วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ โชว์โง่คดีนักโทษการเมือง






คืนวันที่ 28 ก.พ. 58 ต่อเช้าวันที่ 29 ก.พ. 58 สักเวลาประมาณตี 1 กว่า ๆ ในประเทศไทย

ผมได้ไปตรวจสอบความโง่ของนักวิชาการสายล้มเจ้าหลายคน ก็ไปพบว่า อีปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ได้โชว์โง่อีกแล้ว ตามโพสในเฟสบุ๊คของมันอันนี้


http://imgur.com/DwbaHVx

คือ ผมไม่อยากอธิบายอะไรมากอีก เพราะเคยเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปแล้ว ว่า มันเป็นเรื่องของการหมิ่นบุคคลในสถาบันหลักของชาติ ซึ่งไม่ใช่คดีการเมือง

ใครอยากอ่านรายละเอียดที่ชัดเจน ตามไปอ่านที่บทความนี้

คลิกอ่าน นักโทษมาตรา 112 ไม่ใช่นักโทษการเมือง 

------------

เอ.. บทความนี้มันสั้นไปหน่อย เขียนอะไรต่อดีล่ะ ?

คือเมื่อกี้ดูรายการไลท์เฮ้าส์แฟมิลี่ ของจอห์น นูโว ภรรยาของจอห์นพาไปดูศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ที่จังหวัดนครนายก

ไปฟัง ผอ.ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ ได้เล่าถึงที่มาที่ไปว่า ทำไมจากนักกฎหมายและนายธนาคารอย่างเขาถึงได้ลาออกมาทำการเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

ซึ่งเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จจากทฤษฎีใหม่ของในหลวง มีมากมายที่เป็นตัวอย่างมาบอกเล่า อย่างเช่นในรายการหอมแผ่นดิน ทางช่อง9  

แต่พวกโง่ล้มเจ้ามันไม่เปิดสมองรับรู้ !

คือรายการจะสลับการบอกเล่าของ ผอ. ถึงแนวคิดในหลวงที่เป็นประโยชน์ กับช่วงที่ภรรยาของจอห์นทำอาหาร


ก็ไม่มีอะไรมาก คืออยากบอกว่า พวกล้มเจ้าแต่ละตัว มันไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้ชาติ ถึงอาจจะมีประโยชน์อยู่บ้างจากการเป็นอาจารย์สอนหนังสือ แต่ประโยชน์พวกนั้นกลับเคลือบยาพิษ สร้างความแตกแยก ก็ดันมีคนโง่เชื่อมันก็เท่านั้น

ท้ายสุดแนะนำบทความเก่า ๆ ที่เกี่ยวกับความโง่อีปวิน แล้วกัน

คลิกอ่าน ความโง่ของปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ มีต่อ พลเอกประยุทธ์

คลิกอ่าน ความโง่ของปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ตุ๊ดไร้ศาสนา ใจบาป ป่าเถื่อน ไร้วัฒนธรรม


วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

สมศักดิ์ เจียม โชว์โง่กรณีโดนธรรมศาสตร์ไล่ออก






คงเป็นที่ทราบกันแล้วว่า หงอกเจียม หรือสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ถูกไล่ออกจากราชการ เหตุจากการละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่า 15 วัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร และมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ ผิดวินัยร้ายแรง

ส่วนหนึ่งของเอกสารคำสั่งไล่ออกสมศักดิ์เจียม ได้ระบุผิดมาตรา 39 วรรค 5 ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 (จริง ๆ ในเอกสารทั้งหมดยังมีผิดกฎระเบียบของมหาวิทยาลัยอีกหลายข้อด้วย)

คลิกที่รูปเพื่อขยาย


คลิกที่รูปเพื่อขยาย

แต่ผมว่า หงอกเจียมไม่ได้ผิดแค่มาตรา 39 วรรค 5 หรอก ในมาตรา 38 มันก็หงอกเจียมมันก็ผิดเต็ม ๆ เพราะพฤติกรรมที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า คนอย่างหงอกเจียมมันไม่มีความบริสุทธิ์ใจเหลือแล้ว

แล้วถ้าหงอกเจียมคิดว่า โทษไล่ออกหนักเกินไป ทางธรรมศาสตร์ยังให้โอกาสหงอกเจียมอุทธรณ์ได้ภายใน 15 วัน ฉะนั้นก็รีบกลับไทยมาทำเรื่องอุทธรณ์สิ

แค่ขาดราชการ 15 วันก็ถือว่า ผิดวินัยร้ายแรงได้แล้ว แล้วนี่ขาดราชการไป 2 เดือนกว่า จะว่าไง ??

-----------------------

ซึ่งต่อมา สมศักดิ์ เจียมก็ได้โพสเฟสบุ๊คตามนี้

คลิกที่รูปเพื่อขยาย


ผมสนใจประโยคนี้ที่หงอกเจียมเขียน คือ

"ผมก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แต่ก็คิด ๆว่า ถ้าอย่างมากสุด ให้ลาออก หรือให้ออก ก็ยังดี เพราะจะได้ไม่มีปัญหาเรืองบำเหน็จ เพราะผมก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร เงินสะสมก็ไม่ได้มากมาย ทีสำคัญก็เห็นว่า ในเมื่อผมทำงานมากว่า ๒๐ ปี อย่างน้อยถ้าบอกว่า ต้องลงโทษที่ตอนนี้ไปทำงานไม่ได้ ก็เป็นเรื่อง "ความผิด" ที่เพิ่งเกิดขึ้น ไม่ควรกระทบไปถึงบำเหน็จที่เป็นการตอบแทนการทำงานสะสมที่ผ่านมา"

คุณผู้อ่านเห็นอะไรเหมือนที่ผมเห็นไหมครับ ?

ประเด็นสำคัญก็คือ หงอกเจียม เสียดายเงินบำเหน็จ เพราะการถูกไล่ออกจากราชการ จากการผิดวินัยร้ายแรง ก็คือ หมดสิทธิได้เงินบำเหน็จบำนาญโดยสิ้นเชิง เสมือนประหนึ่งไม่เคยรับราชการมาก่อน

และประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ หงอกเจียมอ้างว่า ความผิดที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นความผิดที่เพิ่งเกิดขึ้น ไม่ควรกระทบไปถึงบำเหน็จที่เป็นการตอบแทนการทำงานสะสมที่ผ่านมา

เหอะ ๆ หงอกเจียมเอ๋ย อ้างแบบนี้ อ้างอย่างกับไม่รู้ว่าระเบียบราชการเรื่องการไล่ออก เขาว่าไว้อย่างไร

ข้าราชการคนไหนการทำผิดวินัยร้ายแรงจนถูกไล่ออก ก็ต้องโดนเช่นนี้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกันคือ อดได้บำเหน็จ บำนาญ ทั้งหมดทันที หรือหงอกเจียม อยากเป็นอภิสิทธิ์ชน ?

จะมาอ้างว่า ผมเพิ่งทำผิดครั้งเดียว แต่อีก 20 กว่าปีที่ผ่านมาผมไม่ได้ทำผิด ไม่ควรเอาความผิดครั้งเดียวของผม ไปตัดเงินบำเหน็จสะสม 20 กว่าที่ผ่านมาของผมสิ

มันอ้างแบบนี้ไม่ได้หรอก เพราะการเป็นข้าราชการ คือ ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบสูง จะต้องซื่อสัตย์ตลอดชีวิตราชการ หากเมื่อทำผิดก็ต้องได้รับโทษเช่นนี้แหละ

หงอกเจียมอย่ามาใช้ตรรกะแบบธัมมชโยว่า ไม่ปาราชิกเพราะได้คืนทรัพย์ที่ยักยอกกลับไปแล้ว โดยอ้างว่า ผมทำผิดร้ายแรงแค่ครั้งเดียว จะให้ผมปาราชิกจากความเป็นข้าราชการตลอด 20 กว่าปีได้ไง ??

(คล้าย ๆ พวกสมีมักอ้างว่า แค่เสพเมถุนครั้งเดียว แต่ตลอดที่ผ่านมาปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาตลอด ไม่สมควรต้องปาราชิกจากการเป็นพระ)

ถ้าหงอกเจียมไม่อยากเสียเงินบำเหน็จ ก็อย่าทำผิดร้ายแรงสิ

ถามว่า ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมาในอาชีพข้าราชการ หงอกเจียมเคยจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือไม่ ?

ตลอดยี่สิบกว่าปีที่หงอกเจียมปลุกปั่นมโนเรื่องราวผสมตรรกะเพื่อให้ร้ายในหลวงน่ะ สมศักดิ์ไม่คิดว่ากระทำผิดใช่ไหม ?

ในเมื่อเป็นข้าราชการ แต่กลับอกตัญญูต่อพระมหากษัตริย์ ถ้าไม่หน้าด้าน ก็ไม่ควรมารับราชการเสียตั้งแต่แรก

ไม่ใช่หน้าด้าน กินภาษีชาติ แต่กลับจ้องล้มเจ้า ทำลายสถาบันกษัตริย์มาตลอด

ถ้าผมเป็นสมศักดิ์ เจียมนะ ผมไม่มาเป็นข้าราชการหรอก เพราะผมไม่หน้าด้านพอ ผมไม่เลวพอ

อ้อลืมไป ถ้าไม่หน้าด้าน ไม่เลว ก็เป็นพวกล้มเจ้าไม่ได้สินะ 555

ตรรกะสมศักดิ์ เจียม คงอ้างว่า ผมกินภาษีประชาชน ไม่ได้กินเงินของพระมหากษัตริย์ใช่ไหม ?

แต่ประชาชนส่วนใหญ่ เขาจงรักภักดีพระมหากษัตริย์ว่ะ แล้วหงอกเจียม ก็หน้าด้านมากินภาษีของผู้คนที่จงรักภักดีไง เข้าใจรึยัง ?

หงอกเจียมอย่ามาอ้างว่า ไม่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะจงรักภักดีล่ะ

เพราะผม akecity ก็ไม่เชื่อเหมือนกันว่า พวกล้มเจ้าจะมีเยอะ คือถ้าแน่จริง พวกล้มเจ้าก็ลงชื่อขอแก้ไขมาตรา112 ให้เกิน 30 ล้านคนสิวะ

ถ้าพวกล้มเจ้าไม่เข้าใจ หรือคิดว่าวิธีที่ผมแนะนำมันยากไป ก็ให้ไปอ่านบทความนี้ ผมแนะนำวิธีจัดการกับ ม. 112 ไว้แล้ว กล้าไหม ? คลิกอ่าน ความตอแหลของพวกล้มเจ้า


---------------

เอาเถอะ ถ้าหงอกเจียมอยากอ้างว่า กินภาษีประชาชนไม่ได้กินเงินพระมหากษัตริย์ ก็อ้างไป แต่ผมสมน้ำหน้า ที่สมศักดิ์ เจียมโดนไล่ออกจากราชการ ทั้ง ๆ ที่ คำว่า ข้าราชการ แปลว่าอะไรล่ะ

ข้า + ราชา + กิจการ = ข้าราชการ หรืออีกความหมายคือ ผู้ที่ทำงานต่างพระเนตร พระกรรณ พระมหากษัตริย์ในเรื่องของการดูแลประชาชนทั้งประเทศ

ถ้าสมศักดิ์ เจียม ไม่หน้าด้าน ก็ไม่ควรมาใช้คำว่าอาชีพข้าราชการ ตั้งแต่แรก ควรเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนไปสิ

คนอย่างสมศักดิ์ เจียม โบราณเขาเรียกว่า กินบนเรือนขี้บนหลังคา

---------------------

สมศักดิ์ เจียม อ้างเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ ถุย !!

คลิกที่รูปเพื่ออ่านโพสฉบับเต็ม


หน้าที่พลเมืองของประเทศคืออะไร ? 

หงอกเจียม ไม่เคยรู้ล่ะสิ ถึงได้หน้าด้านอ้างว่า พยายามปฏิบัติตนในฐานะพลเมืองที่ดีของประเทศ

จะบอกให้หายโง่นะ

หน้าที่ของประชาชนชาวไทย
1. บุคคลมีหน้าที่รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
2. บุคคลมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย
3. บุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง บุคคลซึ่งไม่ไปเลือกตั้ง โดยไม่แจ้งเหตุผลอันสมควร ย่อมเสียสิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติไว้
4. บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศ รับราชการทหาร
5. บุคคลมีหน้าที่เสียภาษีให้รัฐ
6. บุคคลมีหน้าที่ช่วยเหลือราชการ รับการศึกษาอบรม ปกป้องและสืบสานวัฒนธรรมของชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
7. บุคคลผู้เป็นข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น มีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฏหมายเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวมอำนวยความ สะดวกและให้บริการแก่ประชาชน

รัฐธรรมนูญทุกฉบับรวมทั้งฉบับแรกของไทย ก็ได้เขียนไว้ว่า องค์พระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้

คลิกที่รูปเพื่อขยาย



แต่โอเค ในเมื่อสมศักดิ์ถูกไล่ออกแล้วก็ดี จะได้เต็มที่ในอุดมการณ์เลว ๆ ของตัวเอง

เชื่อว่า สมศักดิ์เจียม คงได้เงินสำหรับการเผยแพร่อุดมการณ์ล้มเจ้ามากกว่าเงินเดือนตอนเป็นอาจารย์ใช่มะ ไม่งั้นคงไม่กล้าหาญลี้ภัยไปแบบนี้

ส่วนที่หงอกเจียมเสียใจว่า อาจจะไม่ได้เห็นหน้าแม่บังเกิดเกล้าวัย 92 ปีอีกแล้ว

ก็ช่วยไม่ได้ เพราะหงอกเจียมคิดเลือกทางเดินนี้เอง

แล้วที่หงอกเจียมบอกเองว่า ตนเป็นครอบครัวคนจีน

ผมก็ไม่รู้นะว่า ครอบครัวคนจีน พ่อแม่ของหงอกเจียมได้สอนลูกชายอย่างหงอกเจียมมาอย่างไร หรือว่า หงอกเจียมเป็นลูกที่พ่อแม่ไม่สั่งสอน ?

แต่คนจีนอพยพข้ามโพ้นทะเลมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร อย่างก๋งของผม สอนว่า ให้กตัญญูและจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดินไทย 

คือถ้าคิดว่าไม่ชอบกษัตริยไทย ก็ควรอพยพไปตั้งรกรากที่ประเทศอื่นจริงไหม

คลิกที่รูปเพื่ออ่านโพสฉบับเต็ม


ล่าสุดหงอกเจียมก็พยายามจะยกกฎหมายและกฎระเบียบ มาท้วงติงเรื่องการไล่ออกไม่ได้บำเหน็จของมันอีก

โถ ๆ คิดจะล้มเจ้า แต่ดันปอดแหกหนีจุดตูด แถมห่วงบำเหน็จราชการอีกนะ กระจอกจริง ๆ กระจอกเจียม แล้วแบบนี้สาวกล้มเจ้าของหงอกก็ได้แต่ชักว่าวฝันกลางวันในกะลาต่อไป

โทษของการผิดวินัยร้ายแรงสามารถไล่ออก ให้ลาออก  ก็ได้ขึ้นอยู่กับเหตุผล ซึ่งเคยมีการฟ้องร้องกันถึงศาลหลายคดี

หากศาลเห็นว่า การขาดราชการแต่มีเหตุผลรองรับสมเหตุสมผล ก็สามารถตัดสินไม่ให้ไล่ออกได้เช่นกัน แต่ให้ลาออกแทน เช่นกรณีป่วย พิการ เป็นต้น

ฉะนั้นหงอกเจียม ก็รีบกลับมาอุทธรณ์ภายใน 15 วันก่อนล่ะ ฮ่า ๆๆ

หา !! อะไรนะ ??

หงอกเจียมอ้างที่ขาดราชการเพราะต้องหนีจากเหตุบ้านถูกยิงจนกระจกแตก แล้วมโนว่า ฝีมือทหารน่ะเหรอ ??

ขอถุย 3 ที ถ้าใช้ตรรกะแบบนี้เพื่อหนีเอาตัวรอด แกนนำ กปปส. หลายคนคงหนีไปเมืองนอกกันหมดแล้ว สนธิลิ้มโดนยิงถล่มรถหลายร้อยนัด จนตัวเองเกือบตาย ก็คงอยู่เมืองไทยไม่ได้อีกตลอดชาติ

ไม่สิ แม้แต่ ขวัญชัย ไพรพนา ที่โดนยิงเกือบตาย ก็น่าจะหนีไปเมืองนอกด้วยอีกคนสิ

เอ.. หายโง่รึยัง สาวกของหงอกเจียมทั้งหลายหายโง่รึยัง 555



ไอ้พวกทรยศชาติหนักแผ่นดิน มันฟังเพลงนี้ไม่มีความสุขหรอก เลยอยากฝากให้หงอกเจียมฟัง 5555


ล่าสุด ศาลปกครองได้เพิกถอนคำสั่งของธรรมศาสตร์ที่ไล่ออก สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลแล้ว

ตามข่าวลิงค์นี้ http://www.posttoday.com/social/general/426102

แต่ภายหลังจากศาลปกครองมีคำสั่ง แต่นายสมศักดิ์ เจียมฯ กลับทำเฉย ทำเงียบไม่ยอมพูดถึงว่าได้รับความเป็นธรรมจากศาลแต่อย่างใด


คลิกอ่าน สมศักดิ์ เจียมโชว์ตรรกะโง่ ๆ เรื่องป๋าเปรม และ มาตรา 112

คลิกอ่าน ผู้ทำลายประชาธิปไตยตัวจริง !!


วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ส.ศิวรักษ์ สมศักดิ์เจียม ปวิน โชว์โง่ เมื่อบิ๊กตู่พูดถึงเขาอัลไต






พลเอกประยุทธ์ พูดกับนักข่าวเกี่ยวกับเทศกาลตรุษจีนว่า "จีนหมดแหละ ถึงจะคล้ำหน่อยก็จีน เดินทางมาจากเทือกเขาอัลไตไม่ใช่เหรอ?"



นายกฯ พูดเท่านี้ ฟังดูก็รู้ว่า ท่านพยายามจะพูดเล่นให้นักข่าวเอาฮา เพื่อโยงให้คนไทยคนจีนเป็นพี่น้องกัน (ต่างกับอีโง่แถลงเป็นทางการแต่โชว์โง่จะจะ)

ด้วยเหตุนี้ก็เลยทำให้บรรดาพวกนักวิชาการที่อ้างตนว่า ต่อต้านเผด็จการออกมากระตี๊กระด๊าอวดโง่กันยกใหญ่ หาว่า นายกฯ ประยุทธ์โง่

โถ ๆ ใครกันแน่ที่โง่ ??

เดี๋ยวผมจะชี้ให้เห็น ซึ่งจริง ๆ มีหลายคนที่ออกมาเยาะเย้ยพลเอกประยุทธ์กันใหญ่ เช่น สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ปวิน ชัชวาลพงษ์พันธ์  ส.ศิวรักษ์ ฯลฯ



คลิกที่รูปเพื่อขยาย


สมศักดิ์ เจียมถามว่า ใครเป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์พลเอกประยุทธ์ ?




อีปวิน ก็อีกรายที่บอกว่า นักประวัติศาสตร์อนุรักษ์นิยมก็ปฏิเสธสมมุติฐานนี้ไปนานแล้ว (แล้วมันนานเท่าไหร่ล่ะอีปวิน?)

ก่อนอื่นผมขอบอกว่า ไอ้อี 2 ตัวเนี่ยสงสัยจะสอบตกคำนวณ ถึงได้โง่จริง ๆ เพราะพวกนี้มันไม่รู้หรือไงว่า พลเอกประยุทธ์เรียนหนังสือชั้นประถมศึกษาที่สอนว่าคนไทยมาจากเทือกเขาอัลไตคือหลักสูตรเมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว 

เพราะหนังสือแบบเรียนประถมศึกษาที่สอนเด็กไทยเมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว เขายังสอนว่า คนไทยอาจอพยพมาจากเทือกเขาอัลไตนั้น มาจากหนังสือหลักไทย ของขุนวิจิตรามาตราได้รับพระราชทานรางวัลและประกาศนียบัตรวรรณคดีของราชบัณฑิตยสภา เมื่อ พ.ศ. 2471 จนกระทั่งมีการบรรจุเนื้อหาเรื่องคนไทยมาจากภูเขาอัลไตลงในแบบเรียน

สุดท้าย แบบเรียนของกระทรวงศึกษาธิการตามหลักสูตรใน พ.ศ. 2521 ได้ถูกยกเลิกแนวคิดเรื่องคนไทยอพยพจากเทือกเขาอัลไตออกไป

ต่อมาในปี 2523 หนังสือศิลปวัฒนธรรมเครือมติชน ได้ไปสัมภาษณ์ขุนวิจิตรมาตรา ซึ่งตอนนั้นท่านอยู่ในวัย 83 ปี เพื่อไปถามว่า ท่านไปเอาแนวคิดเรื่องคนไทยมาจากเทือกเขาอัลไตมาจากไหน

"ผมเขียนตามของหมอดอดด์ เขาว่างั้นนะ ไม่ใช่ผมเมกขึ้นมาเองเมื่อไหร่ ผมไม่รู้หรอกว่าจริงหรือไม่จริง" ขุนวิจิตรมาตรากล่าว บทสัมภาษณ์นี้ตีพิมพ์ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมฉบับเดือนมีนาคม พ.ศ.2523

ต่อมาสุจิตต์ วงศ์เทศ นักค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์ ตีพิมพ์หนังสือ "คนไทยอยู่ที่นี่ ที่อุษาคเนย์" เมื่อ พ.ศ.2537 ระบุว่า คนไทยไม่ได้มาจากไหน แต่อยู่ที่อุษาคเนย์มาแต่เดิม ภูมิภาคนี้ประกอบด้วยชาติพันธุ์หลากหลาย หนึ่งในนั้นพูดภาษา "ตระกูลไทย" กระจายตั้งถิ่นฐานอยู่ตามที่ราบลุ่ม

ในหุบเขาต่างๆ ทางภาคใต้ของประเทศจีน (ในอดีตนับเป็นส่วนหนึ่งของอุษาคเนย์) และบางส่วนของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ ก่อนจะ

ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม จากชนเผ่าหลากหลายกลายเป็นชนชาติไทยในที่สุด

"ไทย ไม่ใช่ชาติพันธุ์บริสุทธิ์ แต่ผสมผสานหลากหลายชาติพันธุ์ หลัง พ.ศ.2500 นักวิชาการยุโรปมาขุดค้นในไทย พบโครงกระดูกมากมาย คำถามคือ ที่นอนในหลุมนี่ใช่คนไทยไหม คำถามเรื่องคนไทยมาจากไหน จึงทวีความสำคัญมากขึ้น เลยเกิดการศึกษาต่อเนื่อง ในที่สุดทฤษฎีเรื่องอัลไตก็พังไปเอง เพราะไม่มีหลักฐาน" สุจิตต์กล่าว

ผลงานของสุจิตต์ 4 เล่มต่อไปนี้ ช่วยอธิบายเรื่องเกี่ยวกับ "คนไทย" ได้เป็นอย่างดี อาทิ

1.คนไทยไม่ได้มาจากไหน? พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2527

2.คนไทยอยู่ที่นี่ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2529

3.คนไทยอยู่ที่นี่ ที่อุษาคเนย์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2537

4.คนไทย มาจากไหน? พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2548

(ที่มาข้อมูลเรื่องคนไทยมาจากไหน มติชนออนไลน์)

เห็นไหมครับ ถ้าเราดูเงื่อนไขของเวลา พ.ศ. จะเห็นได้ว่า พลเอกประยุทธ์เรียนหลักสูตรเก่าในแบบเรียนเรื่องคนไทยมาจากเทือกเขาอัลไตก่อนจะถูกยกเลิกในปี 2521

แถมหนังสือที่ สุจิตต์ วงศ์เทศ นักเขียนประวัติศาสตร์ในเครือมติชน ก็เพิ่งจะตีพิมพ์เรื่องคนไทยไม่ได้มาจากไหน ครั้งแรกเมื่อปี 2527 เอง

แน่นอน ถ้าถามว่า พลเอกประยุทธ์พลาดไหม ที่ไม่รู้ว่า ความเชื่อเรื่องคนไทยมาจากเทือกเขาอัลไต ถูกยกเลิกไปแล้ว

ก็ต้องตอบว่า พลเอกประยุทธ์พลาดจริง ๆ

แต่ผมถามว่า คนไทยที่เรียนหนังสือรุ่นพลเอกประยุทธ์ ที่ไม่ได้มีอาชีพเป็นนักประวัติศาสตร์หรือนักวิชาการ หรือครูบาอาจารย์ จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า ประวัติศาสตร์ไทยในตอนนี้เขาเชื่อใหม่ว่า คนไทยไม่ได้มาจากเทือกเขาอัลไต ?

ถ้าจะด่าพลเอกประยุทธ์ว่า ไม่หัดตามทันประวัติศาสตร์เลย ไม่หัดอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ไทยที่ปรับปรุงแล้วเลย ก็ด่าได้ เพราะท่านอาจไม่ได้สนใจตามเรื่องแบบนี้เท่าไหร่ หรือท่านอาจเคยรู้มาแบบผ่านหูแล้วก็ลืมไปแล้วก็ได้ เลยจำได้แต่ความรู้ที่เคยเรียนมาตอนเด็ก ๆ

เพราะทหาร เขาคงสนใจเรื่องปกป้องชาติในปัจจุบัน ติดตามความรู้ความทันสมัยเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ (เช่นGT200 ฮา) และหลักสงครามสมัยใหม่มากกว่า เลยไม่มีเวลามาสนใจเรื่องประวัติศาสตร์คนไทยมาจากไหน

แต่ถ้ามีคนถามเพื่อหวังแดกดันท่านว่า ใครเป็นครูสอนประวัติศาสตร์ให้พลเอกประยุทธ์ล่ะก็ ผมว่า ไอ้คนถามแบบนี้นั่นแหละโง่กว่า เพราะครูสอนประวัติศาสตร์ของพลเอกประยุทธ์ก็คงสอนว่า คนไทยมากจากเทือกเขาอัลไตนั่นแหละ

ขนาดผมอ่อนกว่าพลเอกประยุทธ 20 ปี ผมยังเคยถูกครู สปช. สมัยป. 5 มาสอนผมเลยว่า คนไทยมาจากเทือกเขาอัลไต ทั้ง ๆ ที่หลักสูตรเก่าน่าจะถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ครูเขาเรียนมาจากหลักสูตรเก่า ก็เลยเอามาเล่าให้นักเรียนฟังอีก เพราะแบบเรียนสมัยที่ผมเรียนก็ไม่ได้บอกว่า คนไทยมาจากไหนกันแน่

แต่เพราะผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือและสื่อที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ผมยังจำได้เลยว่า พวกนักวิชาการและนักประวัติศาสตร์ไทยก็เพิ่งจะออกยืนยันอย่างพร้อมเพรียงกันว่า คนไทยไม่ได้มาจากเทือกเขาอัลไตในช่วงประมาณ 30 ปีให้หลังนี่เอง เหตุเพราะอ้างเรื่องขุดค้นพบอารยธรรมบ้านเชียงเป็นหลักนี่แหละ

ดังนั้นที่อีปวิน บอกว่า นักประวัติศาสตร์เขาปฏิเสธสมมุติฐานนี้มานานแล้ว มันเองก็ไม่ได้ระบุว่าที่ว่านานแล้ว แล้วมันนานเท่าไหร่ล่ะ ?

แต่ถ้าใครฉลาดหัดคิดหัดคำนวณเวลาและอายุของพลเอกประยุทธ์ดู คนฉลาดก็จะรู้ว่า พลเอกประยุทธ์ได้เรียนหลักสูตรเก่าของไทย

----------------

ส่วน ส.ศิวรักษ์ ก็ได้แสดงความเห็นในเรื่องนี้ แต่กลับพลาดเอง เพราะ ส.ศิวรักษ์ ใส่เต็ม ๆ ว่า แนวคิดเรื่องคนไทยมาจากเทือกเขาอัลไต มาจากหนังสือของหลวงวิจิตรวาทการ ทั้ง ๆ ที่ความจริงมาจากขุนวิจิตรมาตราต่างหาก



จริง ๆ แล้ว ประวัติศาสตร์โบราณที่อายุเกิน 1,000 ปีขึ้นไป ไม่มีใครมันรู้จริง 100 % หรอกครับ

อย่างผมจะบอกว่า คนสยามต่างหากที่สร้างนครวัตนครธม คุณผู้อ่านจะเชื่อผมไหมล่ะ เพราะสยามคือเป็นสายพันธุ์ขอมอีกเผ่าหนึ่ง ส่วนขแมร์ ก็เป็นขอมอีกเผ่าหนึ่ง

และดั้งเดิมคนสยามก็ไม่ใช่คนไทยสาย ไทยใหญ่ ไทยลาว ไทยลื้อด้วย แต่เชื้อสายไทยเหล่านั้นมาผสมกับคนสยามที่นี่ (หลังจากชาวสยามอพยพหนีการรุกรานของพวกขแมร์ออกจากแถบนครวัดมา) จนกลายเป็นไทยผสมในทุกวันนี้ไง แล้วต่อมาก็ผสมกันอีกหลายเผ่าพันธุ์เรื่อยมา (ใครสนใจประวัติชาวสยามมากกว่านี้ไปอ่านตามลิงค์บทความด้านล่างสุด)

คลิกอ่าน ขอมไม่ใช่เขมร กูจะเรียกเขมรให้หนักหัวพ่อของไอ้ปึ้ง


ฉะนั้น ใครที่ไม่รู้เรื่องประวัติศาสตร์ไม่ใช่คนโง่หรอกครับ แต่คนที่คำนวณเลขตกนั่นแหละอาจจะโง่กว่า เพราะประวัติศาตร์โบราณอาจเปลี่ยนแปลงได้อีก หากค้นพบหลักฐานใหม่ ๆ ที่น่าเชื่อถือมากกว่า

อย่างเช่น ได้มีการค้นพบว่า ชนเผ่าไต้หวันโบราณ ชนเผ่าฟิลิปปินส์ และชาวโพลีนีเชี่ยนแถบหมู่เกาะนิวกินี เป็นชนเผ่าสายพันธุ์เดียวกัน เพราะใช้เรือรูปทรงเดียวกัน

โดยเริ่มต้นเผ่าพันธุ์ที่ไต้หวัน แล้วอพยพด้วยเรือตามรูปข้างล่างลงใต้เรื่อยมาจนถึงฟิลิปปินส์ เลยไปถึงหมู่เกาะทางตอนใต้แถบนิวกีนี



แต่เอ คนฟิลิปปินส์ ทำไมหน้าคล้ายคนไทยหว่า ?

คลิกอ่าน akecity คุยกับพระเจ้าเรื่องฟิลิปปินส์


วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เฉลยทำไม แตงโม ภัทรธิดา ถึงบอกรักทักษิณ






(หมายเหตุ ยอดไลค์เดิม 1,700 กว่าไลค์หายไปเพราะความไม่เสถียรของระบบเฟสบุ๊ค)

ดาราสาว แตงโม ภัทรธิดา สร้างความประหลาดใจให้กับหลายคน จากกรณีที่เธอออกมาโพส IG บอกรักทักษิณและครอบครัว ตามนี้




ก่อนอื่นเราต้องรู้และเข้าใจก่อนว่า  แตงโม เธอถือนับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งศาสนาคริสต์ ได้สอนหลักธรรมที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่อง ความรัก  เช่น

"จงรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง"

พระเยซูเจ้าตรัสกับสาวกของพระองค์ว่า "จงรักกันและกัน เหมือนอย่างที่เรารักท่าน" (ยน.13:34)

ในการตอบคำถามที่เกี่ยวกับพระบัญญัติเอก พระเยซูเจ้าตรัสว่า "บัญญัติเอกรึ อิสราเอลเอ๋ยจงฟังเถิด พระผู้เป็นเจ้าของชาวเรามีแต่พระเจ้าเดียว เจ้าจงรักพระผู้เป็นเจ้าของเจ้าสุดดวงใจ สุดวิญญาณ สุดจิตใจและสุดสติกำลังของเจ้าเถิด ส่วนประการที่สองก็คือ จงรักผู้อื่นเหมือนรักตนเอง ไม่มีบัญญัติอื่นใดใหญ่กว่านี้อีก" (มก.12:29-31)

นักบุญเปาโล อัครสาวก เตือนใจในเรื่องนี้เช่นกันว่า "ผู้ที่รักเพื่อนมนุษย์ ก็ได้ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติครบถ้วนแล้ว พระบัญญัติกล่าวว่า อย่าทำผิดประเวณี อย่าฆ่าคน อย่าลักขโมย อย่าโลภ และถ้ามีบทบัญญัติอื่นอีกก็สรุปได้ในข้อความนี้ว่า จงรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง ความรักไม่ทำความเสียหายแก่เพื่อนมนุษย์ เพราะฉะนั้น ความรักจึงเป็นการปฏิบัติอย่างครบถ้วน" (รม.13:8-10)


คำสอนต่อมา เช่น

"การรักพระเจ้า คือ รักเพื่อนมนุษย์"

เพราะถ้ารักพระเจ้าได้ ก็สามารถรักเพื่อนมนุษย์ได้ เพราะ การรักเพื่อนมนุษย์ คือหนทางที่นำไปสู่ความรักต่อพระเจ้า

ซึ่งเรื่องความรักพระเจ้า และความรักเพื่อนมนุษย์ จึงเป็นเสมือน 2 สิ่งที่แตกต่างกันที่เป็นเนื้อเดียวกัน หรือเรียกว่า เป็นหลักการสำคัญที่สุดในธรรมบัญญัติของพระเยซูคริสต์ ซึ่งพระองค์สรุปไว้ 2 ข้อ คือ

ข้อแรก รักพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน ด้วยสุดความคิดและด้วยสิ้นสุดกำลัง
ข้อสอง รักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง


แล้วกรณีที่ แตงโม บอกรักทักษิณ ล่ะคืออะไร ?

"จงรักศัตรูของคุณ" พระยะโฮวาหรือพระเจ้า ได้สอนว่า ให้รักศัตรู

ในสมัยพระเยซู บางคนสอนว่าให้เกลียดศัตรู แต่พระเยซูแนะนำว่า “จงรักศัตรูของเจ้าต่อ ๆ ไปและอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงเจ้าต่อ ๆ ไป” (มัด. 5:43-45)

นักบุญเปาโลก็แนะนำคล้าย ๆ กันว่า “ถ้าศัตรูของท่านหิว จงให้อาหารเขากิน ถ้าเขากระหาย จงให้อะไรเขาดื่ม” (โรม 12:20; สุภา. 25:21)

ในสมัยชาติอิสราเอล พระยะโฮวาให้กฎหมายแก่พวกเขาว่าให้ช่วยเหลือศัตรูและช่วยแม้แต่สัตว์ของศัตรูด้วย (เอ็ก. 23:5)

เมื่อทำตามคำแนะนำนี้ บางคนที่เคยเกลียดกันอาจกลายมาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน นอกจากนั้น การแสดงความรักต่อศัตรูอาจทำให้เขาประทับใจและเข้ามารับใช้พระยะโฮวา

-------------------

สรุป ก็คือ ที่แตงโมรักทักษิณ ก็คือการรักในฐานะที่ทักษิณเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน หรือแม้กระทั่งรักทักษิณในฐานะศัตรู ดั่งที่พระเจ้าทรงสอน

ลองสังเกตประโยคนี้ของแตงโม จะทำให้เราเข้าใจในเจตนาของเธอ

"เราอาจโกรธ เกลียด ไม่พอใจในสิ่งที่คน คนนึงทำ "เราอาจไม่สนับสนุนและต่อต้านสิ่งเลวร้ายบางอย่างที่คน คนนึงทำ แต่เราไม่สามารถเกลียดคนคนนั้น" เพราะทุกคนบนโลกใบนี้คือพี่น้องกัน แม้แต่ผู้ที่จับพระเยซูคริสเจ้าไปตรึงบนไม้กางเขน พระองค์ยังทรงรักและอภัย เรื่องมากมายบนโลกใบนี้จึงเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดที่พระองค์รับมา ความรักยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ทำให้หนูอยากมีหัวใจที่เหมือนพระองค์"

แปลง่าย ๆ ก็คือ แตงโมรักทักษิณในฐานะเพื่อนมนุษย์ แต่เธอไม่ได้สนับสนุนการกระทำเลว ๆ ของทักษิณ

คุณผู้อ่านคงเข้าใจนะครับ อย่าโง่เหมือนอีปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ตุ๊ดใจหยาบไร้ศาสนา ที่ล้อเลียนการโพสของแตงโม ตามนี้




อปิดท้ายด้วยโพสต่อมาของแตงโม ซึ่งจะทำให้เรายิ่งเข้าใจมากขึ้น ให้สังเกตตรงกรอบสีขาวที่ผมล้อมไว้



จงยกโทษแก่เขา ไม่ใช่เพราะเขาคู่ควรแก่การให้อภัย
แต่เป็นเพราะคุณคู่ควรกับการมี "สันติ" ในใจ

ยกโทษ = ให้อภัย หมายถึง การให้อภัยด้วยใจ แต่โทษทางกฎหมายก็ต้องดำเนินต่อไป

----------------

แล้วในทางพุทธศาสนาล่ะ

แน่นอน ในคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็มีเช่น

เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร หมายถึง หลักการให้อภัย แม้แต่ศัตรูของเรา เราก็ควรให้อภัย เพราะ

สัตว์โลกล้วนเป็นไปตามกรรม หมายถึง ใครก่อกรรมใดไว้ กฏแห่งกรรมย่อมจัดการเขาเอง โดยเราไม่ต้องไปจองเวรจองกรรมกับเขา เพราะนั่นจะทำให้เราทุกข์เอง และการที่คิดจองเวรซึ่งกันและกัน ก็จะทำให้เราไม่สามารถหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้

ซึ่งการเวียนว่ายตายเกิด ก็คือ การวนเวียนอยู่ในวัฏสงสาร

ดังนั้นการให้อภัย หรือ อภัยทาน ก็คือ จุดเริ่มต้นของการหยุดเวียนว่ายตายเกิด

ตราบใดถ้ายังไม่ให้อภัยหรือหยุดจองเวรจองกรรมต่อกัน ตราบนั้นก็ไม่มีทางพบพระนิพพานได้

เช่นเดียวกัน เราต่อต้านการกระทำของทักษิณหรือต่อต้านระบอบทักษิณได้ แต่อย่าได้ไปจองเวรจองกรรมกับทักษิณ

คลิกอ่าน ความโง่ของปวิน ชัชวาลพงษ์พันธ์ ตุ๊ดไร้ศาสนา ไร้วัฒนธรรม

คลิกอ่าน การ์ตูนมติชน เปรียบยิ่งลักษณ์ เหมือนพระเยซู


วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ผมไม่ชอบโฆษณาไทยประกันชีวิต เรื่อง เหตุผลที่ยืน






ผมเป็นคนที่รักในหลวงรัชกาลที่ 9 มาก ถ้าใครเคยอ่านบทความของผมนับเป็นสิบ ๆ บทความ ผมเขียนเพื่อปกป้องและเคารพในหลวงทั้งสิ้น

แต่ผมไม่ชอบโฆษณาไทยประกันชีวิต เรื่อง เหตุผล The Reason ที่พยายามเหลือเกินเพื่อจะให้คนดูซาบซึ้งว่า ทำไมต้องยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงหนัง



อย่างเช่น ผู้แสดงที่ออกมาพูดหน้าจอหนัง บอกว่า เพราะผมไม่เคยเห็นในหลวงนั่งเลย

ขอบอกว่า เว่อร์มาก ครับ เพราะความเวอร์เพื่อจะยกย่องเทิดทูนในหลวงแบบนี้นี่แหละที่ ที่ผมมองว่า เป็นการเทิดทูนเชิงทำลาย!!


ในหลวงทรงประทับนั่งบ่อยครั้ง เพื่อใกล้ชิดพสกนิกรของพระองค์มากขึ้น

ตัวอย่างเช่น แทนที่จะพูดว่า ในหลวงทรงไม่เคยมีวันหยุดทรงงานเพื่อราษฎร หรือหยุดห่วงใยราษฎร เป็นต้น

เช่น เมื่อหลายวันก่อน ผมดูทีวีได้สัมภาษณ์ผู้นำชาวเขาคนนึง เขาบอกว่า ได้เข้าเฝ้าในหลวงครั้งสุดท้ายที่ศิริราช เมื่อปี 2557 เพราะในหลวงทรงเรียกมาสอบถามความเป็นอยู่ของราษฎรว่า เป็นอย่างไรบ้าง พัฒนาไปถึงไหนกันแล้ว

แม้ทรงพระประชวร ก็ไม่เคยหยุดห่วงใยประชาชน


ผมว่า ไทยประกันชีวิตมีปัญหาเรื่องการนำเสนอโฆษณาในระยะหลัง ๆ มาก อย่างเช่น โฆษณาเมื่อปีก่อน ก็นำเรื่องขอทานมาทำซึ้ง แต่ผมไม่ซึ้งว่ะ เพราะมันคือการส่งเสริมขอทาน

คลิกอ่าน วิจารณ์โฆษณาไทยประกันชีวิต Unsung Hero

อย่างเรื่องการยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงหนังนั้น ส่วนตัวผมเองเมื่อครั้งยังไปดูหนังที่โรงภาพยนตร์ บอกตรง ขณะกำลังนั่งสบาย ๆ แต่อยู่ ๆ ต้องมายืนเคารพเพลวสรรเสริญพระบารมี ผมยอมรับเลยว่า ตอนเด็กๆ ผมก็เคยขี้เกียจยืน

แต่ถึงแม้ผมจะขี้เกียจยืนก็ตาม แต่ผมก็เต็มใจที่จะยืน เพราะผมถือว่า มันเป็นหน้าที่ของคนไทยที่เมื่อได้ยินเพลงสรรเสริญพระบารมีเมื่อใด ก็ต้องยืนทำความเคารพ

(ต่อมาผมจะคิดในแง่ดีว่า เมื่อเพลงสรรเสริญจบ เราก็จะได้ดูหนังแล้วเย้ ๆ)

ผมทำเพราะถือว่าเป็นหน้าที่ ผมไม่พยายามสรรหาเหตุผลมาอ้างให้ซึ้งบ้าบอคอแตกแบบที่โฆษณาไทยประกันชีวิตพยายามจะนำเสนอหรอกครับ

โอเค คนอื่น ๆ อาจซึ้งกับโฆษณากระสันซึ้งของไทยประกันชีวิต

แต่ผมไม่ซึ้ง(ว่ะ)

เพราะผมไม่ชอบการนำเสนอที่พยายามยัดเยียดให้ซาบซึ้งและเว่อร์ของโฆษณาชิ้นนี้ครับ

สำหรับผม ผมซึ้งเองได้ว่ะ เพราะผมซึมซาบมานานแล้ว มันซึ้งจากภายในออกมา ไม่ใช่อยู่ ๆ ต้องมีคนออกมาพูดแล้วผมเพิ่งจะมาซึ้ง เพิ่งจะมารู้หน้าที่ !!

หมายเหตุ ตั้งแต่ พ.ศ. 2553 เป็นต้นมา การไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี ไม่ถือเป็นความผิดทางกฎหมายอีกต่อไป


เรายืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี โดยหน้าที่ของการเป็นคนไทยที่ต้องถวายความเคารพองค์พระประมุขของชาติ คุณจะรักในหลวงหรือไม่ ก็แล้วแต่คน ๆ ไป หรือแม้ต่อไปจะเป็นในหลวงรัชกาลอื่น ๆ เราก็ควรยืนเคารพเช่นเดียวกัน

แต่โฆษณาไทยประกันชีวิต พยายามจะสอนประชาชนผิดๆ ว่า ที่เรายืนเคารพเพลงสรรเสริญ เพราะหัวใจ เพราะความรักที่มีต่อในหลวง ซึ่งผิดหลักการมากครับ

แม้ในปัจจุบัน จะไม่ใช่หน้าที่ตามกฎหมายแล้ว แต่ในโรงหนังเขามีกฎกติกามารยาทแบบนี้ ใครไม่อยากยืนเมื่อเพลงสรรเสริญพระบารมีดังขึ้น

คุณก็ช่วยมีมารยาทเคารพกติกาสังคมและสถานที่ ด้วยการไม่ต้องไปดูหนังที่โรงภาพยนตร์สิครับ หรือไม่ก็ เปิดโรงหนังของตัวเองไปซะ

---------------------

"ส่วนผมรักในหลวง เพราะผมเป็นคนไทย โดยที่ในหลวงไม่ต้องมาทำอะไรให้ผมด้วยซ้ำ"

ส่วนเหตุผลมากกว่านี้เคยเขียนไปแล้ว กับบทความด้านล่าง

คลิกอ่าน ทำไมคุณถึงรักในหลวง !! (เมื่อพวกล้มเจ้ามาถามคุณ)

คลิกอ่าน ทำไมต้องยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี (ว่าด้วยกฎหมายตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน)

คลิกอ่าน การ์ตูน เหตุผลที่ยินเคารพเพลงสรรเสริญฯในโรงหนัง (ดีกว่าหนังโฆษณาไทยประกันชีวิต)


สงสัยทางไทยประกันชีวิตคงจะเชื่อที่ผมวิจารณ์ 

เพราะตั้งแต่บทความนี้ของผมเผยแพร่ออกไป โฆษณาตัวนี้ก็แทบไม่ได้ออกอากาศอีกเลย อย่างผมเพิ่งเคยเห็นออกทางฟรีทีวีช่องหลักแค่ครั้งเดียวเท่านั้น

คลิกอ่าน โฆษณาไทยประกันชีวิต ชุด โอกาส ดันตกม้าตายตอนจบ


วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

วิธีเดียวที่รัฐบาลจะแก้ปัญหาราคาอาหารจานเดียวแพงได้






ผมเคยเขียนเรื่อง ราคาอาหารจานเดียวที่เป็นธรรมควรอยู่ที่เท่าไหร่ ไว้ในบทความเก่าเมื่อปึ 2555 ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์

บทสรุปในบทความนั้นคือ ราคาอาหารจานเดียวเมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำในปัจจุบัน ควรมีอัตราส่วนต่างกันไม่เกิน 10 เท่า 

เช่น ถ้าค่าแรงขั้นต่ำในวันนี้คือ 300 บาท ราคาอาหารจานเดียว ต้องไม่เกิน 30 บาท และที่สำคัญปริมาณอาหารต้องขนาดพออิ่ม ไม่ใช่ราคาถูกแต่กินไม่อิ่ม เช่น ขายจานละ 30 บาทแต่กินจานเดียวไม่อิ่ม จนต้องกิน 2 ชาม รวมเป็นมื้อละ 60 บาท แบบนี้ก็ถือว่าแพง

แต่ถ้าจะให้ราคาอาหารจานเดียวถูกสำหรับคนไทย ผมว่า อัตราส่วนค่าแรงขั้นต่ำต่อราคาอาหารควรอยู่ที่ 12-15 เท่า หรือราคาจานละ20-25 บาทเท่านั้นและต้องมีปริมาณพออิ่มด้วย ซึ่งในหลาย ๆ ประเทศที่เจริญแล้วเขาจะมีอัตราส่วนค่าแรงขั้นต่ำกับราคาอาหารทั่วไปประมาณนี้ 

เดี๋ยวคนขายอาหารจะเถียงว่า งั้นก็มาขายเองสิ ?

คือ ผมก็คงไม่เถียงหรอกครับ แต่ผมว่า ระบบราคาอาหารของไทยมันผิดพลาดมานานแล้ว

แต่ถ้าใครเคยดูข่าว จะเห็นว่า ยังมีผู้ขายอาหารจานละ 10 บาท ในปริมาณพอเหมาะอยู่หลายราย ซึ่งพวกเขาเหล่านี้บอกว่า ที่ขายราคานี้เพราะสงสารคนจน และไม่ได้หวังกำไรมาก แต่อาศัยขายได้เยอะ ๆ


ทุกครั้งที่มีข่าวคนขายอาหารราคาถูกมาก ก็จะมีแต่คนอวยพรให้เจ้าของร้านเจริญรุ่งเรือง ซึ่งคำอวยพรเหล่านี้จะทำให้เจ้าของร้านและครอบครัวมีความสุข ความสำเร็จและความเจริญในทุกด้าน ต่างกับคนขายอาหารแพงก็มักจะมีเรื่องให้เสียเงินโดยใช่เหตุเสมอ ๆ 

มเคยเขียนราคาอาหารในหลายประเทศในบทความว่า ทั้งมาเลเซีย ญี่ปุ่น สิงคโปร์  อาหารจานเดียวของประเทศเหล่านี้ มีขนาดที่ว่าจานเดียวอิ่มทั้งสิ้น แถมเมื่อเทียบกับอัตราค่าแรงขั้นต่ำของแต่ละประเทศแล้ว นับว่า ราคาอาหารบ้านเขาถูกกว่าอาหารจานเดียวของไทยทั้งสิ้น ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ?

คลิกอ่าน ค่าเฉลี่ยคนไทยกินก๋วยเตี๋ยวแพงกว่าชาติอื่น
คลิกอ่าน เชื่อไหมคนไทยกินเค้กแพงกว่าคนญี่ปุ่น


หรือแม้แต่ไข่ไก่ใบใหญ่ที่สหรัฐอเมริกา เขาขายแค่โหลละ 99 เซนต์ ตกฟองละ 2.50 บาทเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ค่าแรงขั้นต่ำที่สหรัฐอเมริกาสูงกว่าไทยเกือบ 10 เท่า ส่วนคนไทยค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท แต่ต้องซื้อไข่ไก่ฟองละ 3 บาทขึ้นไป (คลิกอ่านบทความเก่า)


ทางเดียวที่ภาครัฐ จะช่วยลดราคาอาหารจานเดียวเพื่อประชาชนได้ ผมมองเห็นทางเดียวคือ ต้องให้หน่วยงานราชการทุกหน่วย เช่น สำนักเขต สถานีตำรวจ โรงพยาบาล ทุกหน่วยงานราชการ ควรมีร้านอาหารราคาถูกขายเองเสียก่อน แล้วถ้าขยายให้ร้านอาหารในหน่วยงานราชการขายให้ประชาชนได้ด้วยก็จะดี

จริง ๆ ก็คงไม่ต้องขายถูกขนาดจานละ 10 บาทหรอกครับ ขายในราคาปกติที่จานละ 20 25 30 บาทต่อจานก็ได้ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสถานที่และทำเล ขอเพียงขายอาหารแล้วลูกค้ากินอิ่ม ปริมาณสมเหตุสมผล แค่นี้ก็นับว่าได้ช่วยเหลือคนไทยด้วยกันแล้ว

เช่น ถ้าราคาอาหารจานเดียวในห้างสรรพสินค้า ราคาจานละ 35- 45 บาท ก็พอสมเหตุสมผล เพราะเขามีค่าสถานที่ที่ดีกว่า มีค่าแอร์ ที่มีค่าโสหุ้ยสูงกว่าร้านอาหารตามสั่งทั่วไป

หรือร้านอาหารที่เป็นตึกแถว ราคาสัก 30-40 บาทก็พอเข้าใจ

แต่ไอ้พวกร้านหาบเร่ ร้านรถเข็น หรือร้านที่หากินบนทางเท้า เสือกขายแพงเท่าราคาร้านอาหารตึกแถวหรือราคาตามห้าง แบบนี้ถือว่าแพงมากและเอาเปรียบลูกค้า ทั้งที่ร้านพวกนี้น้ำสะอาดสำหรับล้างจานชาม ก็ไม่ได้สะอาดหรือมีมากพอเหมือนร้านที่เป็นร้านตึกแถวหรือร้านที่เป็นร้านจริง ๆ

ส่วนภาครัฐเอง จะแค่ไปขอความร่วมมือกับห้างสรรพสินค้าอะไรแบบนั้น หรือขอร้องร้านอาหารให้ช่วยขายราคาถูกหรือตรึงราคาอย่างเดียว ไม่มีทางได้ผลหรอกครับ มันแค่ลูบหน้าปะจมูก ทำแบบนี้มาหลายหนแล้ว

ฝ่ายราชการเองนั่นแหละ ที่ต้องมีร้านอาหารของทางราชการเองที่ขายถูกก่อน จึงจะช่วยทำให้ราคาอาหารจานเดียวในประเทศไทยถูกลงได้

และร้านอาหารของทางราชการต้องไม่ขายให้เฉพาะข้าราชการเท่านั้น ต้องเปิดขายให้ประชาชนได้เข้ามาซื้อ หรือขายมันหน้าหน่วยราชการได้เลยยิ่งดี ประชาชนจะได้เข้าถึงได้ง่าย ๆ 

อย่าง กระทรวงพาณิชย์มีข้าวสารเหลือคาโกดังรัฐเยอะ ก็เอาข้าวสารมาหุงขายถุงละ 5 บาทสิครับ ขายแบบนี้ให้ทั่วประเทศ รับรองดึงราคาอาหารลงได้แน่นอน

เขาเรียกว่า ใช้มาตรการด้านราคาถูกกดดันราคาตลาดให้ถูกลงตาม แต่ถ้ามีขายไม่ทั่วถึง ก็กดดันราคาอาหารจานเดียวทั่วไปให้ถูกลงไม่ได้เหมือนเดิม

ก่อนจบบทความ ผมเคยเล่าถึงข้าวไข่เจียวกุ้งของเซเว่น ที่ผมเขียนไปเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วว่า ได้ขึ้นราคาจาก 35 บาท เป็น 37 บาท

คลิกอ่าน รีวิวข้าวไข่เจียวกุ้งเซเว่น ขึ้นราคาแล้ว

นี่ล่าสุดผ่านไปไม่เท่าไหร่ ข้าวไข่เจียวกุ้งเซเว่น ได้ขึ้นราคาเป็น 40 บาทแล้ว สวนทางกับราคาพลังงานที่ลดลง สวนทางกับภาวะเงินเฟ้อที่ลดลง

แน่นอน ผมเลิกกินข้าวไข่เจียวเซเว่นราคา 40 บาทแล้วครับ เพราะเอาเปรียบและหน้าเลือดกับลูกค้าเกินไป

ผมอยากบอกรัฐบาลว่า ถ้าเซเว่นอีเลฟเว่นคิดช่วยรัฐและประชาชน ช่วยชาติตรึงราคาอาหารสำเร็จในเซเว่นให้ถูกลงได้ ก็จะทำให้ราคาอาหารจานเดียวทั่วประเทศถูกลงได้เช่นกัน




ยกตัวอย่างเช่น ถ้าไข่เจียวกุ้งเซเว่น ถ้าราคาจานละ 35 บาท ผมก็จะเลือกกินข้าวเซเว่นดีกว่าซื้อจากร้านอาหารตามสั่ง เหมือนที่ผมเคยเขียนเล่าไปแล้ว

หรือข้าวกระเพราะหมูเซเว่น  ถ้าในปริมาณที่ขายอยู่ทุกวันนี้ ถ้าขายราคาสักกล่องละ 25 บาท ก็จะช่วยฉุดราคาข้าวกระะเพราหมูในร้านอาหารตามสั่งทั่วไปลงมาได้แน่นอน

เพียงแต่เซเว่นอีเลฟเว่นของเจ้าสัวซีพี เขายึดกำไรเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เขาก็เลยช่วยอะไรคนไทยกับรัฐบาลไทยไม่ได้

(ล่าสุด ผ่านไป 2 อาทิตย์ ข้าวไข่เจียวกุ้นเซเว่นกลับไปขายราคาเดิมที่ 37 บาท)

---------------------

วันก่อนเห็นสำนักข่าวไทยรายงานว่า ข้าวไข่เจียวไข่ 2 ฟอง ราคาที่รัฐแนะนำคือ จานละ 20 บาท 

ผมขอบอกว่า ข้าวไข่เจียว 2 ฟองราคา  20 บาทที่รัฐแนะนำหาซื้อไม่ได้เลยครับ เพราะแถวบ้านผม แค้ไข่เจียว 2 ฟองไม่มีข้าว เขาขายราคา 20 บาทแล้วครับ ถ้าเอาข้าวด้วยก็ 30 บาท

ดังนั้น ราคาอาหารจานเดียวมันแพงมาตลอด และไม่ยอมลดราคาลงแน่นอน ถ้าคิดจะให้ราคาอาหารจานเดียวราคาถูกลง รัฐต้องให้หน่วยงานราชการต่าง ๆ มีร้านอาหารออกมาขายราคาถูกแข่งเท่านั้น ไม่มีทางอื่น !!

ากแต่ละหน่วยงานราชการยังไม่สามารถจัดให้มีร้านอาหารราคาถูกขายได้ ก็ต้องกระทรวงพาณิชย์ ควรไปจัดทำร้านอาหารธงฟ้า ขายในทุกหน่วยงานราชการเอง หรือจะไปเปิดขายในทุกโรงเรียนรัฐบาลด้วยก็ยิ่งดี

ถ้าหน่วยงานราชการยังไม่สามารถขายอาหารราคาถูกได้ งั้นก็เลิกพูด เพราะไม่มีประโยชน์ที่รัฐจะไปขอร้องเอกชน



ร้านอาหารในโรงพยาบาลารามาธิบดี ด้านที่นักศึกษาแพทย์มากินกันนั้น แต่ละร้านก็เป็นร้านของเอกชนมาเช่าขาย อาศัยที่ว่าทางโรงพยาบาลไม่ได้เก็บค่าเช่าที่แพง ก็เลยขายอาหารราคาถูกสุด ๆ ได้

----------------------

อัพเดทข่าวล่าสุด

ข่าววันที่ 18 ก.ค. 58 สื่อหลายสำนักลงช่าวว่า ทหารในกองกำลังหลายแห่ง ขายอาหารราคาถูกหน้าค่ายราคาตั้งแต่ 10-20 บาทให้ประชาชนทั่วไป



แต่ก็แปลกนะ พอทหารจะขายอาหารราคาถูกให้ประชาชน ก็มีไอ้พวกเอาแต่ด่า ออกมาด่าตามเพจข่าวหลายแห่ง สงสัย พวกกลัวเสียผลประโยชน์ออกมาด่าแหง ๆ

ทำไมทหารจะขายอาหารราคาถูกให้ประชาชนหนักพ่อมึงเหรอไง ???

คลิกอ่าน ทำไมขายอาหารขายดีแต่กลับไม่รวยสักที