วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2558

ตรรกะควายแดง ยางพารา ปาล์ม กุ้ง ราคาตกก็เป่านกหวีดสิ



(ยอดไลค์เดิม 53 ไลค์หายไปเพราะความไม่เสถียรของระบบ)


เอ่อ... ควายแดงก็ยังเป็นควายแดงวันยังค่ำ ตอนนี้ราคายางพาราตก ราคาปาล์มตก พวกควายแดงก็เลยประชดชาวสวนยาง สวนปาล์ม ภาคใต้ว่า ก็ไปเป่านกหวีดสิ

แล้วพวกมันก็ขำกันบนความโง่ของตัวเอง

ผมขออธิบายอีกครั้งหลังเคยอธิบายในบทความเก่า ๆ ไปแล้วว่า ตอนที่ชาวสวนยางพาราออกมาประท้วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ สาเหตุหลักที่ทำให้ชาวสวนยางเดือดมาก เพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์มันทุ่มงบประมาณละลายแม่น้ำไปช่วยชาวนาในโครงการจำนำข้าวชิบหายไปหลายแสนล้านบาท แต่กลับไม่ช่วยชาวสวนยางให้เท่าเทียมกัน

ทั้ง ๆ ที่ ยางพาราทำรายได้เข้าประเทศไทยมากกว่ารายได้จากการขายข้าวเสียอีก แถมเนื้อที่ปลูกยางก็น้อยกว่าพื้นที่ปลูกข้าวหลายเท่า

การที่ชาวสวนยางไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างเท่าเทียมกันกับชาวนา จึงทำให่้ชาวสวนยางเดือดแค้นจัดต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์

แล้วขอถามควายแดงกลับว่า ชาวนาไม่มาประท้วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์เหรอไง ตอนนั้นชาวนาผูกคอตายไปแล้วกี่ราย ? และเดี๋ยวนี้ชาวสวนยางก็ไม่ได้มีแค่ภาคใต้เท่านั้น

แต่ทุกวันนี้ รัฐบาล คสช. ไม่ได้ใช้นโยบายเลว ๆ แบบยิ่งลักษณ์อีกแล้ว ไม่ได้ช่วยชาวนาจนชาติชิบหายวายป่วงอีกแล้ว ถึงชาวสวนยางจะเดือดร้อน หรืออยากจะเรียกร้องความช่วยเหลือจากรัฐบาล คสช. มากแค่ไหน แต่มันก็จะไม่รุนแรงเท่าสมัยรัฐบาลอีโง่หรอกครับ

เพราะความไม่เท่าเทียมกันในนโยบายนี่แหละครับ คือ เหตุปัญหาที่รัฐบาลอีโง่เลือกปฏิบัติ

ทำไมราคายางพารา ราคาปาล์ม ราคาตก ?

เหตุผลยาว ๆ เรื่องราคายางพาราตก ผมเคยเขียนไว้แล้วในบทความเก่า แต่บทความนี้มีเรื่องปาล์มมาเกี่ยวข้องด้วย

คลิกอ่าน สาเหตุที่ยางพาราราคาตก

ผมเลยขออธิบายสั้น ๆ ว่า เพราะราคาน้ำมันโลกตกต่ำ ซึ่งราคาน้ำมันโลกเป็นผลให้ราคายางพาราพลอยตกต่ำไปด้วย เพราะผลผลิตจากน้ำมันคือ ยางสังเคราะห์ราคาตก คนเลยหันไปใช้ยางสังเคราะห์มากขึ้น ทำให้ยางพาราซึ่งปกติราคาแพงกว่ายางสังเคราะห์ก็เลยขายได้น้อยลง

เช่นเดียวกัน น้ำมันก็มีผลต่อน้ำมันปาล์มด้วย เพราะพอน้ำมันราคาถูกลง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้น้ำมันทดแทนอย่างน้ำมันปาล์มมากเท่าเดิมอีก

ถ้าใครบอกว่า อยากให้ยางพาราราคาดีกิโลละ 174 บาท มึงก็รอให้น้ำมันดิบโลกกลับไปแพงที่ 147 เหรียญก่อนสิวะ

ส่วนปัญหาปาล์มราคาตก ชาวสวนปาล์มอ้างว่า เพราะ  รมว.พาณิชย์เคยพูดว่า ถึงรัฐจะนำเข้าน้ำปาล์มเข้ามา 5 หมื่นตันแบบระยะสั้น แต่รับรองราคาปาล์มในประเทศก็จะไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 5 บาท

แต่ราคาปาล์มวันนี้ราคาเหลือกิโลกรัม 3- 3.50 บาทแล้ว  กระทรวงพาณิชย์ต้องตอบคำถามนี้ให้ได้ เพราะถ้าเป็นความผิดพลาดจากรัฐบาลจริง ๆ ก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ

ส่วนขอเรียกร้องของชาวสวนปาล์มตอนนี้คือ ให้รัฐประกันราคาในกิโลละ 5 บาท !!เพราะชาวสวนปาล์มอ้างว่า ต้นทุนอยู่ที่กิโลกรัมละ 4 บาท

ประเด็นที่สำคัญอีกประเด็นก็คือ ต้นทุนการปลูกปาล์มของไทยก็แพงกว่าประเทศที่ปลูกปาล์มรายใหญ่ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย จึงทำให้มีน้ำมันปาล์มจากต่างประเทศหลุดเข้ามาเป็นน้ำมันปาล์มเถื่อนในไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งอันนี้เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลที่ไม่อาจปฏิเสธได้

ถามว่า ทำไมผลปาล์มราคาตกมาก แต่ทำไมน้ำมันปาล์มราคาไม่ลดลงตาม ??

-------------

อธิบายเสริม ทั้งยางพาราและน้ำมันปาล์ม เมื่อตอนราคาดีจากน้ำมันดิบโลกราคาสูง เศรษฐกิจทั่วโลกดี เกษตรกรก็ถูกส่งเสริมให้ปลูกพืชทั้งสองชนิดมาก แต่พอราคาตก ผลผลิตก็เหลือล้นตลาด จึงเป็นปัญหาในตอนนี้

--------------------

ราคากุ้งตก แต่ควายแดงก็ยังโชว์โง่เหมือนเดิม

เฮ่อ... ประเทศไทยไม่เจริญเพราะควายแดงมันเยอะจริง ๆ เมื่อกี้ไปอ่านข่าวกุ้งราคาตก ไอ้พวกควายแดงแม่งไม่เคยอ่านเนื้อหาข่าว มันก็ด่า คสช. ทันที

ทั้ง ๆ ที่ ปัญหาที่เกิดมันเริ่มมาตั้งแต่ปี 2554 แล้ว จากโรคตายด่วน EMS ของกุ้ง เรื่อยมา

ทีนี้เขากำลังจะขอให้รัฐบาลช่วยเหลือในหลายด้าน ทั้งปัญหาราคารับซื้อกุ้งตก แต่ทำไมราคาในตลาดยังแพงเหมือนเดิม รวมถึงช่วยเหลืองบด้านการป้องกันโรคตายด่วนของกุ้ง

พอแค่ข่าวเพิ่งออกเท่านั้น ควายแดงแม่งด่าก่อนล่วงหน้า ทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้เลยว่า รัฐบาลเขาจะแก้ปัญหาได้หรือไม่ได้

แถมเรื่อง eu จะคว่ำบาตรแรงงานทาสประมง มันก็เป็นเรื่องที่หมักหมมมานานแล้ว ตั้งแต่รัฐบาลประชาธิปไตยนั่นแหละ

แล้วถ้าแก้ปัญหาแบบโง่ ๆ ด้วยการเอาภาษีชาติหลายแสนล้านจ่ายพยุงราคาให้เกษตรกรไปแบบอีโง่มันทำ มันแก้ง่ายนะ แต่ความชิบหายจะตามมาทีหลัง โถ ไอ้ควายแดงเอ๋ย

--------------------

ประเทศมาเลเซีย เขาเลิกช่วยชาวสวนยาง ชาวนา และชาวสวนปาล์มนานแล้ว เพราะการช่วยเหลือเกษตรกรมากเกินไป คือการสร้างความอ่อนแอให้เกษตรกรได้แต่แบมือขอ ไม่สามารถยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งตัวเอง

คือ คนเรานะ ถ้ามันได้รับการป้อนอาหารมาตลอด มันก็จะกินอาหารเองไม่เป็น

เช่นเดียวกัน เกษตรกรไทยดำเนินวิถีการเกษตรที่ผิดพลาดมากว่า 50 ปี พอพืชผลขายไม่ได้ราคา ก็ออกมางอแงเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยซื้อผลผลิตราคาแพง ๆ

ทั้ง ๆ ที่ หนทางที่ถูกต้อง ต้องไม่ใช่ให้รัฐบาลรับซื้อผลผลิตราคาแพง ๆ

คือบอกตามตรง เราต้องปล่อยให้เกษตกรโง่ ๆ ตายห่าไปซะบ้าง

ผมคงต้องบอกว่า ผมเขียนแรง ๆ แบบนี้แหละ เพราะไม่งั้นเกษรกรไทยก็จะไม่ฉลาดขึ้นสักที ทั้ง ๆ ที่มีตัวอย่างเกษตรกรฉลาด ๆ มากมาย ที่เขาพบหนทางรอดแล้ว

รัฐบาลไม่ควรช่วยประกันหรือจำนำราคาสินค้าการเกษตร แต่ควรหาทางช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตให้ถูกลง แล้วอยู่ด้วยกลไกตลาดโลกได้

แต่เมื่อหลายปีก่อน รัฐบาลได้มีการแจกปุ๋ยให้ชาวสวนยาง สุดท้าย แม่งปุ๋ยปลอม !!  จะเป็นรัฐบาลไหน ไปสืบค้นย้อนหลังกันเอง


คลิกอ่าน มาด่า คสช. อย่างสร้างสรรค์ดีไหม

คลิกอ่าน ชาวสวนยางและเกษตกรไทยหัดอยู่บนโลกแห่งความจริงบ้าง


วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2558

รายการสามัญชนคนไทย ของมาโนช ดีทุกอย่างยกเว้น







รายการ สามัญชนคนไทย ทางไทยพีบีเอสของคุณมาโนช พุฒตาล น้องชายของคุณดำรง พุฒตาล (พิธีกรอันดับ 1 ของไทยเมื่อ 30 ปีที่แล้ว) ซึ่งเป็นรายการที่ดีมาก เพราะการนำเสนอเนื้อหาตรงใจกับอุดมการณ์ของผมทุกอย่าง

แต่รายการสามัญชนคนไทย มีข้อติ ข้อเสียเรื่องเดียว นั่นคือ ฝีมือกีต้าร์ของคุณมาโนช ที่ใช้ประกอบรายการ ซึ่งจัดว่าเล่นกีต้า์เก่งมากครับ แต่สำเนียงกลับเห่ยสุด ๆ

หมายถึง ดูก็รู้ว่าคุณมาโนชเป็นคนที่ฝึกฝนกีต้าร์จนเก่งมาก เพราะผมเคยเห็นประจักษ์แล้วหลายหน ตั้งแต่คุณทำอัลบั้มให้วงดิโอฬาร ฯ

แต่ !! ถึงคุณจะเก่งกีต้าร์ แต่ก็เก่งแบบพรแสวง ไม่ใช่พรสวรรค์ !!

เพราะสำเนียงกีต้าร์ของคุณมาโนช บอกตรง ไม่เพราะเลย ไม่ไพเราะสมกับฝีมือกีต้าร์ที่คุณมี คือ ตีคอร์ดก็ไม่เพราะ เล่นฟิคเกอร์ ก็ห้วน แข็ง สำเนียงเห่ย

แปลง่าย ๆ คือ เล่นเก่ง แต่ไม่ไพเราะ สำเนียงแข็ง ๆ ห้วน ๆ ไม่ไหลรื่น แต่โอเค พอฟังได้

เพลงประกอบที่ใช้ในรายการที่เพราะ ๆ ฟังดูรู้ทันทีว่า ไม่ใช่การเล่นของคุณมาโนช ตัวอย่าง เพลงของ depapepe เป็นต้น

ยิ่งถ้าคุณมาโนช เอื้อนเอ่ยร้องเพลงเมื่อไหร่ แปลว่าจบครับ คือตายสนิท

คุณมาโนช คุณไม่มีแววเป็นนักร้องได้เลย คือ เสียงห่วย ร้องเพลงอะไรต่อมิอะไร ก็กลายจะเป็นเพลงเดียวกันไปหมด

ขออภัย ที่ขอวิจารณ์ตรง ๆ ทั้ง ๆ ที่ ผมเป็นแฟนรายการบันเทิงคดีของคุณมาโนช มานานนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน

----------------

รายการสามัญชนคนไทยตอนที่ดีที่สุด ตอน ชีวิตเกษตรกรกลายพันธุ์

เหตุที่ชาวนาไทยยากจนเพราะถูกหลอก ถูกสอนในสิ่งผิด ๆ มานาน

และที่สำคัญที่สุด ชาวนาไทยในทุกวันนี้ ไม่ยอมเปลี่ยนแนวคิดและทัศนคติเดิม ๆ จากการการทำนาแบบอาศัยปุ๋ย ยา เปลี่ยนมาเป็นแนวทางเกษครอินทรีย์ นั่นเพราะชาวนาไทยไม่กล้าเปลี่ยนแปลง นั่นเอง

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ชาวนาทุกคนรู้ทั้งรู้ว่า ตอนนี้การทำนาแบบใช้ปุ๋ย ยา มันสิ้นเปลือง ทำให้ต้นทุนสูง แต่ชาวนาไทยส่วนใหญ่ก็ยังไม่กล้าเปลี่ยนแปลงมาทำนาแนวเกษตรทฤษฎีใหม่กัน

ทำไม ??




วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2558

สมเด็จพระมหาอุปราชา คือ พระเอกผู้เสียสละตัวจริง






(หมายเหตุ ยอดไลค์เดิม 204 ไลค์หายไปเพราะความไม่เสถียรของเฟสบุ๊ค)

ช่วงนี้มีภาพยนตร์เรื่อง นเรศวร ตอน อวสานหงสา เข้าฉาย ซึ่งเป็นตอนจบของตำนานสมเด็จพระนเรศวร ที่ฉายต่อเนื่องมากว่า 15 ปีมาแล้ว

ผมเองนั้นไม่ได้ดูหนังเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรเลยสักภาค แต่อยากจะย้อนกลับไปเล่าถึงตอนศึกยุทธหัตถี ซึ่งเป็นภาคที่ผ่านมา

ในตอนยุทธหัตถี ฉากที่ไคลแมกซ์ที่สุดของภาคนี้ก็คงไม่พ้นการทำยุทธหัตดีระหว่างสมเด็จพระนเรศวร และสมเด็จพระมหาอุปราชา หรือ มังกะยอชวา โอรสของพระเจ้านันทบุเรง

แน่นอน ตามประวัติศาสตร์และพงศาวดารไทย เรายกย่องให้สมเด็จพระนเรศวรคือพระเอก ผู้เก่งกล้า กษัตริย์มหาราชผู้ปลดแอกกรุงศรีอยุธยาออกจากการเป็นเมืองขึ้นหงสาวดี

ก่อนอื่น ขอปูพื้นทำความรู้จักยุทธหัตถีภายใน 3 นาทีก่อนครับ ก่อนที่ผมจะเล่าในมุมมองอีกมุมมองที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยิน



เรื่องราวต่อไปนี้ ผมเขียนจากความทรงจำจากที่เคยอ่านเรื่องนี้มาในสมัยเด็ก ๆ นะครับ หากมีข้อบกพร่องอันใดไปบ้างก็ขออภัยไว้ก่อน

เรื่องที่จะเล่านี้ ถ้าผมจำไม่ผิด ผมอ่านมาจากพระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งทรงแต่งไว้ในลิลิตตะเลงพ่าย

ลิลิต คือการแต่งโคลงสลับร่าย (อาจจะมีกาพย์ฉบัง ๑๖ เพื่อช่วยเดินเรื่องให้เร็วขึ้น)

ซึ่งต่อมาผมจำไม่ได้แน่นอนว่า ผมได้อ่านในบทประพันธ์แบบร้อยแก้วของผู้ใด ที่ได้แต่งจากการตีความจากลิลิตตะเลงพ่ายอีกทีนึง

เริ่มนะครับ ผมจะขอเล่าเป็นเรื่องเล่าในแบบที่ผมจำได้

ก่อนอื่นเราต้องรู้พื้นหลังก่อนว่า สมเด็จพระนเรศวร ทรงถูกนำตัวไปเป็นองค์ประกันที่กรุงหงสาวดี โดยทรงถูกเลี้ยงเป็นประหนึ่งโอรสบุญธรรมของพระเจ้าบุเรงนอง และทรงมีความสัมพันธ์กับมังกะยอชวา หรือพระมหาอุปราชา โดยทั้งสองพระองค์ทรงสนิทสนมประหนึ่งพี่น้องกัน เพราะเรียนมาด้วยกัน เล่นกันมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ๆ

โดยสมเด็จพระนเรศวรจะเรียกสมเด็จพระมหาอุปราชา ว่า เสด็จพี่ หรือ พระเจ้าพี่

ในพงศาวดารไทยจะเขียนยกย่องว่า สมเด็จพระนเรศวร ทรงเก๋งกว่าสมเด็จพระมหาอุปราชาในทุกด้าน แข่งตีไก่กัน สมเด็จพระนเรศวรก็ชนะ อะไรประมาณนั้น แต่ในพงศาวดารพม่าไม่มีเอ่ยถึงเรื่องนี้แต่อย่างใด

ทีนี้กลับมาที่ลิลิตตะเลงพ่าย ซึ่งได้เขียนแปลความได้ว่า พระเจ้านันทบุเรงมีรับสั่งให้สมเด็จพระมหาอุปราชาไปตีกรุงศรีอยุธยา แต่สมเด็จพระมหาอุปราชาไม่อยากจะทำสงครามครั้งนี้ เหตุเพราะ มีคำทำนายจากโหรก่อนหน้านั้นว่า สมเด็จพระมหาอุปราชาจะทรงมีพระชะตาขาด ถึงฆาต สมเด็จพระมหาอุปราชาจึงทรงทูลพระบิดา

แต่พระเจ้านันทบุเรง ทรงเข้าใจผิดคิดว่า สมเด็จพระมหาอุปราชาทรงหวาดกลัวความเก่งกล้าของพระนเรศวร ถึงได้ยกเรื่องคำทำนายของโหรมาอ้าง แล้วพระเจ้านันทบุเรงก็เลยทรงประชดพระโอรสของพระองค์ว่า ถ้ากลัวข้าศึกศัตรูแบบนี้ ก็ไปเอาผ้านุ่งผ้าถุงของสตรีมาใส่เถิด

เมื่อสมเด็จพระมหาอุปราชา ถูกพระราชบิดาดูถูกต่อหน้าเสนาอำมาตย์ในท้องพระโรง ด้วยความอับอายและทรงเกรงพระราชอาญาด้วย จึงจำใจต้องยอมทำตามพระราชโองการของพระเจ้านันทบุเรง เพื่อมาตีกรุงศรีอยุธยา

แต่ที่ผมเคยอ่านในบทประพันธ์ร้อยแก้วที่แต่งตีความจากลิลิตตะเลงพ่ายนั้น ผมจำได้ว่า ตอนแรกสมเด็จพระมหาอุปราชาไม่ได้พูดถึงเรื่องคำทำนายนั้นแก่พระราชบิดา เพียงแต่ทรงปฏิเสธว่า ยังคิดว่าไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะไปรบกับกรุงศรีอยุธยาในตอนนี้ แล้วในระหว่างที่ตัดสินใจว่า จะทำตามรับสั่งของพระเจ้านันทบุเรงหรือไม่

พระเจ้านันทบุเรงก็ได้ส่งผ้านุ่งสตรี มาให้สมเด็จพระมหาอุปราชาถึงห้องพระบรรทม

ส่วนพระชายาของสมเด็จพระมหาอุปราชาเอง ก็เกิดได้เห็นสมเด็จพระมหาอุปราชาทรงเงาหัวขาด จึงทรงพยายามจะขอร้องไม่ให้สมเด็จพระมหาอุปราชายกทัพไปตีกรุงศรีอยุธยา แต่สมเด็จพระมหาอุปราชาก็จำใจต้องทำตามคำสั่งของพระราชบิดา

ในบทประพันธ์ร้อยแก้วที่ผมอ่าน มีบทช่วงสมเด็จพระมหาอุปราชาทรงร่ำลากับพระชายา แบบน่าสงสารมาก เท่าที่ผมจำความรู้สึกในตอนที่อ่านได้นะ คือ ทรงร่ำลาอย่างมีเหตุผล และสมเป็นลูกผู้ชายมาก ๆ ที่ต้องไปทำตามหน้าที่ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าอาจไม่ได้มีชีวิตกลับมาพบพระชายาอันเป็นที่รักอีก


พระมหาอุปราชา ใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ตอน ยุทธหัตถี

-----------------------

ส่วนหนึ่งของพระนิพนธ์ ลิลิตตะเลงพ่าย ตอน  เหตุการณ์ทางเมืองมอญ

"... ธก็เอื้อนสารเสาวพจน์ แต่เอารสยศเยศ องค์อิศเรศอุปราช ให้ยกยาตราทัพ กับนครเชียงใหม่ เป็นพยุหใหญ่ห้าแสน ไปเหยียบแดนปราจิน บุตรท่านยินถ้อถ้อย ข้อยผู้ข้าบาทบงสุ์ โหรควรคงทำนาย ทายพระเคราะห์ถึงฆาต 

ฟังสารราชเอารส ธก็ผะชดบัญชา เจ้าอยุธยามีบุตร ล้วนยงยุทธ์เชี่ยวชาญ หาญหักศึกบมิย่อ ต่อสู้ศึกบมิหยอน ไปพักวอนว่าใช้ ให้ธหวงธห้าม แม้นเจ้าคร้ามเคราะห์กาจ จงอย่ายาตรยุทธนา เอาพัสตราสตรี สวมอินทรีย์สร่างเคราะห์ ธตรัสเยาะเยี่ยงขลาด

องค์อุปราชยินสาร แสนอัประมาณมาตย์มวล นวลพระพักตร์ผ่องเผือด เลือดสลดหมดคล้ำ ช้ำกมลหมองมัว กลัวพระอาชญายอบ นอบประณตบทมูล ทูลลาไท้ลีลาศ ธก็ประกาศเกณฑ์พล..."


--------------------

สงครามยุทธหัตดี

เมื่อช้างทรงของสมเด็จพระนเรศวร วิ่งตกมันหลงเข้าไปในท่ามกลางกองทัพหงสา

แล้วพงศาวดารไทยก็เขียนยกย่องสมเด็จพระนเรศวรว่า ทรงมีไหวพริบ รีบท้าสมเด็จพระมหาอุปราชาเพื่อกระทำยุทธหัตถีกันตัวต่อตัว เพื่อเป็นพระเกียรติในประวัติศาสตร์สืบไป

ด้วยพระปฏิภาณไหวพริบของสมเด็จพระนเรศวร ทรงเห็นว่าเป็นการเสียเปรียบข้าศึกจึงไสช้างเข้าไปใกล้ แล้วตรัสถามด้วยคุ้นเคยมาก่อนแต่วัยเยาว์ว่า

"พระเจ้าพี่เราจะยืนอยู่ใยในร่มไม้เล่า เชิญออกมาทำยุทธหัตถีด้วยกัน ให้เป็นเกียรติยศไว้ในแผ่นดินเถิด ภายหน้าไปไม่มีพระเจ้าแผ่นดินที่จะได้ยุทธหัตถีแล้ว"


ซึ่งในบทความนี้ ที่ผมเขียนว่า สมเด็จพระมหาอุปราชาทรงเสียสละและเป็นพระเอกตัวจริงนั้น ก็เพราะ ความเป็นจริงเมื่อช้างศึกของสมเด็จพระนเรศวรหลุดฝ่าเข้ามาในวงล้อมของกองทัพหงสา แล้ว

ที่จริงสมเด็จพระมหาอุปราชาก็สามารถรับสั่งให้ทหารจับสมเด็จพระนเรศวรเลยก็ได้ จริงไหม ??

ไม่จำเป็นต้องกระทำยุทธหัตถีก็ได้ เพราะในเมื่อฝ่ายพระองค์กำลังได้เปรียบ อีกทั้งฝีมือของสมเด็จพระนเรศวรก็น่าจะดีกว่าสมเด็จพระมหาอุปราชา คือ ทั้งสองพระองค์เติบโตมาด้วยกัน ย่อมรู้ทางฝีมือกันอยู่พอสมควร

อีกทั้งสมเด็จพระมหาอุปราชาก็เชื่อคำทำนายของโหรว่า พระชะตาของพระองค์ตอนนี้ถึงฆาต ดังนั้นก็ไม่ควรเสี่ยงพระองค์เองไปรบยุทธหัตถีกับสมเด็จพระนเรศวร จริงไหม ?

การที่สมเด็จพระมหาอุปราชาทรงรับคำท้าของสมเด็จพระนเรศวรนั้น ผมจึงมองว่า สมเด็จพระมหาอุปราชาทรงมีความเป็นลูกผู้ชายอย่างสูง และทรงไม่คิดเอาเปรียบสมเด็จพระนเรศวรในการรบ หรืออาจทรงมองเห็นสมเด็จพระนเรศวร ประหนึ่งเป็นน้องของพระองค์ด้วยซ้ำ แม้พงศาวดารไทยจะเขียนทำนองว่า สมเด็จพระมหาอุปราชาจะทรงริษยาสมเด็จพระนเรศวรก็ตามเพราะพระองค์แพ้สมเด็จพระนเรศวรมาตลอด แต่พงศาวดาารพม่าไม่มีเรื่องทำนองนี้

คล้าย ๆ กับ รู้ว่าสู้ไปก็แพ้ สู้ไปก็ตาย แต่ผู้เป็นพี่ยอมเสียสละเพื่อน้อง ประมาณนั้น

การตัดสินใจของสมเด็จพระมหาอุปราชา คล้ายประหนึ่งทรงตั้งใจออกมารบเพื่อตาย ไม่ได้หวังจะได้กลับไปอยู่แล้ว แต่ทรงรบเพื่อรักษาพระเกียรติของพระองค์ ทั้งที่ทรงรู้ว่า โอกาสแพ้มีสูง แต่ก็ทรงรบด้วยศักดิ์ศรีของนักรบผู้กล้า อีกทั้งพระองค์คือองค์รัชทายาท ที่จะต้องพิสูจน์ความกล้าหาญของตัวเองให้พระราชบิดาประจักษ์อีกด้วย

บทความนี้ผมจึงขอยกย่องสมเด็จพระมหาอุปราชา ว่า ทรงเป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ผู้กล้าหาญสมชายชาตินักรบ ผู้เสียสละชีวิตของตน เพื่อทำหน้าที่โดยสมบูรณ์ ครับ

-----------------

ส่วนพงศาวดารพม่าเขียนเรื่อง ยุทธหัตถีไว้อีกแบบคือ

การยุทธหัตถีครั้งนี้ ช้างทรงของสมเด็จพระนเรศวรบุกเข้าไปในวงล้อมของฝ่ายพม่า ฝ่ายพม่าก็มีการยืนช้างเรียงเป็นหน้ากระดาน มีทั้งช้างของสมเด็จพระมหาอุปราชา ช้างของเจ้าเมืองชามะโรง ทหารฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรก็ระดมยิงปืนใส่ฝ่ายพม่า เจ้าเมืองชามะโรงสั่งเปิดผ้าหน้าราหูช้างของตน เพื่อไสช้างเข้ากระทำยุทธหัตถีกับสมเด็จพระนเรศวรเพื่อป้องกันพระมหาอุปราชา

แต่ปรากฏว่าช้างของเจ้าของชามะโรงเกิดวิ่งเข้าใส่ช้างของพระมหาอุปราชาเกิดชุลมุนวุ่นวาย กระสุนปืนลูกหนึ่งของทหารฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรก็ยิงถูกพระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์

คลิกอาน สื่อไทยมันโง่ ที่เรียก พม่า ว่า เมียนมาร์

คลิกอ่าน ความโง่ของคลิปนักเรียนต่อต้านเรียนประวัติศาสตร์ไทย


วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2558

ข้อคิดเรื่องเครื่องผลิตไฟฟ้าจากหนุ่มจบ ม.6







จากกรณีดราม่า กล่าวหาว่า หนุ่น จบ ม.6 ที่อ้างว่าผลิตเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าได้จำนวนมากถึง 20 กิโลวัตต์ แต่เห็นว่าไทยรัฐลงผิดหรือเปล่าไม่แน่ใจว่าจะเป็น 20 กิโลวัตต์ หรือ 2 พันวัตต์กันแน่



ก็เกิดมีนักวิทยาศาสตร์โคตรเก่งในเน็ตมากมาย ออกมาแสดงความเห็นกันยกใหญ่ว่า เป็นไม่ได้ ที่จะสูบน้ำด้วยไฟฟ้าขึ้นไปแล้วปล่อยให้น้ำไหลลงมาเพื่อผลิตไฟฟ้าได้มากขนาดนั้น

น่าจะเสียค่าไฟจากปั๊มน้ำมากกว่าไฟฟ้าที่ผลิตได้ อะไรทำนองนี้

โอเคครับ ผมไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ ผมไม่เถียง เพราะนักวิทยาศาสตร์ไทยแม่งเก่งเหมือนคนไทยส่วนใหญ่นั่นแหละ คือเก่งไปหมดทุกเรื่อง จนประเทศไทยย่ำอยู่กับที่ เพราะเก่งแต่ดราม่าไงครับ




ประเด็นที่น่าสงสัยของคลิปเครื่องผลิตไฟฟ้าของชายจบ ม. 6 มีอะไรบ้าง ?

1. การสูบน้ำด้วยพลังงานไฟฟ้า แล้วปล่อยน้ำไหลลงมาเพื่อผลิตไฟฟ้า อ้างว่าได้มากกว่าพลังไฟฟ้าที่เสียจากการสูบน้ำขึ้นไป มันเข้าข่ายพลังงานอนันต์ ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์ยังเป็นไปไม่ได้

2. ที่ว่า ผลิตไฟฟ้าให้คนทั้งหมู่บ้านใช้ ก็ยังไม่เคลียร์ ถ้าเครื่องนี้สามารถผลิตให้คนใช้ได้ทั้งหมู่บ้านจริง ๆ มันต้องถือเป็นเรื่องใหญ่ ปล่อยผ่านไม่ได้ เพราะหากเป็นเรื่องจริงนี่ถือว่า มีประโยชน์มาก แต่ว่า มันจริงหรือมั่วนิ่มกันแน่ ?

3. ถามว่า หนุ่มใหญ่จบ ม. 6 คนนี้เขาจะประดิษฐ์เพื่อมาหลอกลวงเหรอ เขาทำไปเพื่ออะไร ? เขาเก่งขนาดผลิตพลังงานอนันต์ ตามที่เขาอ้างว่า เป็นเครื่องแรกในโลกจริงเหรอ ?

หรือเขาจะโง่ขนาดลงทุนสร้างเครื่องประดิษฐ์กำมะลอ ให้คนด่าไปวัน ๆ แค่นั้นเหรอ ?

---------------

คนยิวคิดผลิตไฟฟ้าจากถนน

วิทยาศาสตร์เรื่องนวัตกรรมใหม่คือ ทำในสิ่งที่คิดว่าไม่น่าเป็นไปได้ให้เป็นไปได้ ด้วยวิทยาศาสตร์ 

อย่างเช่น ข่าวโลกยามเช้าเมื่อสัก 2 ปีก่อน มีข่าวชาวอิสราเอล สร้างเครื่องกำเนิดไฟฟ้าไว้ใต้ถนน

เมื่อรถวิ่งผ่านก็จะเหยียบแผ่นผลิตไฟฟ้าที่วางบนถนน ก่อให้เกิดการผลิตไฟฟ้าได้

เขากำลังพัฒนาให้ได้ไฟมากขึ้น จากการแล่นผ่านของรถยนต์บนถนน แปลง่าย ๆ คือ ยิ่งมีรถวิ่งมาก ก็จะไปผลิตไฟฟ้าได้มากขึ้น เรียกว่า หาทางเอาพลังงานจากรถที่สูญเสียไปโดยไร้ประโยชน์กลับมาเป็นไฟฟ้า ซึ่งเขากะจะใช้ไฟฟ้านี่สำหรับไฟถนน

นี่คือ วิธีคิดแหวกแนวของชาวยิว

ส่วนคนไทย พอเห็นข่าวว่า หนุ่ม ม. 6 คิดผลิตเครื่องผลิตไฟฟ้าจำนวนมากจากการสูบน้ำขึ้นแล้วปล่อยน้ำให้ไหลลงมาผลิตไฟฟ้าได้

ก็มีคนออกมาเก่งในเน็ตทันทีว่า เป็นไปไม่ได้ แล้ววิพากษ์ทันทีในเน็ตมากมาย แทนที่จะเดินทางไปพิสูจน์ความจริงให้ถึงต้นตอให้กระจ่างเสียก่อน



------------------

คนญี่ปุ่นจบม.6 แต่เก่งเรื่องกังหันลมที่สุดในญี่ปุ่นหรือในโลก

เมื่อสัก 2 ปีก่อน ในรายการ ดูให้รู้

มีนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นคนนึงจบแค่ ม.6 ชื่อคุณซูซูกิ แต่เขาเก่งเรื่องใบพัดหรือกังหันที่สุดในญี่ปุ่น เขาสามารถใช้พลังงานจากพัดลมไฟฟ้าทั่วไป มาเป่ากังหันที่เขาคิดค้นให้หมุน

พัดลมตัวเล็ก ๆ กับแรงลมที่น้อยมาก ไม่น่าไปหมุนกังหันที่ใหญ่กว่าและหนักกว่าได้นาน แม้จะปิดพัดลมตัวเล็กไปแล้ว กังหันใหญ่และหนักก็ยังหมุนได้ต่อไปอย่างเหลือเชื่อ

นี่คือการพัฒนากังหันลมแบบแหวกทฤษฎีทั่วไป แต่กลับได้ประสิทธิภาพดีกว่าเดิมหลายเท่า 

นี่แหละที่เขาเรียกว่า นวัตรกรรมที่ญี่ปุ่นเขาคิดให้แตกต่าง ส่วนนักวิทยาศาสตร์ไทย เก่งแต่จับผิด จบ ดร. แต่ไม่สร้างนวัตกรรมห่าอะไร เช่น อาจารย์เจษฎา ไง 55555555

คุณซูซกิ จบแค่ ม.ปลาย แต่คิดทฤษฎีกังหันลมที่ดีที่สุดเก่งกว่าพวกจบด๊อกเตอร์เสียอีก

คุณซูซูกิ บอกว่า อาจเพราะเขาจบน้อยเลยไม่ยึดติดอยู่ในกรอบทฤษฎี เขาเลยคิดค้นนวัตกรรมได้เจ๋งขนาดนี้ และเพราะเขายากจน เขาก็เลยต้องดิ้นรนคิดค้นให้ประหยัดมากที่สุด แต่ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด

แม้แต่เครื่องบินไร้ปีก  คุณซูซูกิ ก็คิดค้นได้แล้ว เชื่อไหม ?

แถมทดลองบินให้ดูด้วยในคลิปรายการด้วย แล้วคุณจะอึ้ง เครื่องบินไม่มีปีก แต่บินได้เร็วมาก ๆ

ถ้าไม่เชื่อไปดูให้หาย งง ครับ แล้วไปดูให้ละเอียดว่า ทำไมกังหันตัวใหญ่หนัก 70 กว่ากิโล แต่ใช้แค่พัดลมไฟฟ้าตัวเล็ก ๆ เป่าก็สามารถทำให้กังหันใหญ่หมุนได้ แถมพอปิดพัดลมตัวเล็กแล้ว กังหันตัวใหญ่ก็ยังไม่หยุดหมุนง่าย ๆ ด้วย

ไปดูให้รู้ว่า ใช้พลังงานลมเบา ๆ เพียงเล็กน้อย สามารถทำให้กังหันตัวใหญ่ยักษ์หมุนได้อย่างไร  




คลิปรายการดูให้รู้ ตอน พลังงานจากหัวใจ 


นี่แหละเขาคิดนอกกรอบ ไม่ยึดติดในทฤษฎี จึงเกิดนวัตกรรมใหม่ สร้างกังหันไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าที่ดีที่สุดในโลกได้ จากคนจบแค่ ม. 6 เท่านั้น

ผมอยากให้คนไทยเก่งแบบคุณซูซูกิพันคน ดีกว่ามีคนอย่างอาจารย์เจษฏาล้านคนเสียอีก 5555

ก่อนจบบทความ ผมขอบอกว่า ผมไม่ได้จะหมายความว่า หนุ่มไทยจบ ม. 6 จะคิดเครื่องผลิตไฟฟ้าได้จริงตามอ้างหรือไม่ เพราะผมไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ ผมจึงไม่รู้

แต่ผมอยากให้ข้อคิดว่า อย่ารีบดูถูกคนจบน้อยว่า จะคิดอะไรที่เหนือกว่าพวกจบดอกเตอร์ได้เหรอ อย่าเพิ่งด่วนสรุปก่อนจะไปทดลองพิสูจน์ตามหลักวิทยาศาสตร์เสียก่อน

แต่เห็นพวกนักวิทยาศาตร์คนดัง แม่งสรุปเสียก่อนไปทดลองพิสูจน์เสียแล้ว เซ็งจริง ๆ

ถ้าหนุ่มไทยคนนี้โกหกหรือมั่วนิ่ม นักวิทยาศาสตร์ไทยควรไปทำให้กระจ่างชัดเจนว่า เขามั่วนิ่มอย่างไร เพราะข่าวนี้มันออกสื่อใหญ่หลายสำนัก

เออ.. ว่าแต่ผมเพิ่งคิดได้ ถ้าเอากังหันของคุณซูซกิมาสูบน้ำให้เครื่องผลิตไฟฟ้าของหนุ่มไทยคนนี้ ก็คงจะดีไม่น้อยเลย จะได้ไม่มีใครมากล่าวหาว่า เปลืองไฟจากค่าปั๊มน้ำ จริงไหม 5555

==============

การเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ดีเป็นอย่างไร

ก็คือ การไปทดลองพิสูจน์ในสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ ไม่ใช่แค่คิดว่าตัวเองเก่ง เรียนสูงกว่า แล้วมโนในเน็ตไปเองว่า สิ่งประเดิษฐ์แบบนี้ไม่มีทางเป็นไปได้

แบบนี้เท่ากับดูถูก คนที่เขาอุตส่าห์สร้างสิ่งประดิษฐ์นั้น ๆ ขึ้นมา

ถ้าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ดี ก็ควรไปพิสูจน์ความจริง ถือเป็นการให้เกียรตินักประดิษฐ์ ให้คำแนะนำผู้อ่อนความรู้กว่าว่า เขาผิดพลาดอย่างไร และต้องแก้ไขอย่างไร

นักวิทยาศาสตร์ต้องทำความจริงให้กระจ่างที่สุด ไม่ใช่แค่มโนทฤษฎีเท่านั้น


คลิกอ่าน ควรจะเชื่ออาจารย์เจษฎา เพื่อสนับสนุนพืช GMOs ดีไหม


วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2558

ข้าวปั้นญี่ปุ่น โอนิกิริ ในไทยขายแพงไปไหม ?






ข้าวปั้นห่อสาหร่าย หรือที่เรียกว่า Onigiri ที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นไทย และคนไทยอีกหลาย ๆ คน ว่าอร่อยดีนั้น ผมเห็นมีวางขายกันมากในช่วงรอบปีที่ผ่านมา

แต่ที่เห็นนิยมกันมากเพราะหาซื้อง่ายที่สุด ก็คือ โอนิกิริ ที่ขายในแฟมิลี่มาร์ท โดยขายห่อละ 25 บาท รวมถึงเคยเห็นขายในโลตัสเอ็กเพรส ห่อละ 27 บาท



ผมเคยลองข้าวปั้นของแฟมิลี่มาร์ทมาแล้ว 4 ห่อ 4 รส สรุปคือ ก็อร่อยดีครับ จัดว่าชอบแล้วกัน

ส่วนโอนิกิริ ของ 7-11 เห็นเพิ่งทดลองวางขายในไม่กี่สาขาเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา


http://imgur.com/VuF40ln,w3iyTVi,Erjdfks#0

แต่เห็นใครหลายคนที่ลองชิมโอนิกิริของเซเว่นแล้ว บอกว่า โอนิกิริของแฟมิลี่มาร์ท อร่อยกว่า รสชาติเข้มข้นกว่าของเซเว่น จริงหรือไม่ก็ลองไปหาพิสูจน์กันเอง

แต่บทความผมจะชอบเขียนเรื่อง คนไทยแม่งกินของแพงกว่าคนญี่ปุ่น เสมอ ๆ มาวันนี้เลยขอรีวิวราคา ข้าวปั้นที่ขายในเซเว่นญี่ปุ่นแล้วกัน

โอนิกิริ ในแฟมิลี่มาร์ท และเซเว่นอีเลฟเว่น ขายห่อละ 25 บาท

แล้ว โอนิกิริ ที่คอนวีเนียนสโตร์ในญี่ปุ่น ขายห่อละกี่บาท ??

คำตอบคือ ประมาณ 110 เยน(+VAT 8%) หรือประมาณ 30 บาทเท่านั้น!!

คลิกที่รูปเพื่อขยาย!!

http://imgur.com/X1kJLEo,rxJtTY7#0


ถ้าคิดด้วยค่าแรงขั้นต่ำในโตเกียว ก็ตกประมาณวันละ 2 พันบาท จะสามารถซื้อข้าวปั้นห่อสาหร่ายของ 7-11 ในญี่ปุ่นกินได้มากถึง 66 ห่อ

ในขณะที่คนไทยมีค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท สามารถซื้อข้าวปั้นห่อสาหร่ายในเซเว่นหรือแฟมิลี่มาร์ท ได้วันละ 12 ห่อเท่านั้น

ถ้าถามผม ผมว่า คนไทยกินข้าวปั้นแพงกว่าคนญี่ปุ่นเลยนะ

ลองคิดดู ค่าโสหุ้ยทุกอย่างในญี่ปุ่นสูงมากกว่าไทยหลายเท่า ทั้งค่าเช่าที่ดิน เช่นที่ดินในโตเกียวจัดว่าแพงที่สุดในโลก ทั้งค่าแรง และค่าอื่น ๆ แต่ญี่ปุ่นกลับขายอาหารได้ในราคาถูก ขายในราคาใกล้เคียงกับที่ขายในไทย ทำไมร้านค้าในญี่ปุ่นเขาไม่เอาเปรียบลูกค้า เพราะอะไร ?

จากเท่าที่สังเกตด้วยสายตาจากรูป โอนิกิริของเซเว่นในญี่ปุ่นน่าจะมีขนาดใหญ่กว่าโอนิกิริที่ขายในแฟมิลี่มาร์ทไทย และในเซเว่นไทยนะ


หมายเหตุ ข้าวสารญี่ปุ่นในญี่ปุ่นขนาด 5 กก. ราคา 950 บาท 
ข้าวสารญี่ปุ่นที่ปลูกในไทยขนาด 5 กก. ขาย 235 บาท

และจริง ๆ ไม่ใช่เฉพาะข้าวปั้นเท่านั้น อาหารไทยเกือบทุกอย่างเมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำ คนไทยกินแพงกว่าคนญี่ปุ่นแทบทั้งนั้นครับ ถ้าคุณเคยอ่านบทความผมมานาน จะรู้ว่า ผมเขียนเรื่องทำนองนี้มาเป็น 10 บทความ

แต่ก็มีแบบผู้ค้าไทยรายย่อย ได้ทำโอนิกิริออกมาขายหลายเจ้าเช่นกัน บางเจ้าก็ขนาดใหญ่หน่อย ก็แพงหน่อย หรือบางเจ้าก็ขายในราคาพอ ๆ กับแฟมิลี่มาร์ท คือ ประมาณ 25-30 บาท เช่นเจ้านี้



===============

ตอนผมซื้อโอนิกิริ มากินครั้งแรก ผมก็แกะไม่เป็นอะ

ทีนี้มาดู สาวน่ารักลูกครึ่งญี่ปุ่น สอนการแกะห่อโอนิกิริอย่างถูกวิธีกัน แถมมีมุขให้สยิวเล็ก ๆด้วย 5555




(หมายเหตุ ปัจจุบันนี้ ข้าวปั้นญี่ปุ่นของเซเว่น มีราคาขายห่อละ 27 บาท)