่สุด

แต่ถ้าชาวนาเอาตัวรอด แต่กลับทำให้คนจำนวนมากไม่มีน้ำประปาใช้ ชาวนาก็คงรู้ว่า เท่ากับ กำลังทำบาปมหันต์

ตัวอย่าง สื่อพาดหัวเสี้ยมหวังให้คนด่าทหาร พาดหัวแรง ๆ หวังจะขายข่าวเท่านั้น ทั้งที่จริงเป็นแค่คำพูดของชาวนาคนหนึ่ง ที่พูดว่า "วันนี้ถึงแม้นทหารเอาปืนมาจ่อหัวชาวนาอย่างผมผมเองก็ต้องทนต่อสู้เพื่อสูบน้ำเข้าแปลงนาให้ได้ ข้าวตายผมหมดตัวแน่ๆ"




ย่างเมื่อเช้าผมดูข่าวหลายช่อง ไปสัมภาษณ์ชาวนาที่ไปดักสูบน้ำเข้านาตัวเอง รู้ไหมครับ นักข่าวถามว่า ทำนากี่ไร่ ?

ชาวนา 2 ราย ตอบว่า คนละ 80 ไร่ !!! (คนมีที่นา 80 ไร่ นี่ไม่ได้จนจริงหรอกครับ เพียงแต่จนเพราะบริหารจัดการไม่เป็น)

แต่ใน 80 ไร่กลับไม่มีบ่อน้ำ สระน้ำสำหรับกักเก็บน้ำไว้ใช้ในยามแล้งเลย คือ รอใช้น้ำจากคลองชลประทานลูกเดียว 

(ดูจากในข่าวทีวี ด้านหลังชาวนาที่ให้สัมภาษณ์ทีวี เป็นทุ่งนากว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา แต่ไม่มีสระน้ำเลย แถมลักษณะเป็นเหมือนถูกเจ้าของที่นาตัวจริงจ้างให้มาสูบน้ำ เพราะมีพูดถึงผู้ใหญ่ให้มา แล้วขับรถกระบะบรรทุกเครื่องสูบมารอสูบ แล้วมีการโทรศัพท์กลับไปถามใครสักคน



คือผมได้ยินมาว่า ฤดูกาลนี้มีหลายพื้นที่ เจ้าของที่นาได้ยุให้ชาวนารีบทำนาเผื่อข้าวจะรอด แล้วจะได้ขายข้าวราคาดีกว่าปกติ แล้วพอขายข้าวได้ค่อยมาแบ่งผลประโยชน์กัน เพียงแต่ตอนลงทุนชาวนาที่มาเช่าที่ต้องลงทุนเอง คือถ้าเจ๊งไม่ต้องจ่ายค่าเช่าที่ แต่ถ้าขายข้าวได้ค่อยมาแบ่งผลประโยชน์กัน) 



ซึ่งจริง ๆ แล้ว ชาวนาที่อยู่ในระบบชลประทานน่ะ เป็นชาวนาที่ได้อภิสิทธิ์กว่าชาวนานอกเขตชลประทานมาตลอด  คือ ได้เปรียบกว่าคนอื่นแต่กลับงอแงมากที่สุด

แล้วนายกฯ ลุงตุ่ ไม่เคยบอกให้ชาวนาเลิกทำนา แต่ไอ้สื่อบางสื่อดันพาดหัวข่าวทำนองให้คนเข้าใจผิด หาว่า ลุงตู่บอกให้ชาวนาเลิกทำนา !!

แต่ถ้าได้อ่านเนื้อหาข่าว ตลอดจนฟังที่นายกฯ พูดในรายการคืนความสุขฯ ก็จะเข้าใจเจตนาของท่านนายกฯ ว่าท่านหมายถึง อยากให้ชาวนาหันมาทำนาตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่ต้องมีการจัดสรรที่ดินเพื่อให้มีทั้งปลูกข้าว ปลูกสวน ปลูกผัก แบ่งพื้นที่ขุดบ่อน้ำ ใช้เลี้ยงปลา แถมเลี้ยงไก่ เป็นต้น

เพื่อที่ชาวนาจะได้มีน้ำใช้ตลอดปีอย่างไม่ขาดแคลน โดยไม่ต้องหวังแต่น้ำจากเขื่อนอย่างเดียว

แต่ชาวนาทุกวันนี้ละเว้นวิถีดั้งเดิม เพราะชาวนานำพื้นที่ทั้งหมดที่มีมาปลูกข้าวอย่างเดียว โดยเฉพาะชาวนาในระบบชลประทาน ได้ถมบ่อน้ำ สระน้ำเดิม ๆ ทิ้งจนหมด เพื่อจะได้เอาพื้นที่มาใช้ปลูกข้าวแทน แล้วก็รอหวังพึ่งน้ำจากระบบชลประทานเพียงอย่างเดียว !!

(สังเกตจากข่าวสิ ชาวนาที่มีปัญหาในตอนนี้คือ ชาวนาในเขตภาคกลางทั้งสิ้น เพราะเป็นชาวนาในเขตชลประทาน)


ซึ่งชาวนาไทยส่วนใหญ่ คือ ผู้บริโภคน้ำมากที่สุดในประเทศมาตลอด แต่กลับสร้างมูลค่าผลผลิตจากน้ำได้ค่าต่ำที่สุด

แล้วที่แล้งหนักตอนนี้ ถ้าจำกันได้ตอนฤดูปลูกข้าวนาปรังที่ผ่านมา รัฐบาลได้ขอร้องแล้วว่า ให้ชาวนางดปลูกข้าว แล้วให้มาทำงานที่รัฐบาลจะหาให้ทำ เช่น มาขุดลอกคูคลอง แต่ชาวนาก็มาไม่ทำกัน อ้างว่าค่าแรง 300 บาทไม่พอกิน สู้ปลูกข้าวไม่ได้

แต่ที่ไหนได้ พอแห่ปลูกข้าวนาปรังกันจนมีพื้นที่ปลูกข้าวมากขึ้นกว่าที่กรมชลประทานกำหนด ต่อมา ชาวนาก็ต้องมาเรียกร้องขอน้ำจากชลประทานให้มาช่วยเหลือในที่สุด

แล้วพอเข้าฤดูข้าวนาปี ก็มาเกิดฝนแล้งเพราะอิทธิพลเอลนินโญ่ ทำให้ฝนตกน้อยกว่าปีที่แล้วในช่วงเดียวกันกว่า 50 %

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเคยร้องขอให้ชาวนาเริ่มปลูกข้าวประมาณวันที่ 20 กรกฎาคม เพราะฝนน่าจะเริ่มมาในช่วงนี้ แต่ชาวนาก็ไม่เชื่อรัฐบาลอีก ทีนี้พอข้าวขาดน้ำ ก็มาโทษรัฐบาลทั้งปี

ทั้ง ๆ ที่ ชาวนาสร้างปัญหาให้ตัวเองทั้งสิ้น

คลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าว


และเพราะชาวนาไทยทำนาแบบผิดวิธีมานานแล้ว นายกฯ จึงอยากให้ชาวนาไทยปรับเปลี่ยนวิธีทำนาใหม่ทั้งประเทศ เพราะที่ผ่านมาหลายสิบปีชาวนาไทยใช้น้ำไม่คุ้มค่า

โดยนายกฯ บอกว่า จะต้องนำชาวนามาฝึกอบรมเรียนรู้วิธีการเกษตรทฤษฎีใหม่ ไม่ใช่บอกว่า ให้ชาวนาเปลี่ยนมาทำแบบนี้แล้วเขาจะทำได้ทันทีเลย เราต้องนำเขามาอบรมเรียนรู้ก่อน

ประเทศไทยใช้น้ำเพื่อการเกษตรร้อยละ 75 พึ่งระบบชลประทานร้อยละ 43 ภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 3 อุปโภคบริโภคร้อยละ 4 รักษาระบบนิเวศน์ร้อยละ 18

น้ำ 1 ลบ.ม. คนไทยสร้างผลผลิตได้มูลค่าเพียง 180 บาทเท่านั้น
ในขณะที่มาเลเซีย ใช้น้ำ 1 ลบ.ม. สามารถสร้างผลผลิตที่มีมูลค่ามากถึง 800 - 900 บาท

ที่สำคัญที่สุด คนไทยใช้น้ำเปลืองติด 1 ใน 5 อันดับแรกของโลก ซึ่งถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป เราอาจต้องซื้อน้ำจากต่างประเทศมาใช้ ซึ่งกำลังมีแนวโน้มว่า กำลังจะคิดหาทางไปซื้อน้ำจากสาละวิน และแม่น้ำโขง ผันมาใช้แล้ว

แต่ผมอยากฝากท่านนายกฯ ลุงตู่ ไว้สักเรื่องก็คือ "เหตุผลที่ชาวนาจำนวนมาก เลิกปลูกพืชเชิงเดี่ยวไม่ได้" 

-------------------

สาเหตุที่ชาวนาจำนวนมากเลิกปลูกพืชเชิงเดี่ยว แล้วหันมาทำเกษตรทฤษฎีใหม่ไม่ได้ 

ก็เพราะ ชาวนาส่วนใหญ่ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง ต้องเช่าที่ดินทำนา ดังนั้นชาวนาจึงไม่สามารถกำหนดการใช้ประโยชน์ในที่ดินแบบใหม่ได้เลย เพราะไม่ใช่ที่ดินของตัวเอง

คือ ชาวนามีหน้าที่มาเช่าที่ดินเพื่อปลูกข้าวได้อย่างเดียว เพราะเจ้าของที่นาเขาให้เช่าสำหรับทำนาได้อย่างเดียวเท่านั้น

ถ้าอยากจะเแบ่งพื้นที่ขุดบ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่บนบ่อปลา ปลูกพืชสวนครัว ปลูกผลไม้ ตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่จึงแทบไม่มีทางเป็นไปได้เลย

ดังนั้น รัฐบาลต้องหาทางแก้ปัญหาชาวนาที่เช่าที่ดินทำนา ว่าจะทำอย่างไรที่จะช่วยให้เขาสามารถหันมาทำเกษตรทฤษฎีใหม่ได้



ตอนนี้เริ่มมีพวกปลุกปั่น ให้ชาวนาเกลียดคนกรุงเทพฯ หาว่า ห้ามชาวนาสูบน้ำ เพื่อให้คนกรุงเทพ ฯ มีน้ำประปาใช้

ขอบอกว่า คนกรุงไม่เดือดร้อนเรื่องน้ำประปา ไม่เกี่ยวกับชาวนาสูบน้ำหรือไม่ เพราะกรุงเทพฯ ใช้น้ำประปาจากน้ำดิบหลายแห่ง อาจจะมีปัญหาค่าความเค็มสูงขึ้นบ้างในบางวัน แต่ก็ไม่เกินค่ามาตรฐานน้ำขององค์การอนามัยโลก

เหตุผลนึงที่การประปานครหลวงเคยแถลงข่าวว่า ที่การประปานครหลวงได้ลดการใช้น้ำดิบจากแม่น้ำเจ้าพระยาลงนั้น ก็เพราะต้องการให้เหลือน้ำจำนวนมากพอที่ไปผลักดันน้ำเค็มออกไป เพื่อช่วยลดความเสี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดกับพืชผลของเกษตรกรที่ใช้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา 

อย่างที่ผ่านมาในช่วงหลายเดือนมานี้ ชาวสวนนนทบุรีหลายรายหันมาใช้น้ำประปารดต้นไม้แทน เพราะภาวะน้ำเค็มหนุนสูงเริ่มมีปัญหามาเป็นระยะ ๆ การประปานครหลวงก็ได้ให้ส่วนลดค่าน้ำประปาเพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรในเบื้องต้น

ดังนั้นที่รัฐบาลห้ามชาวนาสูบน้ำ หมายถึง คนพื้นที่ภาคกลางจะไม่มีน้ำประปาภูมิภาคใช้ต่างหาก ไม่ได้หมายถึง ห่วงคนกรุงเทพฯ เลย

เพราะน้ำที่เขื่อนปล่อยมาในช่วงนี้เพื่อให้การประปาภูมิภาคผลิตน้ำประปา รวมถึงอาจมีชาวนาดักสูบน้ำ ซึ่งกว่าน้ำจะมาถึงกรุงเทพฯ ปริมาณน้ำก็ไม่ได้เหลือมากเท่าไหร่แล้ว หากการประปานครหลวงยังใช้น้ำดิบในปริมาณมากเหมือนปกติ ก็จะทำให้การผลักดันน้ำเค็มเป็นไปได้ยากขึ้น

ส่วนไอ้พวกที่ปลุกปั่นสร้างความแตกแยก พอพวกมันปลุกปั่นเสร็จ พวกมันก็อยู่กรุงเทพฯ แล้วใช้น้ำประปานครหลวงเหมือนเดิม โถ ไอ้เลว !!

ผมเชื่อเรื่องกุศลผลบุญ เช่น หากชาวนายอมเสียสละรออีกสักนิด กุศลผลบุญก็อาจช่วยให้ต้นข้าวแข็งแรงขึ้น ไม่ตายง่าย ๆ แล้วเดี๋ยวอาจมีฝนตกมาช่วยในที่สุด

ถึงฝนแล้ง หากเราไม่แล้งน้ำใจ เทวดาฟ้าดินจะเมตตา

-------------------

มีชาวนาบางคนคิดแบบนี้จริง ๆ 

มีชาวนาบางคนพูดยุยงกันว่า ปลูกข้าวไปเถอะ ถ้าเจ๊งก็ค่อยออกไปเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ

แม้รัฐบาลจะเคยบอกว่า จะไม่ช่วยเหลือ เพราะห้ามแล้วไม่ฟัง

แต่ชาวนาก็เถียงว่า รัฐบาลหน้าบางทั้งนั้น ไม่ว่าจะรัฐบาลเลือกตั้ง หรือรัฐบาลทหาร เพราะพอเจอชาวนาออกมาประท้วงเรียกร้องกันเยอะ ๆ เดี๋ยวรัฐบาลก็ต้องจ่ายเงินช่วยเหลืออยู่ดี เพราะกลัวเสียคะแนนนิยม

ดังนั้น เราจะเห็นว่า ชาวนาไทยบางพวกจึงไม่ค่อยเชื่อรัฐบาลกันเลย ทั้ง ๆ ที่ความจริง

นาปรัง หมายถึง ทำนานอกฤดูฝน ถ้าชาวนาในเขตชลประทานก็จะใช้น้ำในระบบชลประทานในการเพาะปลูก ซึ่งต้องฟังตามคำแนะนำของกรมชลประทานว่า ควรปลูกข้าวในพื้นที่เท่าไหร่ เพื่อให้เหมาะสมกับน้ำในระบบชลประทานที่มีอยู่ แต่นาปรังฤดูกาลที่แล้ว ชาวนาภาคกลางก็แห่กันทำนามากเกินกว่าที่กรมชลประทานแนะนำ

ทั้ง ๆ ที่ในช่วงหลายปีมานี้ กรมการข้าวพยายามรณรงค์ให้ชาวนาทำนาปีละไม่เกิน 2 ครั้ง ช่วงเวลาที่เหลือให้ปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อยทดแทน แต่ชาวนาภาคกลางไม่สน ฉันจะทำนาปีละ 3 ครั้ง แล้วจะทำไม ???


นาปี หมายถึง การทำนาในฤดูฝน ซึ่งควรใช้น้ำฝนตามธรรมชาติเป็นหลักในการเพาะปลูก แต่ชาวนาในระบบชลประทาน คิดแต่จะมาเอาน้ำในระบบชลประทานมาใช้เพาะปลูกแทนน้ำฝนตลอด แต่ไม่มีบ่อกักเก็บน้ำ ในที่นากันเลย เป็นแบบนี้มาตลอดหลายสิบปีจนเสียนิสัยไปแล้ว

ในเมื่อรัฐบาลบอกว่า ฝนจะแล้ง ฝนจะทิ้งช่วง ก็ควรชะลอการปลูกข้าวนาปีออกไปก่อน แต่ชาวนาระบบชลประทานไม่สน ฉันจะปลูกซะอย่าง ฉันจะเอาน้ำในระบบชลประทานมาใช้ซะอย่างใครจะทำไม ???

ลองมองไปที่ชาวนาภาคอีสาน ซึ่งนาข้าวส่วนใหญ่อยู่นอกระบบชลประทาน ถามว่า ฝนแล้ง นาล่ม ชาวนาอีสานจะไปโทษใครดี โทษที่รัฐบาลที่ยังไม่มีคลองชลประทานให้เขาสูบน้ำเหมือนชาวนาภาคกลางดีไหม ?  (งั้นต้องโทษรัฐบาลในอดีตทุกรัฐบาลที่ผ่านมา)

ในกรณีที่น้ำแทบจะไม่เหลือ มีไม่พอใช้ รัฐบาลก็ต้องจัดลำดับความสำคัญของการใช้น้ำ นั่นคือ น้ำเพื่อกิน เพื่ออุปโภคบริโภคสำหรับมนุษย์ ต้องสำคัญที่สุด

แต่ผมก็ไม่โทษชาวนาที่ดักสูบน้ำในตอนนี้หรอก เพราะคนเราเมื่อเข้าตาจน จะเป็นหนี้ท่วมหัว เขาก็ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดแบบนี้แหละ

เพราะปัญหาแท้จริงมันอยู่ที่วิธีการปลูกข้าวของชาวนาที่ผิดมานานแล้ว คือ ชาวนาละทิ้งวิถีดั้งเดิม ละทิ้งบ่อน้ำ ไม่ทำตามแนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่กัน

คลิกอ่าน พระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้า กับเหตุผลที่ชาวนาไม่มีน้ำทำนา


วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เมื่อคำรณวิทย์รอดคุกญี่ปุ่น ก็ไม่ควรรอดคุกไทย






เป็นข่าวหลุดรอดมาร่วมอาทิตย์แล้วว่า อัยการญี่ปุ่นคงจะไม่สั่งฟ้องคำรณวิทย์ ข้อหาพกอาวุธขึ้นเครื่องบินที่ญี่ปุ่น

และสุดท้ายเมื่อครบกำหนดฝากขัง 20 วัน อัยการญี่ปุ่นก็มีคำสั่ง ไม่สั่งฟ้องคำรณวิทย์ ตามคาด แต่จะทางการญี่ปุ่นจะยึดปืนของกลางเอาไว้

แต่อยากให้ทราบว่า ที่อัยการญี่ปุ่นไม่สั่งฟ้องนั้น ไม่ได้หมายความว่า คำรณวิทย์ไม่ผิด แต่เป็นการไม่ฟ้องอย่างมีเงื่อนไข ที่เกิดจากการตกลงกันของฝ่ายทางการไทยที่พยายามวิ่งเต้นช่วยเหลือเต็มที่

ซึ่งก็ไม่รู้จะวิ่งเต้นช่วยเหลือไปทำไม ? (แต่ความจริงก็น่าจะรู้นะ)

แหล่งข่าววงในบอกว่า เป็นการขอร้องให้ทางการญี่ปุ่นส่งตัวคำรณวิทย์กลับมาดำเนินคดีในไทยแทน เพราะถือว่า เรื่องนี้ถือเป็นความผิดของฝ่ายไทยเช่นกัน ที่ปล่อยให้คำรณวิทย์นำปืนจิ๋วออกนอกประเทศไทยไปได้

แน่นอน สายสัมพันธ์อันดีระหว่างทางตำรวจไทยและทางตำรวจญี่ปุ่น และสายสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ประกอบกับคำรณวิทย์เป็นถึงนายตำรวจใหญ่ของไทย หากต้องติดคุกในญี่ปุ่น ย่อมสร้างความเสียหายด้านภาพลักษณ์ให้หลายฝ่าย

แม้อัยการญี่ปุ่นจะไม่สั่งฟ้องคำรณวิทย์ แต่ก็มีข้อแม้ห้ามคำรณวิทย์เข้าญี่ปุ่นอย่างน้อย 1 ปี ในกรณีเป็นการถูกส่งตัวกลับแบบธรรมดา

แต่ถ้าเป็นอีกกรณี คือ  คำรณวิทย์ถูกทางการญี่ปุ่นผลักดันให้ออกจากประเทศญี่ปุ่น (เนรเทศ) กรณีนี้จะหนักยิ่งกว่า คือเข้าข่ายเป็นบุคคลต้องห้าม ถูกขึ้นแบล็คลิสต์ของญี่ปุ่น คำรณวิทย์ก็จะถูกห้ามเข้าญี่ปุ่นในระยะเวลาที่นานกว่า 1 ปีแน่นอน แต่จะเป็นกี่ปี ก็แล้วแต่ทางการญี่ป่นจะประกาศอีกที

การถูกญี่ปุ่นห้ามเข้าประเทศ ถือเป็นการลงโทษอย่างหนึ่ง คือ ไม่ต้องติดคุกให้เปลืองข้าวญี่ปุ่น แต่คือมาตรการลงโทษให้อับอายขายขี้หน้า ซึ่งคนอย่างคำรณวิทย์จะรู้สึกอายเป็นหรือไม่ อันนี้ก็แล้วแต่..

------------------------

แล้วเมื่อคำรณวิทย์ กลับมาไทยแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องทำคือ สอบสวนกรณีพกอาวุธออกจากประเทศไทยไปได้อย่างไร 

ซึ่งนี่แหละที่ทางการไทยถึงต้องการให้คำรณวิทย์กลับมา เพื่อจะได้เปิดปากแฉถึงผู้สมรู้ร่วมคิด หรือ ผู้อำนวยความสะดวกให้คำรณวิทย์พกปืนออกจากไทยไปได้ง่าย ๆ

แต่อย่างไรก็ตาม คำรณวิทย์จะต้องมีความผิดในคดีพกอาวุธผ่านออกจากไทยไปญี่ปุ่น เพราะถือว่า ทางการไทยได้มีการขอร้องให้ญี่ปุ่นส่งตัวคำรณวิทย์กลับมาดำเนินคดีที่ไทยแล้ว

และต้องไม่ลืมว่า ทางการญี่ปุ่นได้สอบสวนแล้วว่า ปืนจิ๋วของคำรณวิทย์ไม่มีเลขทะเบียนของไทย แสดงว่า คำรณวิทย์จะต้องเจอคดีมีปืนเถื่อนไว้ในครอบครองอีกคดีด้วย

ถ้าหากทางการไทย หรือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ดำเนินคดีกับคำรณวิทย์ ก็เท่ากับ สร้างความเป็นอภิสิทธิ์ชนให้กับนายตำรวจใหญ่ให้เกิดขึ้นจริง ๆ

และเท่ากับว่า ทางการไทยไม่ทำตามที่ได้รับปากกันเป็นการภายในกับทางการญี่ปุ่นเอาไว้ ว่าจะขอนำตัวคำรรณวิทย์กลับมาดำเนินคดีในไทยแทน (เพื่อรักษาหน้าภาพลักษณ์ของ สนง.ตำรวจแห่งชาติ)

ดังนั้น ถ้าคำรณวิทย์ไม่มีโทษความผิดคดีนี้ในไทยอีก ก็เท่ากับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติช่วยเหลือพวกพ้องเดียวกันให้เป็นอภิสิทธิ์ชน 


พล.ต.ท. คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง กลับจากคุกญี่ปุ่นมาถึงไทย เด่นชัดด้วยเข็มขัดแอร์เมส 

ส่วนการที่ พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ได้แสดงความเห็นว่า การโหลดกระเป๋าไว้ใต้เครื่อง จึงทำให้ไม่ถูกตรวจพบ เพราะเจ้าหน้าที่จะเน้นตรวจเฉพาะสัมภาระที่นำขึ้นบนเครื่องบินมากกว่า เพราะสามารถหยิบฉวยนำมาใช้ได้

คือผมว่า ถ้าท่านนวยนิ่ม ลองพูดแบบนี้ ก็เท่ากับยิ่งซ้ำเติมความโหลยโท่ยของมาตรฐานการตรวจสอบความปลอดภัยของสนามบินและสายการบินแล้วล่ะครับ

แสดงว่า ต่อไปใครพกปืนแล้วเก็บไว้ในกระเป๋าโหลดไว้ใต้เครื่อง ก็เอาออกนอกประเทศไทยได้สบาย ๆ อย่างนั้นเหรอครับ ??

เผลอ ๆ นี่อาจเป็นแผนสองชั้นของญี่ปุ่น คือ ยอมส่งตัวคำรณวิทย์กลับไทย เพื่อให้ไทยพิสูจน์มาตรฐานความปลอดภัยทางการบิน

ซึ่งถ้าไทยยังไม่เอาผิดคำรณวิทย์อีก  ICAO อาจปรับไทยสอบตกมาตรฐานความปลอดภัยทางการบินตลอดกาลไปเลยก็ได้ครับ

คลิกอ่าน ท่านอำนวย มั่วนิ่มช่วยมโน ปืนจิ๋วไม่ใช่ของคำรณวิทย์


วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

นายกฯ ตู่ควรแนะนำปลูกหมามุ่ยในปากควายแดง







ผมเป็นคนที่ชอบไปอ่านความเห็นของพวกเสื้อแดง ในเพจข่าวประชาชาติธุรกิจ ซึ่งถ้าใครไม่มีความอดทนมากพอ ผมขอแนะนำว่า อย่าไปอ่านความเห็นพวกเสื้อแดงในเพจนี้นะครับ

เพราะคุณอาจทนรับความโง่ของพวกเสื้อแดงไม่ไหว

เพราะพวกเสื้อแดง ที่ได้รับการเลื่อนขั้นเป็นควายแดงแล้วของอุ๊งอิ๊ง เป็นประเภท อ่านแต่หัวข้อข่าว แล้วด่าทันที โดยไม่เคยตามไปอ่านรายละเอียดของข่าว

ถ้าคุณผู้อ่านเป็นแฟนเพจของผม ผมมักจะนำการแสดงความเห็นโง่ ๆ ของพวกเสื้อแดงมาวิจารณ์ให้เห็นถึงความโง่อย่างชัดเจนในเฟสของผมบ่อย ๆ

อย่างก่อนหน้านี้ นายกฯ แนะนำปลูกพืชถั่ว พวกเสื้อแดงก็ไม่อ่านข่าว ด่ากันรัว ๆ ทันที

ทั้ง ๆ ที่ นายกฯ ต้องการจะบอกว่า ปลูกข้าวมันเปลืองน้ำ แถมเสี่ยงขาดทุนเพราะภัยแล้งปีนี้ ในเมื่อน้ำไม่พอปลูกข้าว ปลูกไปก็เสี่ยงขาดทุน ก็น่าจะหันไปปลูกพืชอย่างอื่นทดแทนแล้วใช้น้ำน้อยกว่า เช่น ปลูกถั่ว เป็นต้น

ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้ว่า ประเทศไทยปลูกถั่วเหลืองไม่พอใช้ จะต้องนำเข้าถั่วเหลืองจากต่างประเทศ เช่น จีน เขมร บราซิล เพื่อมาผลิตน้ำมันถั่วเหลือง และอาหารสัตว์ปีละหลายล้านตัน

หรืออย่างนายกฯ ตู่ ก็เคยพูดว่า ลองหันมาปลูกข้าวโพดในนาข้าวบ้างก็จะดี จะได้ไม่ไปปลูกข้าวโพดบนป่าต้นน้ำ จนทำให้เกิดปัญหาภัยแล้งในวันนี้

ซึ่งจริง ๆ ผมว่า นายกฯ ตู่ก็ควรเรียกบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอาหารสัตว์มาพูดเรื่องนี้ด้วย

คือ ไอ้พวกสื่อจอมเสี้ยมหลายสำนัก ก็มักจะพาดหัวข่าวเพื่อจุดชนวนให้คนด่านายกฯ โดยเฉพาะสื่อที่เป็นขี้ข้าทักษิณ

เพราะสื่อขี้ข้าทักษิณพวกนี้ก็รู้ดีนะว่า พวกเสื้อแดงเป็นประเภทไม่ชอบอ่านรายละเอียดข่าว แค่พอเห็นพาดหัวแรง ๆ ก็ขอด่าไว้ก่อนพ่อมันสอนไว้

เช่น เคยพาดหัวว่า "นายกฯ แนะนำปลูกถั่วแทนปลูกข้าว" ซึ่งนายกฯ ก็ไม่ได้บอกให้เลิกปลูกข้าว เพียงแต่แนะนำว่า ไม่ต้องปลูกข้าวกันตลอดปีตลอดชาติก็ได้ ลองสลับไปปลูกพืชอย่างอื่นบ้าง ที่ใช้น้ำน้อยกว่า อายุสั้นกว่า แต่ได้ราคาดีไม่แพ้ขายข้าว เป็นต้น

แล้วท่านนายกฯ ก็ยกตัวอย่างพืชบางชนิดให้เห็นเป็นตัวอย่าง ซึ่งไม่ได้หมายความว่า จะต้องให้ชาวนาแห่มาปลูกพืชชนิดเดียวกันอย่างเดียวเหมือนกันหมด เพราะถ้าปลูกพืชเหมือนกันหมด มันก็จะราคาตก หาตลาดขายก็จะยาก

แต่การพาดหัวเจตนาหวังให้คนด่านายกฯ เพียงเท่านี้ พวกเสื้อแดงก็ระดมด่านายกฯ ได้อย่างเต็มที่แล้ว ตามประสาควายแดง

อย่างล่าสุด เรื่องนายกฯ บอกว่า ชาวนาควรหันมาปลูกพืชสมุนไพรในช่วงที่ทำนาไม่ได้บ้าง เจตนาก็เพื่อจะให้ชาวนาหันมาปลูกอะไรที่ได้ราคาแพงกว่า มีกำไรมากกว่า โดยจะให้กระทรวงสาธารณสุขเข้าไปช่วยดูแลการตลาดให้ แล้วนายกฯ ก็ยกตัวอย่าง เช่น ปลูกหมามุ่ย

นายกฯ ไม่ได้หมายถึงจะให้ชาวนาทุกคนต้องหันมาปลูกหมามุ่ยเหมือนกันหมด เพราะถ้าปลูกเหมือนกันมาก ๆ เดี๋ยวก็ราคาตกต่ำอีก

แต่การปลูกหมามุ่ย มันเป็นแค่ตัวอย่างที่ยกมาให้เห็นเท่านั้น ยังมีสมุนไพรอีกหลายชนิดที่ยังเป็นที่ต้องการในตลาดยาสมุนไพรของการแพทย์ทางเลือก ซึ่งตอนนี้โรงพยาบาลรัฐหลายแห่งเริ่มมีหน่วยแพทย์ทางเลือก ซึ่งจะใช้สมุนไพรรักษาโรคพื้นฐานให้ประชาชน แล้วโรงพยาบาลก็จะไปส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ปลูกพืชสมุนไพรเพื่อป้อนให้โรงพยาบาล

และหลังจากที่นายกฯ พูดถึงการปลูกหมามุ่ย ทางโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ ก็ออกมาแนะนำว่า เกษตรกรควรปลูกสมุนไพรตดหมูตดหมา จะดีกว่า  เพราะมีสรรพคุณหลากหลายกว่าหมามุ่ย ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยยังไม่มีการนำมาพัฒนาเท่าที่ควร คลิกอ่านข่าว

แต่พวกเสื้อแดงหลายเพจ ก็รีบบิดเบือนหลอกพวกควายแดงที่เป็นลูกเพจทำนองว่า นายกฯ สั่งให้เลิกปลูกข้าว ให้ชาวนามาปลูกหมามุ่ยแทน

และที่จริง นายกฯ ตู่ เคยพูดถึงเรื่อง เกษตรทฤษฎีใหม่ คือ การแบ่งสรรพื้นที่เพื่อปลูกพืชสวนผสม ไม่ควรปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างเดียวเพราะจะใช้น้ำมาก สร้างปัญหาภัยแล้ง ในรายการคืนความสุขให้คนในชาติหลายครั้ง

ฉะนั้นการที่นายกฯ พูด มันมีที่มาที่ไปมาหลายครั้งหลายหนแล้ว ไม่ใช่อยู่ ๆ จะเพิ่งมาบอกให้ปลูกหมามุ่ย แค่ในวันนี้เท่านั้น

แต่พวกควายแดงมันคงไม่เคยฟัง ไม่เคยดูรายการคืนความสุขให้คนในชาติ กันเลย พวกนี้ก็เลยสักแต่บิดเบือนเพื่อจะด่าลูกเดียว เหมือนไอ้เพจโง่ ๆ เพจนี้




บอกตรง ๆ พวกที่เอาแต่ยึดติดแต่ระบอบประชาธิปไตย จะกลายเป็นคนโง่

เพราะอคติจะบดบังปัญญา ทั้ง ๆ ที่ กรณี กรีซ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดระบอบประชาธิปไตยก็มีให้เห็นเป็นตัวอย่างให้เห็นแล้วว่า

ระบอบที่เลวน้อยที่สุด ถ้าอยู่ในมือนักการเมืองที่เลวที่สุด ประเทศมันก็ล้มละลายได้

ดังนั้น พวกควายแดง ถ้าอยากจะเลิกโง่ ก็หัดยึดผลประโยชน์ประเทศชาติเป็นหลัก อย่าเอาแต่มีอคติ จนขวางสติปัญญาจนหมด

อย่างเมื่อวานนี้ มีลุงแก่ ๆ 2 คน ชูป้ายฝ่าวงล้อมพวก  14 นศ. และกองเชียร์ว่า

"เผด็จการที่ดี ดีกว่า ประชาธิปไตยที่เลว"



พวกที่มาคอยสนับสนุน 14 นศ. ออกจากคุก ต่างไม่พอใจ ตะโกนด่าลุงที่ถือป้าย จนอาจเกิดการทะเลาะหรือทำร้ายลุง 2 คนนี้ได้

ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องรีบนำพาตัวลุงแก่ 2 คนที่ถือป้าย ออกจากบริเวณหน้าเรือนจำทันที

ถามว่า นี่หรือประชาธิปไตยใหม่ที่พวกมึงเรียกร้อง แค่ลุงแก่ ๆ ถือป้ายเห็นต่างจากพวกมึง พวกมึงยังทนไม่ได้เลย

พวกมึงก็สักแต่ว่าทหาร แต่พวกร่านเสือกเป็นเอง ถุย !!!