วันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2557

ความฟุ่มเฟือยแบบพอเพียงของฟลอยด์ เมย์ เวทเธอร์ จูเนียร์







เมื่อหลายเดือนก่อน แชมป์ พีระพล เคยนำสกู๊ปทรัพย์สินของ ฟลอยด์ เมเวทเธอร์ จูเนียร์ มานำเสนอ

เพราะ ฟลอยด์ คือนักกีฬาที่ได้เงินจากการแข่งขันกีฬามากที่สุดในโลก หมายถึง รายได้ไม่รวมค่าจ้างไปโฆษณาต่าง ๆ

และในปี 2557 ฟลอย์ ได้รับรายได้มากกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3,350 ล้านบาท ถือเป็นอันดับ 1 ในโลก มากกว่าอันดับ 2 อย่างคริสเตียโน่ โรนัลโด้ที่มีรายได้ประมาณ 2,500 ล้านบาทเท่านั้น

และฟลอยดฺ์ ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นนักมวยสากลอาชีพที่เก่งที่สุดในโลก เมื่อเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์ จากสถิติการชกไม่เคยแพ้ใครมาจนวันนี้


ฟลอยด์ ตั้งชื่อทีมงานของเขาว่า Money Team และเขากำลังมองรถหรู ๆ ในบ้านของเขา


ซึ่งแชมป์ พีระพล กล่าวสรุปได้สกุ๊ปข่าวของเขาว่า "ฟลอยด์ อาจดูเว่อร์ อาจดูใช้ชีวิตหรูหรา ฟุ่มเฟือย แต่ถ้าเทียบกับรายได้ของเขา ก็ต้องบอกว่า นั่นมันแค่เศษเงินที่เขาใช้เพียงน้อยนิดเท่านั้น จะเรียกว่า ฟลอยด์พอเพียงในแบบฉบับของเขาก็ได้

แต่สำหรับน้อง ๆ นักเรียนที่ยังหาเงินเองไม่ได้ แต่กลับมีไอโฟนเครื่องละหมื่นถึง 2 หมื่นบาทใช้ แบบนั้น ผมว่า ไม่พอเพียงนะครับ"


หมายเหตุ ฟลอย เมเวทเธอร์ จูเนียร์ คือ นักมวยเหรียญทองแดงโอลิมปิค รุ่นเดียวสมัยเดียวกันกับที่สมรักษ์ คำสิงห์ ได้เหรียญทองโอลิมปิค


คลิกดู ความหรูหราฟุ่มเฟือยของฟลอยด์


-----------------------

นิยามความพอเพียง โดย akecity

ความพอเพียงไม่ได้แปลว่า ต้องยากจน

แต่ความพอเพียง ก็คือใช้จ่ายให้พอดีให้สมกับฐานะของตนเองโดยที่ไม่เดือดร้อน

ความพอเพียงของคนรวย จึงย่อมไม่เท่ากับความพอเพียงของคนจน


บทบาทที่ผิดพลาดของนายอภิสิทธิ์ กับพลเอกสายหยุด






กรณี พลเอกสายหยุด เกิดผล อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ออกตัวมาในนาม รัฐบุคคล เสนอให้พลเอกเปรม ประธานองคมนตรีในฐานะรัฐบรุษ ทูลเกล้าถวายหนังสือขอให้ในหลวงทรงมีพระราชวินิจฉัยแก้ไขปัญหาการเมืองนั้น

ซึ่งผมเคยเขียนไปในบทความเรื่อง รัฐบาลรักษาการเจตนาให้ร้ายในหลวง ไปแล้ว

แต่ขอเสริมอีกสัดนิดว่า พลเอกสายหยุด ลงมาเสือกในสิ่งที่ไม่ควรจะยุ่ง เพราะสิ่งที่พลเอกสายหยุดเสนอ ยิ่งเป็นการทำลายพลเอกเปรม จนท่านถูกโจมตีอย่างหนัก ว่าท่านเป็นอำมาตย์ที่ยังอยากยุ่งเกี่ยวการเมือง เป็นการตอกย้ำการใส่ร้ายของพวกเสื้อแดงที่มีต่อพลเอกเปรมให้ดูเป็นจริงมากขึั้น

ซึ่งผมถือว่า พลเอกสายหยุด เสือกแท้ ๆ ครับ โชคดีที่พลเอกเปรม ไม่เอาด้วย และได้ปฏิเสธข้อเสนอของพลเอกสายหยุดไปแล้ว

การที่พลเอกเปรมได้เชิญพลเอกสายหยุด ไปพูดคุยปัญหาบ้านเมืองตามประสาคนคุ้นเคยกัน เฉกเช่นในฐานะประชาชนทั่วไปที่สามารถคุยเรื่องบ้านเมืองกันได้

การที่พลเอกเปรมไม่ได้มีท่าทีขัดค้านขัดแย้งกับความเห็นของเพื่อน  ก็ไม่ได้แปลว่า พลเอกเปรมท่านจะต้องเห็นด้วยในข้อเสนอใด ๆ ที่พลเอกสายหยุดเสนอในทันที เพราะเรื่องแบบนี้มันต้องใช้เวลาศึกษาไต่ตรองให้รอบคอบ เพราะหากกระทำผิดพลาดไปย่อมกระทบกระเทือนและอาจสร้างความระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทได้

แต่พลเอกสายหยุด พูดคุยปุ๊บ ก็จะทำทันที เพียงแค่เห็นว่า พลเอกเปรม ยังไม่ได้ตอบปฏิเสธ พลเอกสายหยุดก็ทึกทักว่า พลเอกเปรมได้เห็นด้วยไปแล้ว

ฉะนั้น เรื่องที่พลเอกสายหยุด เสนอนั้น สมควรจบลงได้แล้ว ท่านไม่ต้องกระทำใด ๆ ในเรื่องนี้ต่อไปอีก

(ล่าสุดผมเพิ่งเห็นข่าวเมื่อกี้ว่า พลเอกสายหยุด ออกมาบอกแล้วว่า ตนเองเข้าใจผิดไปเองว่าพลเอกเปรมเห็นด้วย เพราะพลเอกเปรมแค่รับฟังเฉยๆ)


ป๋าเปรมไปเลือกตั้งในฐานะประชาชนไทยคนหนึ่ง

รูปจากโอเคเนชั่น

----------------------

บทบาทที่ก้าวพลาดของนายอภิสิทธิ กับการปฏิรูป

อยู่ ๆ นายอภิสิทธิ์ ก็ออกมาพูดอะไรที่ชาวบ้านทั่วไปฟังแล้ว ต้องบอกว่า กูงง

คือนายอภิสิทธิ์ ก็ยังพูดบนหลักการที่สวยหรู แต่คนทั่วไปบอกว่า นี่แหละคือความไม่จริงใจ เพราะพูดให้ตีความยากมาก จนชาวบ้านเบื่อ

เพราะเวลานี้คนไทยต้องการสิ่งที่พอฟังปุ๊บเข้าใจปั๊บ ชัดเจน ไม่ต้องตีความให้ยุ่งยาก

นี่ถ้าเป็นคนที่ไม่ชอบนายอภิสิทธิ์เป็นทุนเดิม เขาก็จะบอกว่า มาร์คอยากจะชิงกระแสความนิยมในตัวกำนันสุเทพ กลับมาให้ตัวเองบ้าง 



แต่ก่อนอื่นนายอภิสิทธิ์ ต้องรู้หลักการสำคัญเรื่องการปฏิรูปการเมืองของ กปปส. ให้ถูกต้องเสียก่อน

นั่นคือ ต้องไม่มีนักการเมืองมายุ่งเกี่ยวกับการปฏิรูปการเมือง เพราะนักการเมืองไทยนี่แหละ คือตัวปัญหาที่สำคัญที่สุดที่ทำให้การเลือกตั้งไทยมันห่วยแตก โหลยโท่ย มาจนวันนี้

แล้วนายอภิสิทธิ์ เป็นใครล่ะ ? ใช่นักการเมืองหรือไม่ ?

สิ่งที่ กปปส. ยืนยันคือ ต้องปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง และต้องไม่ให้นักการเมืองมายุ่งเกี่ยวกับการปฏิรูป

ย้ำ !! ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง !!

แต่สิ่งที่นายอภิสิทธิ์ออกมาพูดสวยหรูคือ น่าจะปฏิรูปไปพร้อม ๆ กับการเลือกตั้ง

เพียงแค่นี้ก็เท่ากับทำลายหลักการสำคัญเรื่องปฏิรูปประเทศไทยของ กปปส. ไปแล้ว

ผมขอวิจารณ์แค่นี้แล้วกัน แต่ขอบอกว่า นายอภิสิทธิ์อยู่เฉย ๆ น่าจะดีกว่า จะออกมาแถลงการณ์ในเรื่องนี้ เพราะยิ่งทำให้ผู้คนสับสน วุ่นวาย แตกแยกมากขึ้น


----------------------

ทีนี้แนะนำอ่าน บทความที่ผมลองเดาทางข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์ดูครับ

แนะนำ คลิกอ่าน ดักทางข้อเสนอทางออกประเทศของนายอภิสิทธิ์


วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557

สมียันตระ มีพฤติกรรมยอมรับเองว่า ได้ขาดความเป็นพระไปแล้ว







เห็นพระบางรูปยังไปก้มกราบสมียันตระ ราวกับมันยังเป็นพระเกจิเหมือนเดิม นี่คือการแสดงความโง่เขลาเบาปัญญาแท้ ๆ

พระที่ไปกราบสมีปาราชิก ไม่รู้ว่า จะบาปแค่ไหน ที่ใช้เพศบรรพชิตไปกราบไหว้คนชั่วที่สุดที่ได้ขาดจากความเป็นสงฆ์ด้วยเหตุปาราชิก  ผู้ซึ่งเมื่อตายไปต้องมีนรกอเวจีเป็นที่หมายต่อไป

ซึ่งผู้เป็นพระน่าจะรู้ว่า วินัยพื้นฐานของความเป็นพระคืออะไร ?

ผมคงไม่ต้องเอ่ยย้อนไปถึงเหตุที่สมียันตระปาราชิกนะครับ เพราะคงไปย้อนหาอ่านกันเองได้ เพราะปรากฎหลักฐานชัดเจนทุกอย่าง จนสมียันตระยังเถียงไม่ออกเลย มันได้แต่อ้างแบแถ ๆ หลอกพวกโง่ไปว่า มันโดนใส่ร้ายจากขบวนการทำลายพระดี ๆ ของพวกมารศาสนา

แล้วพวกโง่ก็หลงเชื่อโดยง่าย แบบไม่สนข้อมูลหลักฐานใด ๆ ทั้งสิ้น


พระกำลังก้มกราบตีนยันตระ

---------------

พฤติกรรมยันตระที่ยอมรับเองว่า ขาดความเป็นพระแล้ว

ย้อนกลับมาที่พระธรรมวินัยหรือวินัยสงฆ์ ในระดับพื้นฐานของความเป็นพระก็คือ การปลงผม หรือโกนผม

เป็นพระต้องโกนผม เป็นแบบนี้ในพุทธศาสนาทุกนิกายทั่วโลก เป็นเช่นเดียวกันหมด เพราะพระธรรมวินัยกำหนดว่า พระต้องมีเส้นผมยาวไม่เกิน 2 องคุลี หรือประมาณไม่เกิน 2 นิ้ว

แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ทรงโกนพระเกศาเช่นกัน แต่เพราะช่างปั้นพระพุทธรูปต้องการปั้นให้พระพุทธรูปดูรู้ง่ายๆ ว่า ใครคือพระพุทธเจ้า ช่างปั้นจึงสมมุติว่า พระพุทธเจ้าทรงมีเส้นพระเกศามวยยาวกว่าปกติ เพื่อความแตกต่าง

หรือพูดง่าย ๆ คือ ความจริงพระพุทธเจ้าก็ผมสั้นและมีเส้นผมยาวไม่เกิน 2 องคุลีเช่นเดียวกับพระภิกษุรูปอื่น ๆ

แต่ที่เส้นพระเกศาของพระพุทธเจ้าพิเศษกว่านั้นก็คือ ตั้งแต่เมื่อครั้งแรกที่เจ้าชายสิทธัตถะตัดสินใจปลงพระเกศา เพื่อออกแสวงหาหนทางหลุดพ้นจากวัฏสงสารในครั้งแรกนั้น ได้ปรากฏว่า

"เจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นว่าพระเมาลีไม่สมควรแก่เพศบรรพชิต จึงทรงตัดออกด้วยพระองค์เอง หลังจากนั้นพระเกศาก็ปรากฏยาวประมาณ ๒ องคุลี ม้วนกลมเป็นทักขิณาวัฏ (เวียนขวา) ทุกๆเส้น และคงอยู่อย่างนั้นตราบถึงดับขันธปรินิพพาน"

แปลว่า พระพุทธเจ้าได้ทรงปลงพระเกศาให้สั้นไม่เกิน 2 องคุลีเพียงครั้งเดียวในชีวิต และเส้นพระเกศาก็ไม่เคยยาวไปกว่านั้นอีกตราบจนพระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานครับ

-----------------

แล้วสมียันตระ ที่เคยประกาศตัวว่า มันไม่ยอมรับมติสงฆ์ ไม่ยอมรับพระวินิจฉัยของสมเด็จพระสังฆราชสมเด็จพระญาณสังวร มันยังอวดอ้างว่า ตัวเองยังเป็นพระอยู่นั้น

เท่ากับสมียันตระมันโกหกพกลม ตอแหลอย่างชัดเจน เพราะถ้าสมียันตระมันยังคิดว่าตนเองยังเป็นพระอยู่เหมือนเดิม แล้วสมียันตระ มันเสือกไว้ผมยาวรากไทร หนวดยาวเฟิ้มไปทำไม 

ทั้ง ๆ ที่วินัยสงฆ์ได้กำหนดว่า พระต้องปลงผมให้สั้น ยิ่งถ้าในนิกายเถรวาท ก็ต้องปลงหนวดออกด้วย

นั่นเท่ากับแสดงว่า สมียันตระมันยอมรับโดยพฤติกรรมของมันเองแล้วว่า ตัวมันหมดความเป็นพระ เพราะถ้ายังเป็นพระก็ต้องเคารพพระวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติอยู่เหมือนเดิม เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ทรงเคารพพระวินัย


ถ้าสมียันตระมันคิดว่ามันยังเป็นพระเหมือนเดิม มันก็ต้องดูอย่าง สมณะโพธิรักษ์ เป็นตัวอย่างสิ

เพราะสมณโพธิรักษ์เขามั่นใจว่าเขายังเป็นพระอย่างสมบูรณ์ เขาจึงยังปฏิบัติตามพระวินัยสงฆ์อย่างเคร่งครัดเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง ผมก็ต้องปลงออกไม่ให้ยาวเฟื้อย



ที่ผมยกตัวอย่างกรณีสมณะโพธิรักษ์ ไม่ได้แปลว่า ผมหมายถึง สมณะโพธิรักษ์ยังเป็นพระนะครับ ผมแค่ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า อย่างน้อยถ้ายังเชื่อว่าตนเองเป็นพระ ก็ต้องยังปฏิบัติตามวินัยสงฆ์อย่างเคร่งครัดอยู่เช่นเดิม

แต่มึงไอ้สมียันตระ มึงน่ะขาดความเป็นพระทั้งหลักฐานมั่วสีกาชัดเจน และมึงก็ยอมรับด้วยพฤติกรรมการไว้ผมยาวเฟื้อยของมึงชัดเจนว่า มึงน่ะขาดจากความเป็นสงฆ์ไปแล้ว

ตอนที่สมียันตระหนีลี้ภัยไปอยู่สหรัฐ มันยังเคยเล่าอีกว่า มันได้ขับรถไปงานบุญที่เจ้าภาพเขาเชิญ แล้วมันก็เคยขับรถชนผู้หญิงท้องจนตาย จนมันต้องติดคุกฐานขับรถโดยประมาทในสหรัฐอเมริกามาแล้ว

นี่ยิ่งชี้ชัดว่า มันน่ะไม่สำรวมในความเป็นพระเลย นั่นเพราะมันคือสมีที่ปาราชิกโดยสมบูรณ์แล้วนั่นเอง

พระที่ยังไปกราบมัน หรือประชาชนที่ยังไปกราบไหว้มันน่ะ เท่ากับพวกคุณกำลังทำร้ายพระพุทธศาสนา ร่วมดูหมิ่นพระพุทธศาสนาอย่างชัดเจน

สมียันตะพฤติกรรมเลวชัดเจนขนาดนี้ แอบอ้างว่ายังเป็นสงฆ์ เรียกตัวเองว่า อาตมา แถมยังเสือกไปกินข้าวร่วมโต๊ะกับพระภิกษุอีก

ใครที่ยังไปไหว้มันอยู่ ก็แสดงว่า กำลังร่วมทำบาปทำลายพระพุทธศาสนาร่วมกับมัน สมียันตระ !!




---------------

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช หลังทรงสิ้นพระชนม์ ตอนนี้พระอัฐิของพระองค์ได้แปรเปลี่ยนเป็นพระธาตุแล้ว

นั่นเป็นสิ่งยืนยันว่า สมเด็จพระญาณสังวรทรงเป็นพระอรหันต์

พระอรหันต์ย่อมมีญาณทัศนะรู้เองโดยชอบว่า ใครคือพระแท้ หรือ ใครเป็นสมี ด้วยญาณของพระอรหันต์

สมียันตระ ได้รับพระวินิจฉัยจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชว่า ได้อาบัติปาราชิกไปแล้ว

แถว ๆ คลองหลวง ปทุมธานี ก็มีสมีปาราชิกอีกคน ที่ได้รับพระวินิจฉัยจากสมเด็จพระสังฆราชว่า มันได้ปาราชิกไปแล้วเช่นกัน

ไอ้ห่มเหลืองใส่แว่นตาดำ ที่ชอบหลอกคนมาทำบุญเยอะ ๆ น่ะ มันชื่ออะไรนะ ??

สมีนะจ๊ะ หรือเปล่า ? 55555

----------------

ต้องปฏิรูปกฎหมายเพื่อปกป้องศาสนาพุทธ

ควรปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวพุทธศาสนาเสียใหม่ ให้ผู้ที่ทำลายศาสนามีโทษจำคุก และต้องไม่มีการหมดอายุความ

เช่นพระที่ปาราชิกไปแล้ว ต้องมีโทษจำคุกด้วย อย่างเช่น กรณีสมียันตระที่มีความผิดฐานปาราชิก กฎหมายเดิมก็แค่ให้สึกเท่านั้น แต่มันก็ไม่ยอมสึก

ส่วนที่สมียันตระมีโทษทางอาญาจำคุก ไม่ใช่มาจากเหตุเพราะปาราชิก แต่เป็นคดีหมิ่นสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งมันรอจนหมดอายุความแล้วจึงกลับมาไทย

นี่ก็เป็นสาเหตุนึงที่ต้องปฏิรูปประเทศไทยใหม่ ต้องแก้ไขให้คดีทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ คดีทุจริตคอร์รัปชันต้องไม่หมดอายุความ

พวกพระชั่ว พระปลอม พวกหากินในผ้าเหลือง ต้องมีโทษจำคุกด้วย

ในอดีตโบราณ พระที่ปาราชิกมีโทษจำคุก ตีตรวน โดนสักที่หน้า เพื่อให้รู้ว่าคน ๆ นี้ปาราชิกไม่สามารถไปบวชที่ใดได้อีก


วันจันทร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2557

ผลเลือกตั้ง 2557 ชี้ชัดคนไทยยังไม่อยากเลือกตั้ง








ตอนเลือกตั้งทั่วไป 2 ก.พ. ที่เป็นโมฆะไปแล้ว มีคนไปใช้สิทธิประมาณ 47 % จากเดิมที่การเลือกตั้งทั่วไปปี 2554 มีคนไปใช้สิทธิเกิน 70 %

พวกเสื้อแดงก็แถว่า ก็เพราะมี กปปส. ไปขัดขวางการเลือกตั้งเลยทำให้มีคนไปใช้สิทธิน้อย

"โปรดเคารพเสียงของฉัน" หรือ Respect My vote คือสิ่งที่พวกแอ๊บประชาธิปไตยอ้างเอาเท่ กันเหลือเกินในช่วงนั้น

แต่แล้วพอการเลือกตั้ง สว. ทั่วประเทศ เมื่อ 30 มีนาคม ที่ผ่านมา

ไม่มีใครขัดขวางการเลือกตั้งในทุกเขต แต่สุดท้ายมีคนไปใช้สิทธิเลือกตั้งแค่ 42 % เท่านั้น !!

แสดงว่า พวกเสื้อแดง และพวกเสื้อขาวแอ๊บรักประชาธิปไตย มันตอแหลจริง ๆ ว่ารักประชาธิปไตย อยากไปเลือกตั้ง

ถุยๆ ๆ ๆ ในความตอแหลของไอ้พวกแอ๊บรักประชาธิปไตยหน่อยซิ

นี่ขนาดผมอุตส่าห์ออกไปช่วยเลือก สว. ด้วยนะนี่ แต่สุดท้ายก็ได้ผลว่า คนไทยส่วนใหญ่ก็ไม่ได้อยากไปเลือกตั้ง

แสดงว่า คนไทยส่วนใหญ่เบื่อระบบการเลือกตั้งเดิม ๆ แบบนี้ คงต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการเลือกตั้งใหม่

และถ้าจะอ้างว่า คนไทยไม่ไปเลือก สว. เพราะไม่ค่อยรู้จักว่า สว. ทำหน้าที่อะไร ?

ถ้าเป็นแบบนั้น ก็ยิ่งแสดงว่า คนไทยไม่ค่อยเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ว่า สว. มีหน้าที่อะไร สส. มีหน้าที่อะไรกันแน่

ฉะนั้นเลิกอ้างเสียทีเถอะนะว่า ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง เพราะความจริง ประชาธิปไตยมันเป็นอะไรที่มากมายกว่านั้น

---------------------

จริง ๆ แล้ว ผมก็รู้ว่า การที่คนออกไปเลือกตั้งน้อย ก็ไม่ได้แสดงว่า คนเบื่อประชาธิปไตย หรือไม่รักประชาธิปไตย

แต่มันตีความได้ว่า การเลือกตั้งไทยในวันนี้ เป็นแค่เครื่องมือของพวกนักการเมืองชั่ว ๆ ที่ชอบนำมาแอบอ้างเพื่อผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น โดยอ้างว่ามา กูมาจากการเลือกตั้งนะโว้ย !!

อย่างเช่น ในรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา เขาเน้นหลักการคานอำนาจกันระหว่าง 3 อำนาจคือ บริหาร ตุลาการ นิติบัญญัติ

เพราะเขาเกรงว่า พวกที่มาจากการเลือกตั้งนี่แหละ ที่ชอบใช้คำว่า กูมาจากประชาชน มาอ้างเพื่อไปทำเรื่องชั่ว ๆ

เขาจึงต้องมีระบบตุลาการไว้คานอำนาจพวกที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ให้เหลิงในอำนาจที่ประชาชนได้มอบให้ นำไปใช้ในทางที่ผิดครับ



วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2557

เมื่อรัฐบาลรักษาการเจตนาให้ร้ายในหลวงทางอ้อม






สถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้คืออะไร ?

คำตอบคือ รัฐบาลรักษาการได้สั่ง ศอ.ร.ส. โดยขี้ข้าธาริต เพ็งดิษฐ์ ออกมาแถลงการณ์ ประกาศล่วงหน้าจะไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หากศาลวินิจฉัยให้รัฐบาลสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่รักษาการทั้ง ครม. โดยมันอ้างว่า ศาลตัดสินเกินรัฐธรรมนูญ

(ว่าแต่ ศอ.รส. มันมาเสือกอะไร ใช่หน้าที่ของมันเหรอ)

พวกรัฐบาลชั่วคิดบังอาจจะถวายฎีกาให้ในหลวง เพื่อให้ในหลวงทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า จะทรงให้รัฐบาลรักษาการสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

เพราะพวกรัฐบาลชั่วมันอ้างว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีสิทธิตัดสินให้พวกมันหยุดทำหน้าที่รักษาการ เพราะพวกมันมาจากพระบรมราชโองการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีของในหลวง

เหอะ ๆ นี่คือ คำตอแหลคำโตของรัฐบาลชั่ว อีกแล้วครับ

เพราะรัฐบาลที่ในหลวงทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งนั้น ได้สิ้นสุดลงไปแล้วเมื่อมีการยุบสภา

แต่ที่อยู่นี่คือ รัฐบาลรักษาการ อาศัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 181(2) เท่านั้น

ซึ่งผมยกตัวอย่างมาหลายตัวอย่างหลายกรณีว่า รัฐบาลรักษาการสามารถพ้นจากการรักษาการได้ ในบทความร่วม ๆ  10 บทความ

การที่รัฐบาลรักษาการยิ่งลักษณ์อ้างว่ามาจากในหลวงทรงแต่งตั้งนั้น แล้วคิดจะโยนภาระนี้ให้ในหลวงทรงวินิจฉัยอีก ถือเป็นการกระทำระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท

เป็นการดึงให้ในหลวงทรงลงมาขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาล ซึ่งในหลวงไม่เคยทรงขัดแย้งกับศาล และไม่ทรงคิดจะขัดแย้งกับคำตัดสินของศาลอยู่แล้ว

ซึ่งพวกรัฐบาลชั่วมันก็รู้ดี แต่มันเจตนาจะดึงในหลวงให้เข้ามาขัดแย้งกับศาล ซึ่งเมื่อในหลวงทรงยึดตามคำตัดสินของศาล ก็จะเป็นการเปิดช่องให้พวกล้มเจ้าโจมตีสถาบันได้อีก

นี่เป็นการทำลายสถาบันกษัตริย์ทางอ้อมของพวกรัฐบาลชั่ว

-------------------------------

คณะรัฐบุคคล ก็กำลังก้าวล่วงพระราชอำนาจ

จากการที่มีกลุ่มคณะบุคคลที่ตั้งชื่อว่า รัฐบุคคล ได้เสนอให้ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ นำเรื่องทูลขอให้ในหลวงทรงมาไกล่เกลี่ยปัญหาการเมืองก่อนเกิดภาวะสุญญากาศนั้น

ซึ่งผมไม่เห็นด้วยเด็ดขาด เพราะนี่คือการดึงในหลวงให้มาอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของฝ่ายที่จงรักภักดีสถาบัน กับฝ่ายที่แอบอ้างว่ายังจงรักภักดีสถาบัน

เพราะพวกล้มเจ้ามันพยายามจะโจมตีมานานแล้วว่า

การที่มีกลุ่ม กปปส. ขึ้นมา ก็เพื่อเป็นแผนที่หวังสร้างสถานการณ์ให้ในหลวงทรงลงมาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งอีกครั้ง

พวกล้มเจ้ามันใส่ร้ายว่า นี่คือแผนการของพวกอำมาตย์ที่หวังจะสร้างสถานการณ์ให้ในหลวงทรงกลายเป็น ฮีโร่ อีกครั้ง

ฉะนั้น พวกที่อ้างว่าเป็นรัฐบุคคลจึงไม่ควรเข้ามาเสือกเรื่องนี้ครับ เพราะยิ่งเข้าทางพวกล้มเจ้า



วันพุธที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2557

เมื่อยิ่งลักษณ์ยิงนายอนุสรณ์ตายคาเตียง







ขำขัน ตอน ยิ่งลักษณ์ฆ่าผัวตาย (เหตุการณ์สมมุติ)

หลังจากยิ่งลักษณ์เดินลงมาชั้นล่าง เพราะตื่นขึ้นมาแล้วไม่เห็นผัวนอนอยู่ข้างกาย

แล้วยิ่งลักษณ์ก็ได้ยินเสียงกระเส่าเร่าร้อน ดังมาจากห้องคนใช้

เมื่อยิ่งลักษณ์เดินไปถึงหน้าห้องคนใช้ ได้ยินเสียงชัดเจนถึงความมันส์และร้อนแรงเร่าร้อนดังออกมาจากห้องคนใช้

"คุณสอนขา อย่าทำค่อย อย่าทำค่อย"

ยิ่งลักษณ์ลองเอามือค่อย ๆ บิดลูกบิดประตูดู ปรากฏว่าห้องไม่ได้ล็อค อาจเพราะความเร่งรีบและกระสันสุด ๆ จึงทำให้คนในห้องลืมล็อคห้อง

แล้วยิ่งลักษณ์ก็เห็นภาพบาดตาบาดใจ เมื่อเห็นนายอนุสรณ์ผัวของตน  กำลังขย่มกายทับร่างคนใช้ในบ้านเธออยู่อย่างเมามันส์ หื่นกระหาย!!

"อ้าส์ โอวว.. โอย.."

ยิ่งลักษณ์เป็นคนที่เวลาเดินไปไหนมาไหนคนเดียว ไม่ว่าจะที่ใด ไอ้พี่ชายหน้าเหลี่ยมเคยสอนให้พกปืนติดตัวไว้เสมอ เพื่อป้องกันตัว

ดังนั้นเพราะความสุดแค้น ที่โดนผัวสวมเขาเพิ่มให้อีกดุ้น ทั้ง ๆ ที่เธอก็มีเขาควายบนหัวอยู่นานแล้ว

ยิ่งลักษณ์จึงระดมยิงกระหน่ำแบบไม่ยั้งใส่ผัวที่ตนเองก็ไม่ได้รักเท่าไหร่แล้ว

ก็เพราะมันกระทำหยามกันถึงในบ้าน จึงทำให้เธอทนไม่ไหว ถ้าออกไปกินกันข้างนอกบ้าน เธอจะไม่ว่าเลย เพราะเธอก็ชอบทำเหมือนกัน

เปรี้ยง!! ๆ ๆ ๆ

กระสุนปืนเข้าที่กลางหลังผัวของเธออย่างเต็ม ๆ ทุกนัดไม่มีพลาด

นายอนุสรณ์ ผัวของยิ่งลักษณ์ (แต่ไม่ใช่สามีของยิ่งลักษณ์) ตายคาที่ทันที !!





----------------------

เช้าวันรุ่งขึ้น คำรณวิทย์ เปิดแถลงข่าวคดีรักษาการนายกฯ ฆ่าผัว

"ผมคงจับท่านรักษาการนายกฯ มาเข้าคุกไม่ได้หรอกครับ เพราะจะทำให้ผมกระทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 181 (2) เพราะท่านยิ่งลักษณ์จะต้องอยู่รักษาการในตำแหน่งนายก ฯ ต่อไป ทำให้ผมไม่อาจจับท่านเข้าคุกเพื่อไปดำเนินคดีได้ครับ อย่าลืมว่า รธน.คือกฎหมายสูงสุดนะครับ"

นักข่าว "ถ้าท่านรักษาการนายก ฯ ยิงคนตาย หรือไปยิงใครตายเพิ่มอีกล่ะคะ"

"ไม่ว่าท่านรักษาการนายก ฯ จะไปยิงใครตาย หรือไปยิง กปปส. ตายทั้งประเทศเป็นล้านคน ผมก็ไม่อาจจับท่านรักษาการนายกฯ มาดำเนินคดีได้ครับ เพราะท่านต้องอยู่รักษาการนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญต่อไป"

จบปะ !!


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เมื่อพวกชั่วมันจะแถเพื่อรักษาอำนาจซะอย่าง คนไทยและข้าราชการไทยจะยอมได้เหรอ ?

--------------

(หมายเหตุ)

เพราะพวกนักวิชาการแดงอย่างพวกสยามประชาวิบัติ ชอบอ้างว่า ยังไง ๆ ก็สั่งให้ยิ่งลักษณ์หยุดรักษาการนายกฯ ไม่ได้ เพราะจะขัดรัฐธรรมนูญ

ผมก็เลยแต่งนิทานเรื่องนี้ให้พวกโง่มันอ่านอีกสักเรื่อง และที่ต้องแต่งให้มันแรงเข่นนี้ ก็เพราะเคยยกตัวอย่างดี ๆ มาหลายเรื่องแล้ว

แต่พวกชั่วมันก็ไม่ยอมเข้าใจสักที เลยต้องเล่นแรง ๆ แบบนี้นี่แหละ


คลิกอ่าน สถานภาพรักษาการนายกของยิ่งลักษณ์จะสิ้นสุดได้หรือไม่?


วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2557

นายกรัฐมนตรีมาตรา 7 ปี2557 ไม่ใช่นายกพระราชทาน






ตอนนี้ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลพยายามกล่าวอ้างว่า การใช้มาตรา 7 เป็นเรื่องไม่บังควร เพราะในหลวงทรงเคยมีพระราชดำรัสเมื่อปี 2549  ว่า ไม่ทรงต้องการให้ใช้ เพราะไม่เป็นประชาธิปไตยนั้น

พวกฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลได้กล่าวอ้างที่บิดเบือนข้อเท็จจริง เพราะมันต่างกรรมต่างวาระ

เพราะเหตุการณ์บ้านเมืองในวันนั้น คือเมื่อปี 2549 กับในวันนี้ ปี 2557 มีความแตกต่างกัน คือ

ในปี 2549 หลังจากทักษิณยุบสภาแล้ว ได้มีกลุ่มประชาชนต่อต้านในนาม พันธมิตรต่อต้านทักษิณอย่างมาก แม้ไอ้หมอเหวง นายเสนาะ เทียนทอง และนายนิติภูมิ นวรัตน์ ก็ออกมาต่อต้านทักษิณร่วมกับพันธมิตรด้วย

ตอนนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงได้เสนอแนะให้ ทักษิณ ชินวัตร ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีและรักษาการรัฐบาลในขณะนั้น ลาออกทั้งคณะ แล้วให้ทักษิณไปทูลขอนายกรัฐมนตรีพระราชทานจากในหลวง โดยอาศัยมาตรา 7

ซึ่งในช่วงเดียวกันนั้น ในวันที่ 5 มีนาคม 2549 ก็ได้มีกลุ่มการเมืองเช่น นักวิชาการ นักการเมือง ประชาชนบางส่วน ที่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มพันธมิตร ได้ไปถวายฎีกาทูลขอนายกรัฐมนตรีพระราชทานจากในหลวง ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นทักษิณยังดำรงตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรีอยู่ ยังไม่ได้ลาออกจากตำแหน่ง ไม่ได้เป็นช่วงสุญญากาศทางการเมืองแต่อย่างใด

ซึ่งเท่ากับว่า เป็นทูลเกล้าถวายฎีกาขอนายกพระราชทาน ทั้ง ๆ ที่ยังมีรักษาการนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ 40 อยู่ 

ฎีกาฉบับดังกล่าวจึงเป็นฎีกาที่ไม่บังควร เพราะถือเป็นการถวายฎีกาที่ข้ามขั้นตอนที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ 2540

และที่สำคัญ ฎีกาฉบับดังกล่าวนั้นก็เป็นคนละแนวทางกับที่นายอภิสิทธิ์ได้เสนอกับทักษิณ ซึ่งนายอภิสิทธิ์เองก็ไม่ได้ร่วมลงนามในการถวายฎีการฉบับดังกล่าวนั้นด้วย

เพราะสิ่งที่นายอภิสิทธิ์เสนอทักษิณ เป็นการเสนอตามแนวทางรัฐธรรมนูญ คือเสนอให้ทักษิณและครม.รักษาการ ลาออกจากการทำหน้าที่รักษาการล่วงหน้า แล้วก่อนการลาออกจะมีผล ก็ให้ทักษิณไปทูลเกล้าขอนายกรัฐมนตรีพระราชทานตามมาตรา 7 ด้วยตนเอง เพราะในเวลานั้นวุฒิสภาก็หมดวาระไปแล้ว จึงไม่สามารถสรรหานายกฯ จากวุฒิสภาได้

ส่วนการถวายฎีกาขอนายกพระราชทานของกลุ่มการเมืองที่อิงพันธมิตรในปี 2549 (แต่ไม่ใช่กลุ่มพันธมิตร) เป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จึงไม่เป็นประชาธิปไตย ถือเป็นกึ่ง ๆ ก้าวล่วงพระราชอำนาจด้วยซ้ำ

จึงทำให้ในหลวงทรงต้องมีพระราชดำรัสปรามในเรื่องดังกล่าว

--------------------------

ในหลวงพระราชดำรัสเรื่อง มาตรา 7 

ส่วนหนึ่งของพระราชดำรัสของในหลวง พระราชทานแก่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549


"....เรื่องนี้ยุ่ง เพราะว่าถ้าไม่มีสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีทางจะปกครองแบบประชาธิปไตยของเรามีศาลหลายชนิดมากมาย และมีสภาหลายแบบ และทุกแบบนี่จะต้องเข้ากันปรองดองกัน และคิดทางที่จะแก้ไขได้ พูดเรื่องนี้ค่อนข้างจะประหลาดหน่อย จึงขอร้องอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเขาก็บอกว่าต้องตั้งมาตรา 7

มาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งขอยืนยันว่า มาตรา 7 นั้น ไม่ได้หมายถึงมอบให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจที่จะทำอะไรตามใจ ไม่ใช่ มาตรา 7 นั้น พูดถึงการปกครองแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่ได้บอกว่าให้พระมหากษัตริย์ตัดสินทำได้ทุกอย่าง ถ้าทำ เขาจะนึกว่าพระมหากษัตริย์ทำเกินหน้าที่ ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยพูด ไม่เคยทำเกินหน้าที่ ถ้าทำเกินหน้าที่ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย

อ้างถึงครั้งก่อนนี้ เมื่อรัฐบาลของ อ.สัญญา ธรรมศักดิ์ ตอนนั้นไม่ได้ทำเกินอำนาจของพระมหากษัตริย์ ตอนนั้นมีสภา สภามีอยู่ ประธานสภา รองประธานสภามีอยู่ รองประธานสภาทำหน้าที่ และมีนายกฯ ที่สนองพระบรมราชโองการได้ตามรัฐธรรมนูญในครั้งนั้น ไม่ได้หมายความว่าที่ทำครั้งนั้นผิดรัฐธรรมนูญ ตอนนั้นไม่ใช่นายกฯ พระราชทาน นายกฯ พระราชทานหมายความว่า ตั้งนายกฯโดยไม่มีกฎเกณฑ์อะไรเลยอนนั้นมีกฎเกณฑ์ เมื่อครั้ง อ.สัญญา ได้รับตั้งเป็นนายกฯ เป็นนายกฯ ที่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ คือ รองประธานสภานิติบัญญัติ

อันนั้นไปทบทวนประวัติศาสตร์หน่อย ท่านก็เป็นผู้ใหญ่ ท่านก็ทราบ มีกฎเกณฑ์ที่รองรับแล้วก็งานอื่นๆ ก็มี แม้จะที่เรียกว่าสภาสนามม้า สภาสนามม้า แต่ไม่ผิดกฎหมาย เพราะว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองฯ นายกรัฐมนตรี อ.สัญญา ธรรมศักดิ์ ได้รับสนองพระบรมราชโองการ ก็สบายใจว่าทำอะไรแบบถูกต้องตามครรลองของรัฐธรรมนูญ แต่ครั้งนี้ก็จะให้ทำอะไรผิดรัฐธรรมนูญ ใครเป็นคนบอกก็ไม่ทราบนะ ฉะนั้นก็ขอให้ช่วยปฏิบัติอะไร คิดอะไร ไม่ให้ผิดกฎเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญ จะทำให้บ้านเมืองผ่านพ้นสิ่งที่เป็นอุปสรรค และมีความเจริญรุ่งเรืองต่อไป"


คำอธิบายเสริม 

คือตอนที่จอมพลถนอมลาออกไปแล้ว ก็มีรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติในตอนนั้นทำหน้าที่รับสนองพระราชโองการแต่งตั้งท่านสัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ เป็นนายกรัฐมนตรี

ต่อมาเมื่อรัฐธรรมนูญ 2517 ประกาศใช้และมีการเลือกตั้งทั่วไป ตอนนั้นพรรคประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้ง ท่านสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรีเฉพาะกาลได้ทำหน้าที่รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง

-------------------

อีกส่วนหนึ่งในพระราชดำรัส แก่ผู้พิพากษาประจำศาล สำนักงานศาลยุติธรรม ในวันที่ 25 เมษายน 2549

"ข้าพเจ้ามีความเดือดร้อนมาก ที่เอะอะอะไรก็ขอพระราชทานนายกพระราชทาน ซึ่งไม่ใช่การปกครองแบบประชาธิปไตย. ถ้าไปอ้างมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ เป็นการอ้างที่ผิด. มันอ้างไม่ได้. มาตรา 7 มี 2 บรรทัดว่า อะไรที่ไม่มีในรัฐธรรมนูญ ก็ให้ปฏิบัติตามประเพณีหรือตามที่เคยทำมา ไม่มี เขาอยากจะได้นายกพระราชทานเป็นต้น. 

จะขอนายกพระราชทานไม่ใช่เป็นเรื่องการปกครองแบบประชาธิปไตย เป็นการปกครองแบบ ขอโทษพูด แบบมั่ว แบบไม่มี ไม่มีเหตุมีผล. สำคัญอยู่ที่ท่านที่เป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา มีสมองที่ ที่แจ่มใส สามารถ ควรที่จะสามารถที่จะไปคิดวิธีที่จะปฏิบัติ. คือ ปกครองต้องมี ต้องมีสภา สภาที่ครบถ้วน ถ้าไม่ครบถ้วน เขาว่าไม่ได้. แต่ก็เขา แต่อาจจะหาวิธีที่จะ ที่จะตั้งสภาที่ไม่ครบถ้วน และทำงาน ทำงานได้. ก็รู้สึกว่ามั่วอย่างที่ว่า. ต้องขอโทษอีกทีนะ ใช้คำว่ามั่ว ไม่ถูก ไม่ทราบใครจะทำมั่ว 

แต่ว่าปกครองประเทศมั่วไม่ได้ ที่จะคิดอะไรแบบ แบบว่าทำปัดๆ ไป ให้เสร็จๆ ไป. ถ้าไม่ได้ เขาก็โยนให้พระมหากษัตริย์ทำ ซึ่งยิ่งร้ายกว่าทำมั่วอย่างอื่น เพราะพระมหากษัตริย์ ไม่ ไม่มีหน้าที่ที่จะไปมั่ว.ก็เลยขอร้องฝ่ายศาลให้คิดช่วยกันคิด"



นายกมาตรา 7 ปี 2557 แตกต่างจากนายกพระราชทาน ปี 2549

กล่าวย้อนไปหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516

เมื่อจอมพลถนอม กิตติขจร ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และหนีไปต่างประเทศแล้ว

ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยยังมีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่เสมือนสภาผู้แทนราษฎรอยู่ ยังมีประธานสภานิติบัญญติอยู่ แต่ประธานติดภารกิจอยู่ต่างประเทศ

ทำให้ปีนั้นรองประธานสภานิติบัญญัติ จึงเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ท่านสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

กรณีท่านสัญญา ธรรมศักดิ์ จึงเป็นนายกรัฐมนตรีที่ในหลวงทรงพระราชทานให้คนไทย



ในปี 2549 มีคนถวายฎีกาให้ในหลวงพระราชทานนายกรัฐมนตรีให้ ซึ่งนั่นไม่เป็นประชาธิปไตยแน่นอน อีกทั้งทักษิณก็ยังเป็นนายกรัฐมนตรีรีกษาการอยู่


แต่ในปี 2557 หากยิ่งลักษณ์ต้องพ้นจากการทำหน้าที่รักษาการนายกฯ จะเพราะสาเหตุการชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช. หรือจากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญให้พ้นสภาพรัฐมนตรีก็ตาม

กรณีดังกล่าวก็จะเกิดภาวะสุญญากาศทางการเมืองทันที แต่สุญญากาศเพราะความผิดของยิ่งลักษณ์เอง แต่พวกมันจะแถโทษองค์กรอิสระ ศาล และอำมาตย์ตามสันดานคนชั่ว

ซึ่งทำให้ต้องสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ ตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งแตกต่างจากทูลเกล้าถวายฎีกาขอนายกรัฐมนตรีพระราชทานเมื่อปี 2549 อย่างชัดเจน

นายกรัฐมนตรีที่จะมาจากมาตรา 7 ในปี 2557  จึงไม่ใช่ นายกรัฐมนตรีพระราชทาน เหมือนการถวายฎีกาในปี 2549

เพราะปี 2557 จะมีวุฒิสภาที่สามารถทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎร เพื่อสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้ เพราะการนำมาตรา 7 มาใช้ครั้งนี้ จะเป็นการนำมาใช้เพื่อเปิดทางให้ใช้รัฐธรรมนูญมาตราอื่น ๆ ในลักษณะเทียบเคียงได้เท่านั้น

(สมมุติถ้าไม่มีวุฒิสภา นั่นแหละ ถึงจะเข้าหลักเรื่องการทูลขอนายกพระราชทานตามมาตรา 7)

ฉะนั้นสถานการณ์การเมืองปี 2557 จึงแตกต่างจากปี 2549 โดยสิ้นเชิงครับ


คลิกอ่าน สุญญากาศทางการเมืองเกิดขึ้นแล้วตามรัฐธรรมนูญมาตรา 171

คลิกอ่าน ทางออกประเทศไทย คือมี นายกรัฐมนตรีหญิงคนที่ 2



วันพุธที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2557

สถานภาพรักษาการนายกฯ ของยิ่งลักษณ์ จะสิ้นสุดได้หรือไม่







ตอนนี้มีคดีของยิ่งลักษณ์อยู่ 2 คดี ที่อาจทำให้ยิ่งลักษณ์ต้องพ้นจากสภาพรักษาการนายกรัฐมนตรี คือ คดีจำนำข้าว และคดีโยกย้ายคุณถวิล เปลี่ยนสี

และดูมีแนวโน้มว่า ยิ่งลักษณ์อาจพ่ายแพ้ทั้งสองคดี จึงทำให้พวกพรรคเพื่อไทยและนักวิชาการฝ่ายแดง ได้ออกมาแสดงตรรกะทางกฎหมาย ตีความรัฐธรรมนูญทุกหนทาง เพื่อให้ยิ่งลักษณ์ไม่ต้องพ้นจากการรักษาการนายกรัฐมนตรี โดยมาตราที่สำคัญที่สุดก็คือ มาตรา 181(2)

คือถ้าว่ากันด้วยตัวบทกฎหมาย ต่างฝ่ายก็ต่างตีความแบบเข้าข้างตนเอง โดยเฉพาะพวกขี้ข้าทักษิณทั้งหลายพยายามตีความให้ยิ่งลักษณ์อยู่ต่อไป

ทีนี้การสิ้นสุดสถานภาพของรักษาการนายกฯ ก็ต้องตกไปที่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยตีความ ซึ่งพวกนักวิชาการแดง และพวกเพื่อไทยก็รีบออกมาแสดงความเห็นในเรื่องกฎหมายล่วงหน้า เพื่อกดดันศาลกันแล้ว

บทความนี้ผมไม่อยากลงในกฎหมายลึกเกินไป เพราะมันยากที่จะอธิบายเพราะต่างฝ่ายต่างมีทิฎิของตนเองทั้งสิ้น

ประเด็นของพวกขี้ข้าทักษิณได้อ้างว่า ทำไมศาลรัฐธรรมนูญไม่ชี้มูลอภิสิทธิ์ ว่าสิ้นสภาพ สส. นั่นเพราะศาลอ้างว่า อภิสิทธิ์ได้สิ้นสถานภาพ สส. ไปแล้ว เพราะเกิดการยุบสภา เช่นเดียวกัน ยิ่งลักษณ์ก็สิ้นสถานภาพนายกรัฐมนตรีไปแล้วเช่นกัน ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่มีสิทธิสั่งให้ยิ่งลักษณ์พ้นสภาพนายกรัฐมนตรีอีกไม่ได้

akecity ขอตอบว่า กรณีนายอภิสิทธิ์ สิ้นสภาพ สส. จากการยุบสภา เป็นการสิ้นสภาพที่สมบูรณ์ ได้หยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. และไม่ได้รับเงินเดือนจาก สส. ไปแล้ว ตั้งแต่มีการยุบสภา ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่ต้องนำเรื่องการสิ้นสภาพ สส. ของนายอภิสิทธิ์ กรณีถูกถอดยศทหาร มาพิจารณาอีก จะเรียกว่า ยกประโยชน์ให้จำเลยไปก็ได้

แต่กรณียิ่งลักษณ์ แม้จะพ้นจากสถานภาพนายกรัฐมนตนีแล้ว แต่ยังไม่สิ้นสุดสถานภาพโดยสมบูรณ์ เพราะยังปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีอยู่ ยังรับเงินเดือนในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ จึงมีสถานภาพแตกต่างจากกรณีของนายอภิสิทธิ์

ตัวอย่างเช่น พรก.ฉุกเฉิน 2557  ผมเคยตีความว่า รักษาการนายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจในการออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะใน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ได้เขียนว่า นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ที่ประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน ไม่มีตรงไหนเขียนว่า รักษาการนายกรัฐมนตรี ออกพรก.ฉุกเฉินได้

ซึ่งตอนยิ่งลักษณ์ลงนามประกาศ พรก.ฉุกเฉิน 2557  ยิ่งลักษณ์ก็ยังลงนามด้วยตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี เหมือนเดิม ไม่ได้ลงนามในตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่ยุบสภาไปแล้ว


จากเอกสารประกาศ พรก.ฉุกเฉิน ตามรูป ก็คือหลักฐานสำคัญว่า ยิ่งลักษณ์ยังดำรงสถานภาพการเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่


ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็ได้วินิจฉัยว่า อำนาจการออก พรก.ฉุกเฉิน เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร ฉะนั้นแสดงว่า ยิ่งลักษณ์ยังมีอำนาจในการบริหารประเทศอยู่

ดังนั้นการสิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรี จากการยุบสภา ตามมาตรา 180 (2) ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปนั้น จึงเป็นการสิ้นสุดสถานภาพที่แตกต่างจาก การตาย การลาออก

จึงหมายความว่า แม้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะสิ้นสุดไปแล้ว แต่การทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีในวาระรักษาการยังไม่สิ้นสุด  ยังสามารถสั่งการข้าราชการ กรม กอง ต่าง ๆ ได้ แถมยังประกาศ พรก.ฉุกเฉินได้ และยังรับเงินเดือนในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเหมือนเดิม

ฉะนั้นหากศาลรัฐธรรมนูญ มีคำตัดสินว่า ยิ่งลักษณ์ต้องพ้นสภาพรักษาการ จึงยังทำได้ หรือ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดยิ่งลักษณ์ ยิ่งลักษณ์ก็ต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรีเช่นกัน

-------------

ตัวอย่างเช่น

ผู้ที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหารองค์กรใด ๆ ได้ยื่นหนังสือลาออกแล้ว แต่ต้องอยู่รักษาการในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะมีการผู้บริหารคนใหม่

หากในระหว่างรักษาการ ผู้บริหารคนดังกล่าวเกิดกระทำผิด หรือองค์กรได้ตรวจพบว่า ในช่วงที่ยังดำรงตำแหน่งปกติ เขาเคยกระทำการทุจริตในองค์กร

องค์กรนั้น ๆ ก็มีสิทธิหรือมีอำนาจระงับการรักษาการ หรือระงับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหารคนดังกล่าวได้ทันที

ทำไมต้องให้หยุดจากการทำหน้าที่ ?

ก็เพราะถ้ายังปล่อยให้ผู้บริหารคนนั้นทำหน้าที่ต่อไป ก็อาจมีผลต่อการสวบสวน และพยานหลักฐานได้

เช่นเดียวกัน ยิ่งลักษณ์และรัฐบาลชั่วต้องการอยู่ในอำนาจเพื่อปกปิดข้อมูลหลักฐานความชั่ว  และเรื่องทุจริตไว้นั่นเอง

อธิบายแบบนี้พอเข้าใจไหมครับ

ผมเชื่อว่า คนฉลาดอ่านเท่านี้ก็เข้าใจ แต่พวกโง่อย่างพวกชั่วเสื้อแดง และขี้ข้าทักษิณมันไม่เข้าใจ

ยิ่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี เป็นตำแหน่งที่สำคัญที่สุดของประเทศ ยิ่งต้องมีความโปร่งใส มีจริยธรรมมากกว่าผู้นำองค์กรใด ๆ

หากพบว่า ผู้ที่ดำรงตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรีนี้มีการกระทำทุจริต หรือกระทำการที่ไม่สุจริต ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังยุบสภาก็ตาม ก็สมควรที่ผู้นั้นต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ไม่รู้จะหน้าด้านอยู่ในอำนาจต่อไปทำเหี้ยอะไร

หากยิ่งลักษณ์จะหน้าด้านอยู่ต่อไป ก็ช่วยชาวนาแทบไม่ได้ อยู่ต่อไปก็ทำความเสียหายให้แก่ภาคเศรษฐกิจ และผลงานที่ผ่าน ๆ มาก็ล้มเหลวไม่ได้เรื่องสักอย่าง การอยู่ในตำแหน่งรักษาการ รังแต่จะทำให้ประเทศเสียหายไปเปล่า ๆ

จากหลักการในรัฐธรรมนูญ เมื่อตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดสถานภาพลง คณะรัฐมนตรีก็ต้องสิ้นสุดไปด้วย

เช่นเดียวกัน หากรักษาการนายกรัฐมนตรีต้องหยุดทำหน้าที่ ครม.รักษาการ ก็ต้องสิ้นสุดลงไปด้วย

ซึ่งผมได้อธิบายรายละเอียดตรงจุดนี้ไว้ในบทความเรื่อง เสื้อแดงมันโง่ที่คิดว่า กปปส. อยากให้ทหารทำรัฐประหาร

คลิกอ่าน เสื้อแดงมันโง่ที่คิดว่า กปปส. อยากให้ทหารทำรัฐประหาร

-----------------------

ขำขัน ตอน สามี หรือ ผัว กันแน่ ?

นักข่าวสุดหล่อ akecity "ท่านนายกรัฐมนตรีครับ"

ยิ่งลักษณ์ "ขา" (แหม พอเห็นนักข่าวหล่อเข้าหน่อยล่ะ เสียงหวานเลยนะ)

นักข่าว akecity "อ้าวไหนบอกไม่ใช่นายกรัฐมนตรีแล้วไม่ใช่เหรอครับ แล้วขานรับทำไมล่ะครับ"

ยิ่งลักษณ์ "เอ่อ.. แหม..สุดหล่อเนี่ย"

นักข่าว akecity "ท่านนายกมีสามี รึยังครับ"

ยิ่งลักษณ์ "แหม มีแล้วสิคะ ก็คุณเศรษฐ เอ้ย! ก็คุณอนุสรณ์ไง ถึงปั่มปั๊มจนมีลูกไปป์ ไงคะ"

นักข่าว akecity "แต่ในทางกฎหมาย คุณอนุสรณ์ไม่ใช่สามีของท่านนะครับ"

ยิ่งลักษณฺ์ "แหม ถึงไม่ได้จดทะเบียน แต่โดยพฤตินัยเป็นสามีแน่นอนค่ะ มีน้องไปป์คือพยาน(น้ำ)รัก"

นักข่าว akecity "สำหรับผม ถ้าสามี ต้องหมายถึง จดทะเบียนสมรสกันแล้ว แต่ถ้ายังไม่จดทะเบียนน่าจะเรียกว่า ผัว นะครับ"

ยิ่งลักษณ์ "แหม ตลกนะคะ จะสามี หรือผัว มันก็ทำหน้าที่เหมือนๆกันน่ะค่ะ"

นักข่าว akecity "ก็นั่นแหละครับ ศาลรัฐธรรมนูญก็มองว่า ตำแหน่งรักษาการนายก หรือ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มันก็ทำหน้าที่เหมือนๆกันนั่นแหล่ะครับ"

ยิ่งลักษณ์ !!??


555555555/akecity

คลิกอ่านขำขันตอนต่อเนื่อง เรื่อง เมื่อยิ่งลักษณ์ยิงนายอนุสรณ์ตายคาเตียง 


วันอังคารที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2557

รัฏฐาธิปัตย์ ของกำนันสุเทพ คืออะไร ?







บทความนี้มีเนื้อหาต่อเนื่องจากบทความเรื่อง เสื้อแดงมันโง่ที่คิดว่า กปปส. อยากให้ทหารทำรัฐประหาร

รัฏฐาธิปัตย์ ก็คือ ผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐ หรือในประเทศนั้น ๆ

อย่างในการทำรัฐประหาร ผู้นำรัฐประหารก็คือ ผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐนั้น

เช่นล่าสุดก็การรัฐประหาร 2549 พลเอกสนธิ บุญญรัตกลิน ก็คือผู้มีอำนาจสุดสุดในรัฏฐาธิปัตย์

แต่ความหมาย รัฏฐาธิปัตย์ ของกำนันสุเทพ ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดคือ มาตรา 3 ใน รธน. "อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ ทรง เป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้"

เพราะถ้าหาก ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิดคดีโครงการจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์แล้ว หรือ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า การโยกย้ายคุณถวิล เปลี่ยนสี ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว

ตามหลักที่ชอบธรรม รัฐบาลรักษาการยิ่งลักษณ์จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที

แต่หากรัฐบาลรักษาการยิ่งลักษณ์ยังดื้อด้าน ไม่ยอมหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะต้องการเกาะมาตรา 181 (2) ในการรักษาการต่อไป

เมื่อนั้นแหละที่ กปปส. จะต้องประกาศตัวขอเป็นรัฏฐาธิปัตย์ โดยต้องมีกองทัพทั้ง 3 เหล่าทัพร่วมให้การสนับสนุนด้วย จึงจะสามารถเป็นรัฏฐาธิปัตย์ได้ 

(สำหรับสำนักงานพวกตะกวดแห่งชินวัตร ไม่ต้องไปหวัง)

แต่จะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ที่ยังอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 และจะไม่มีการล้มล้างรัฐธรรมนูญ !!

ซึ่งผมมั่นใจว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ทำหน้าที่เป็นแค่ผู้นำประชาชน ผู้คอยประสานงานกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดนายกรัฐมนตรีคนต่อไปเท่านั้น

แต่ถ้ารัฐบาลรักษาการยิ่งลักษณ์ยอมรับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ หรือยอมรับอำนาจของ ป.ป.ช. เมื่อได้ชี้มูลความผิดยิ่งลักษณ์ แล้วไม่ดื้อด้านยอมลงจากอำนาจโดยดี ทุกสิ่งก็จะง่ายกว่านั้น โดยที่ กปปส. อาจไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวในการสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่เลยก็ได้

แต่ปัญหาก็คือ กลุ่ม นปช. หรือพวกนรกปกป้องชินวัตร อาจจะออกมาประท้วงและก่อความรุนแรงเพื่อต่อต้านนายกรัฐมนตรีที่จะได้มาตาม มาตรา 7

ฉะนั้น การนัดชุมนุมใหญ่ของ กปปส. ที่จะนัดพร้อมกันกับ กลุ่ม นปช. เพื่อประลองจำนวนประชาชนของแต่ละฝ่าย ว่าฝ่ายไหนจะมีมวลชนมากกว่ากัน นี่แหละคือตัวแปรสำคัญในชัยชนะของศึกครั้งนี้

ฉะนั้น!! มวลมหาประชาชน กปปส. ต้องร่วมกันออกมาชุมนุมใหญ่กันอีกครั้ง เพื่อประกาศชัยชนะว่ารัฐบาลชั่วยิ่งลักษณ์ต้องออกไป และเพื่อประกาศให้รู้ว่า ไอ้พวกเสื้อแดงพวกมึงน่ะแพ้แน่ ๆ

หากรัฐบาลชั่วยิ่งลักษณ์ยอมรับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ 2550 จริง ๆ ก็อย่าได้ดื้อด้านให้ประเทศต้องวุ่นวาย เพราะพวกมึงเลย


วันจันทร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2557

รจนา เพชรกัณหา vs วัดธรรมกาย







ผมคือผู้หนึ่งที่ต่อต้านวัดพระธรรมกาย เพราะผมเคยไปวัดธรรมกายตั้งแต่เด็กจนหนุ่ม จนกล้าออกมาฟันธงวัดธรรมกายว่า ขายบุญ !!

ทีนี้ขอเข้าเรื่อง เมื่อเย็นได้ดูคุณรจนา เพชรกัณหา อดีตนางแบบดังระดับโลก ได้มาออกเจาะข่าวเด่นของสรยุทธ เธอมาเล่าชีวิตในช่วงกลายเป็นคนจรจัด เป็นเหมือนคนบ้าตามริมถนน

ประเด็นที่ผมจะนำเสนอคือ คุณรจนา ได้เล่าว่า โดนน้องสาวคนละแม่ไล่ออกจากบ้าน แล้วให้เงินติดตัวมา 2 พัน

คุณรจนาตัดสินใจจะไปบวชชี เพราะคิดว่า อย่างน้อยวัดก็มีที่ให้นอน มีข้าวให้กิน

คุณรจนา มุ่งไปวัดพระธรรมกายเป็นวัดแรก เพื่อจะไปขอบวชชี แต่พระที่เธอได้พบกลับไม่ให้เธอบวช โดยพระอ้างว่า เธอยังไม่เหมาะ ไม่พร้อม

(คนเราถ้าต้องรอให้หมดทุกข์หรือละกิเลสได้ก่อนแล้วค่อยไปบวช ก็ไม่ต้องบวชแล้วครับ)

ทำให้คุณรจนาต้องตะลอนไปที่อื่น ๆ ต่อ สุดท้าย..เคว้ง ไม่มีที่อยู่ ไม่มีที่ไปและกลายเป็นคนจรจัดในที่สุด

คุณรจนาเธอเล่าไว้แค่นี้

แต่ผมมาคิดว่า เมื่อเธอไม่มีที่อยู่ที่กิน ที่จะซุกหัวนอน การที่เธอคิดถึงวัดธรรมกายหวังเป็นที่พึ่งที่แรก อย่างน้อยทางวัดธรรมกายก็น่าจะให้เธอได้พักอาศัยชั่วคราว หรือจะจ้างงานเป็นลูกจ้างที่วัดก็น่าจะได้ หากไม่ยอมให้เธอบวชชี

ผมคิดว่า คุณรจนา เธอคงต้องเล่าประวัติของเธอให้พระฟังบ้างล่ะ ว่าเธอเป็นใคร มาจากไหน ทำไมถึงอยากจะบวชชีที่นี่

พระก็น่าจะให้เธอได้พักพิงที่วัดชั่วคราวไปก่อน เพราะวัดธรรมกายเลี้ยงคนทีเป็นหมื่น ๆ คนยังได้  ก็วัดนี้รวยจะตายไป

แต่คุณรจนามาในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด มาแบบจน ๆ ปอน ๆ  วัดพระธรรมกายกลับปล่อยให้เธอเคว้งจากไปแบบไม่มีที่พึ่งไม่มีจุดหมาย....

ทีบวชพระเป็นแสนรูปทุกปียังทำได้ อุปการะคนจรจัดหมดทางไป หมดที่พึ่งสักคนไว้สักระยะ วัดนี้กลับไม่มีให้

อ้อ ลืมไป คุณรจนาไม่ได้ไปทำบุญนี่นา 555

"เงินของคุณ หลวงพ่อขอรับนะจ๊ะ แต่ทุกข์ของคุณ หลวงพ่อไม่รับนะจ๊ะ"

-----

ทุกข์ประชาชนอีกอย่างที่วัดธรรมกายไม่รับ

วัดพระธรรมกายใหญ่โตร่ำรวยจากเงินบริจาคของประชาชนที่ศรัทธา แต่พอถึงคราวประชาชนตาย วัดนี้กลับไม่รับเผาศพประชาชน ทั้งๆ ที่ไม่ใช่วัดหลวงวัดประจำรัชกาลสักหน่อย

เฮ่อ..ก็นะ

วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2557

เสื้อแดงมันโง่คิดว่า กปปส.ต้องการให้ทหารทำรัฐประหาร







พวกเสื้อแดงมันพยายามปล่อยแนวความคิดโง่ ๆ ตื้นเขิน ด้วยการ กล่าวหาว่า กปปส. ต้องการให้ทหารออกมารัฐประหารรัฐบาลรักษาการยิ่งลักษณ์

นี่คือความโง่ของเสื้อแดง นปช. (พวกนรกปกป้องชินวัตร) โดยแท้

เพราะการที่ กปปส. เรียกร้องให้ทหารเข้าข้างประชาชน กปปส. นั้นหมายถึง

ต้องการให้กองทัพบก โดยพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ออกมาประกาศว่าจะไม่สนับสนุนรัฐบาลรักษาการยิ่งลักษณ์อีกต่อไป หากองค์กรอิสระเช่น ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิดกรณีโครงการจำนำข้าวแก่ยิ่งลักษณ์แล้ว หรือการที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่า ยิ่งลักษณ์กระทำผิดในการโยกย้ายคุณถวิล เปลี่ยนสี อย่างไม่ชอบธรรม

เพราะตอนนี้พวกรัฐบาลชั่วรักษาการ มันพยายามจะแถเพื่ออยู่ในอำนาจต่อ แม้ยิ่งลักษณ์อาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่แล้วก็ตาม

โดยไอ้พวกชั่วมันแถว่า ถ้ายิ่งลักษณ์ต้องหยุดทำหน้าที่ ก็จะมีรักษาการรองนายก อย่างไอ้ปึ้ง สุรพงษ์ มารักษาการนายกแทน

ซึ่งนี่คือการแถที่ทุเรศสิ้นดีเพราะมีแต่เลวล้วน ๆ ของพวกชั่วพรรคเพื่อไทย

เพราะมันจะกลายเป็นตำแหน่ง รักษาการรองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่รักษาการแทนรักษาการนายกรัฐมนตรี

การรักษาการนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญกำหนดให้นายกรัฐมนตรีก่อนยุบสภาเท่านั้นที่จะรักษาการนายกรัฐมนตรีได้

รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดว่า อนุญาตให้รักษาการรองนายกรัฐมนตรีมารักษาการแทนรักษาการนายกรัฐมนตรีได้

(รักษาการรองนายกจะรักษาการแทนรักษาการนายกได้ ก็ต่อเมื่อ หากรักษาการนายกลาป่วย ลากิจ แต่ถ้าไม่มีตำแหน่งรักษาการนายกแล้ว รักษาการรองนายกจะมารักษาการแทนรักษาการนายกไม่ได้)

-----------

ปลัดกระทรวงทุกกระทรวงรักษาการแทน ครม. ทั้งคณะได้หรือไม่ ?

แม้จะมีนักวิชาการโง่ ๆ อย่างอาจารย์สุขุม นวลสกุล พยายามจะแถว่า แม้ให้รัฐบาลตายหมดทั้งคณะ ก็ให้ปลัดกระทรวงรักษาการแทนได้นั้น เป็นความแถของอาจารย์สุขุม นวลสกุล โดยแท้

เพราะการที่จะให้ปลัดรักษาการแทนรัฐมนตรีได้ อนุญาตให้ปลัดกระทรวงในแต่ละกระทรวงรักษาการในช่วงที่ยังมีรัฐบาลปกติเท่านั้น

แต่เมื่อไม่มีรัฐบาลแล้ว ปลัดกระทรวงคงรักษาการแทนรัฐมนตรีได้ชั่วคราวเท่านั้น แล้วต้องรีบสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่โดยเร็ว เพื่อให้ประเทศชาติไม่ว่างรัฐบาล 

เพราะปลัดกระทรวงทำหน้าที่รักษาการแทนนายกรัฐมนตรีไม่ได้

หรือถ้าให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอายุของรัฐบาลรักษาการ หากศาลวินิจฉัยว่า ครม.รักษาการทั้งคณะต้องสิ้นสุดสถานภาพพร้อมการสิ้นสุดของยิ่งลักษณ์

หากรัฐบาลรักษาการยิ่งลักษณ์ยังจะดื้อด้านหน้าด้านเพื่อจะรักษาการต่อไป โดยอ้างรัฐธรรมนูญในมาตราที่เป็นประโยชน์แก่ตนเองเท่านั้่น

ก็สมควรที่กองทัพไทยต้องออกมามีบทบาทนำข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม ในการไม่ยอมรับอำนาจเถื่อนของรัฐบาลรักษาการอีกต่อไป

นี่คือความหมายที่แท้จริงที่ กปปส. เรียกร้องให้พลเอกประยุทธ ควรแสดงจุดยืนเคียงข้างความถูกต้อง ไม่ใช่ปล่อยให้รัฐบาลชั่วมันแอบอ้างเพื่อครองอำนาจต่อไปเรื่อย ๆ

เพราะรัฐบาลชั่วยิ่งลักษณ์ ต้องการอยู่ในอำนาจเพื่อนั่งทับความชั่วที่พวกมันหมกไว้ใต้พรมมากมาย

หากพวกมันสิ้นอำนาจบริหารเมื่อใด พวกมันจะซวยเพราะความชั่วที่ถูกปกปิดซ่อนไว้ จะถูกนำออกมาเปิดเผยมากมายในที่สุด

นั่นเป็นสาเหคุที่รัฐบาลชั่วยิ่งลักษณ์จะไม่ยอมลงจากอำนาจง่าย ๆ

นี่จึงเป็นสาเหตุให้ กปปส. ต้องเรียกร้องให้ พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการกองทัพบก ออกมายืนเคียงข้างความถูกต้อง ด้วยการรับรองอำนาจในการตรวจสอบความชั่วของรัฐบาลโดยองค์กรอิสระ อย่างเช่น ป.ป.ช.

และต้องการให้กองทัพบกรับรองอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญด้วย ถ้ากองทัพออกหน้าไม่สนับสนุนรัฐบาลชั่วก่อน ก็จะทำให้ข้าราชการในกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ เดินตามกองทัพได้ง่ายขึ้น

-------------------------

ตอนนี้ประเทศไทยก็ไม่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอยู่แล้ว

เพราะตอนนี้ได้เกิดการยุบสภาไปแล้ว จึงไม่มีสภาผู้แทนราษฎร ไม่มี สส. อีก

ทำให้รัฐบาลรักษาการยิ่งลักษณ์จึงไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอีกต่อไปแล้ว เพราะสถานภาพการเป็น สส. ของยิ่งลักษณ์ได้จบลงไปแล้วจากการยุบสภา

แต่พวกแกนนำเสื้อแดงพยายามจะหลอกพวกเสื้อแดงระดับล่างว่า องค์กรอิสระ เช่น ป.ป.ช. พยายามจะล้มรัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

นี่จึงเป็นการตอแหลสิ้นดีของแกนนำเสื้อแดง

เช่นเดียวกัน ถ้าตอนนี้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีคนกลางตามมาตรา 7 ก็ย่อมดีกว่า มีแค่รักษาการนายกรัฐมนตรีแน่นอน

เพราะรักษาการนายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจเต็มในการบริหารบ้านเมือง แถมไม่ใช่นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งอีกด้วย

การที่พวกนักวิชาการแดงพยายามแถว่า ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากคนกลางไม่ได้ จึงเป็นการตอแหล

เพราะนายกรัฐมนตรีคนกลางตามมาตรา 7 ก็จะเป็นเพียงรัฐบาลเฉพาะกาลในสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่ปกติเท่านั้น เหมือนอย่างตอนนี้ในยูเครนก็มีรัฐบาลเฉพาะกาลชั่วคราวที่มีอำนาจเต็มเหมือนรัฐบาลปกติ เพียงแต่อยู่ชั่วคราวเท่านั้น


คลิกอ่าน รัฏฐาธิปัตย์ ของกำนันสุเทพคืออะไร ?


วันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2557

วิธีที่ดีที่สุดในการล้างสารตกค้างออกจากผัก ผลไม้







ผงฟู หรือ baking powder เป็นสารที่ทำให้เกิดการขึ้นฟูมีส่วนผสมระหว่างเบกกิ้งโซดากับกรดและแป้ง (แป้งทำหน้าที่ดูดความชื้นไม่ทำให้ผงฟูจับกันเป็นก้อน)

ซึ่งระหว่างปฏิกิริยาจะทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งส่วนนี้จะทำให้ขนมฟู และเนื้อนุ่ม

ผงฟูแบ่งเป็น 2 แบบ คือ

1. ผงฟูที่ให้ปฏิกิริยารวดเร็ว หรือผงฟูกำลังหนึ่ง หรือ single acting ผงฟูชนิดนี้จะผลิตแก๊สอย่างรวดเร็วในระหว่างที่ผลิตภัณฑ์รอการเข้าอบ ดังนั้นการใช้ผงฟูประเภทนี้ต้องผสมส่วนผสมอย่างรวดเร็ว และนำเข้าอบทันทีที่ผสมเสร็จ ไม่เช่นนั้นจะเกิดการสูญเสียก๊าซที่จะเกิดขึ้น ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจะขึ้นฟูไม่ดี

2. ผงฟูที่ใช้ปฏิกิริยาช้า หรือผงฟูกำลังสอง หรือ double acting จะประกอบด้วยสองส่วนคือ ส่วนที่ให้ปฏิกิริยาช้า กับเร็ว (เกิดก๊าซทั้งตอนผสม และตอนเมื่อได้รับความร้อนจากตู้อบ) โดยส่วนมากผู้ประกอบการจะนิยมใช้ตัวนี้ เพราะไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเหมือนแบบผงฟูกำลังหนึ่ง

--------------

การใช้ผงฟูล้างผัก ผลไม้ คือวิธีที่ดีที่สุด

บ้านผมใช้ผงฟูล้างผักและผลไม้สัก 10 ปีมาแล้วเห็นจะได้ ซึ่งผมใช้ผงฟูของยี่ห้อเบสท์ฟู้ด แต่เป็นแบบดับเบิ้ลแอคติ้ง ซึ่งที่จริงจะใช้ผงฟูแบบไหนก็ได้ผลเช่นกัน



ซึ่งเคยมีรายการทีวีรายการหนึ่ง ผมจำไม่ได้ว่าเป็นรายการของ บ.ทีวีบูรพา หรือของ บ.พาโนรามา กันแน่ เมื่อสัก 5-6 ปีก่อน เขาได้เคยทดลองล้างผักที่ซื้อมาตลาดสดด้วยสารชนิดต่าง ๆ  เช่นล้างด้วยเกลือ น้ำส้มสายชู ด่างทับทิม และก็ ผงฟู

ผลปรากฎว่า ผงฟู สามารถล้างสารตกค้างจากยาฆ่าแมลงที่ปนเปื้อนในผัก และผลไม้ ออกไปได้มากกว่า 90 %  เทียบกับผลตรวจวัดสารตกค้างของผักที่ซื้อมาจากตลาดก่อนจะล้าง เมื่อแช่ผักหรือผลไม้ทิ้งไว้ในน้ำผสมผงฟูนานประมาณ 15 นาที แล้วนำไปล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง

ในขณะที่การล้างผัก และผลไม้ด้วยสารอื่น ๆ เช่น เกลือ ด่างทับทิม หรือน้ำส้มสายชู กลับล้างสารตกค้างจากยาฆ่าแมลงออกไปได้ไม่ถึง 50 %

อัตราการใช้ผงฟูในการล้างผักผลไม้ ที่ผมใช้คือ ถ้าใช้กะละมังเล็ก ๆ ใส่น้ำสัก 1-1.5 ลิตรก็จะใช้ผงฟูประมาณ 1 ช้อนชา

ขั้นตอนการล้างผักหรือผลไม้

1. ล้างผักหรือผลไม้ด้วยน้้ำสะอาดเพื่อให้ชะล้างดิน โคลน ฝุ่น ออกจากผักหรือผลไม้ออกให้หมดก่อน

2. แช่ผักและผลไม้ในน้ำสะอาด แล้วตักผงฟูลงไปให้ได้สัดส่วนเหมาะสมกับปริมาณน้ำ ใช้มือตีน้ำเพื่อให้ผงฟูกระจายตัว แล้วแช่ผักหรือผลไม้ทิ้งไว้อย่างน้อย 15 นาที

3. นำผักหรือผลไม้มาล้างน้ำสะอาดอย่างน้อยอีก 1 ครั้ง เพื่อล้างผงฟูออก

เพียงแค่นี้คุณจะได้ผักที่เขียวสดชื่นขึ้นมาเหมือนผักที่เพิ่งเก็บมาจากสวนใหม่ ๆ เลยครับ

ผักที่อาจสลดลงเพราะความร้อนของอากาศ หรือเพราะเก็บมานานแล้ว เมื่อเจอน้ำผสมผงฟูเข้าไปเท่านั้น ผักจะกลับมาสดชื่นสดเขียวเหมือนผักใหม่ ๆ เลยครับ

แถมถ้าเก็บผักที่ผ่านการล้างด้วยผงฟู ก็จะเก็บในตู้เย็นได้นานขึัน ผักจะเน่าช้าลง

-------------------

ประสบการณ์ผัดคะน้าที่ผ่านการล้างด้วยผงฟู

ปกติเวลาผัดผักคะน้า ผักคะน้ามักจะสีคล้ำขึ้นหรือเขียวแบบคล้ำ ๆ  แล้วเราก็จะเข้าใจว่า อ๋อ มันเป็นปกติของผักที่โดนความร้อนแล้วก็โดนเครื่องปรุงมั้ง

แต่เมื่อนำผักคะน้าที่ผ่านการล้างด้วยผงฟูมาผัด คุณจะพบถึงความแตกต่าง คือผักคะน้าจะยังสีเขียวสดใส ไม่คล้ำ และดูน่ากินขึ้นกว่าเดิม

ฉะนั้นใครที่นำผักคะน้าที่ผ่านการล้างด้วยผงฟูไปผัด ก็อย่าตกใจหากผักคะน้านั้นสีสวยสดน่ารับประทานมากกว่าเดิม

ถ้าไม่อยากได้สารพิษจากยาฆ่าแมลงตกค้างในผักผลไม้สะสมในร่างกายจนเป็นโรคมะเร็ง ก็อย่าลืมซื้อผงฟูมาใช้ล้างผักนะครับ

ใช้ผงฟูล้างส้มเขียวหวาน เปลือกส้มก็จะสะอาด
ใช้ผงฟูล้างองุ่น ก็จะได้ทานองุ่นได้อย่างสบายใจ

--------------

ผงฟูช่วยซักผ้าได้ขาวสะอาดขึ้น

ผมจะใช้ผงฟูใส่ลงไปในที่ใส่ผงซักฟอกซักประมาณ 1 ช้อนโต๊ะในการซักผ้าด้วยเครื่องซักผ้าในระดับน้ำขนาดกลาง (m)

ไม่ต้องไปเอาโซดา หรือสไปร์ทมาเทลงเวลาแช่ผ้า เหมือนที่คุณกนกแนะนำหรอก มันเปลือง !!




ซึ่งยังมีหลายคนที่ใช้ผงฟูในการขัดผิวให้ขาวขึ้นด้วย เพราะผงฟูช่วยขจัดสิ่งสกปรกบนผิวหนัง พวกคราบเหงื่อ คราบไคลได้ดี


ทำไมเสื้อแดงต้องไปชุมนุมใหญ่ที่ ถนนอักษะ ?







นปช. หรือ พวกนรกปกป้องตระกูลชินวัตร หรือเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่ที่ถนนอักษะ ในวันเสาร์ที่ 5 เมษายน 2557 นี้

ถนนอักษะ มีที่มาจาก ฝ่ายอักษะ หรือฝ่ายตรงข้ามสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2  ซึ่งฝ่ายอักษะประกอบด้วย เยอรมัน อิตาลี และญี่ปุ่น

เพราะพุทธมณฑล ริเริ่มก่อสร้างในสมัยจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม และถนนอุทยานหรือเดิมชื่อถนนอักษะ เป็นถนนที่สร้างมุ่งไปพุทธมณฑลซึ่งได้เริ่มก่อสร้างใน พ.ศ. 2498 สมัยที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อเฉลิมฉลอง 25 พุทธศตวรรษ (พ.ศ. 2500) หรือกึ่งพุทธกาล

เหตุเพราะรัฐบาลในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ประกาศเข้าร่วมสงครามกับฝ่ายอักษะ ต่อสู้กับฝ่ายสัมพันธมิตร

จนเมื่อสร้างถนนอักษะเสร็จแล้ว ทางกรุงเทพมหานครได้ประสานงานกับกรมศิลปากรในเรื่องชื่อถนนอักษะ ซึ่งกรมศิลปากรได้แนะนำให้ใช้ชื่อว่า ถนนอักษะ หรือในภาษาอังกฤษก็คือ "Axis" ซึ่งแปลว่า แกนกลาง เนื่องจากเป็นถนนเชื่อมระหว่างถนนพุทธมณฑลสาย 3 กับถนนพุทธมณฑลสาย 4

ต่อมากรุงเทพมหานครได้ประสานงานกับกรมศิลปากรเพื่อขอพระราชทานชื่อถนนจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อถนนว่า "ถนนอุทยาน" ซึ่งเป็นชื่อที่สัมพันธ์กับพุทธมณฑล

-----------------------------

แม้จะเปลี่ยนชื่อถนนอักษะ เป็น ถนนอุทยาน แล้วก็ตาม แต่คนทั่วไปก็ยังนิยมเรียกว่า ถนนอักษะ เหมือนเดิม

การที่ นปช. เสื้อแดง ยึดเอาถนนอักษะ เป็นสถานที่ชุมนุมเพื่อประกาศศักดานั้น

ผมขอตีความว่า พวกเสื้อแดงมันต้องการประกาศว่าขอต่อสู้กับฝ่ายพันธมิตร (หรือเทียบเคียงคำว่า สัมพันธมิตร)

และที่เลือกวันเสาร์ 5 เมษายน เพราะเป็นวันคล้าย วันที่ 5 เมษายน 2325 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดราชวงศ์พระเจ้าตากสิน !! (มันโง่นะไอ้พวกเสื้อแดง ฮ่า ๆๆ )

คุณคงเคยได้ยินตรรกะควายแดง ที่บังอาจอ้าง พระเจ้าตากสิน ไปเทียบกับ ไอ้เหี้ยทักษิณ

แต่ 5 เมษายน 2557 นี้จะเป็นการเริ่มนับถอยหลังวันตายของทักษิณ !! 

เมื่อตอนที่ นปช. กำเนิดใหม่ ๆ ยังไม่ได้ใส่เสื้อแดง ต่อมาไอ้ตู่คางคกให้สัมภาษณ์ในประชาไทว่า เหตุที่ใช้สีเแดงก็เพราะต้องการให้เป็นสีตรงกันข้ามกับสีเหลือง

แล้วต่อมาพวกเสื้อแดงก็ใช้ตีนตบ เพื่อให้ตรงข้ามกับมือตบของฝ่ายพันธมิตร

ทีนี้ฝ่ายอักษะในสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ นาซีเยอรมัน ญี่ปุ่น อิตาลี ก็พ่ายแพ้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตรราบคาบ

ฮิตเล่อร์ฆ่าตัวตาย ญี่ปุ่นโดนระเบิดปรมาณู

แล้วพวกเสื้อแดงล่ะ จะมีจุดจบยังไงดีหว่า ?

ทักษิณฆ่าตัวตาย ยิ่งลักษณ์โดนระเบิดหูอีปอยจนกระจาย 55555


ไอ้เต้น มาด้วยรถฟอร์จูนเนอร์ป้ายแดงอีกแล้ว เพื่อมาตรวจดูสมรภูมิถนนอักษะ

--------------

ข่าวดังวันนี้ มีระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรได้เกิดระเบิดขึ้นอีกครั้งบริเวณย่านลาดปลาเค้า ซ.72 ในร้านรับซื้อของเก่า จนเป็นเหตุให้มีคนตายทันที 7 ศพ

ระเบิดของสัมพันธมิตรเขามาเตือนแล้วนะ !!

เจตนาของบทความนี้ที่ผมเขียน ก็เพียงอยากให้พวกไพร่แดงโง่ ๆ ถ้าได้มาอ่าน มันจะรู้ว่า พวกเสื้อแดงมันแพ้แน่ ถ้ามาชุมนุมที่ถนนอักษะ เพราะแกนนำแดงมันโง่ 5555


คลิกอ่าน สาเหตุที่เสื้อแดงมาชุมนุม 5 เมษายน ไม่ถึง 5 แสนคน



บทเรียนราคาแพง เรื่องผู้หญิงของ กนก







คนเป็นลูกชายในตระกูลคนจีน ก็ยังมีสิ่งที่สืบทอดกันมาในความคิดก็คือ เขาต้องมีลูกชายให้พ่อแม่ของเขา เพื่อสืบทอดวงศ์ตระกูล

หากเขาไม่สามารถมีลูกชายให้พ่อแม่ของเขาได้ เขาจะรู้สึกเหมือนอกตัญญูพ่อแม่

หากเมียของเขาไม่สามารถให้กำเนิดทายาทแก่เขาได้ พ่อแม่ของฝ่ายชายมักจะยุยงให้ลูกชายไปมีเมียน้อยเพื่อจะได้มีทายาท

หากเมียหลวงไม่ห้าม ไม่ว่า ผู้ชายก็สามารถไปมีเมียน้อยได้ เพื่อจะได้มีทายาทไปตอบแทนบุญคุณพ่อแม่

แต่นั่นคือกรณีที่ยกตัวอย่างว่า ในครอบครัวคนจีนมีความคิดแบบนี้อยู่จริง

เคยมีกรณีที่เกิดขึ้นกับดาราไทยกรณีหนึ่ง ที่เป็นกรณีศึกษา ก็คือ กรณีของคุณกำธร กับคุณปิยะมาศ

คุณกำธร ครองคู่กับคุณปิยะมาศมานานหลายสิบปี ก็ไม่มีลูกด้วยกัน

ทำให้คุณกำธรจึงแอบไปมีเมียน้อย แล้วก็ได้มีทายาทไว้สืบสกุลในที่สุด

จนกระทั่งความแตก คุณปิยะมาศโกรธคุณกำธรอย่างมาก จนถึงขั้นเลิกรากัน

แต่เพราะสุดท้ายคุณกำธร ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย คุณปิยะมาศก็อโหสิกรรมให้กับความผิดของคุณกำธร

--------------------

ยุคนี้เป็นยุคดิจิตอล โทรศัพท์มือถือสามารถถ่ายรูป ถ่ายคลิปรวดเร็วได้สมใจอยาก

แน่นอน การเป็นคนดังต้องมีผู้หญิงมาสนใจมากมาย

และสุดท้าย ผู้ชายก็อาจตกเป็นเหยื่อของนางผู้หญิงนกต่อได้ในที่สุด

ช้างสาร งูเห่า ข้าเก่า เมียรัก คำโบราณสอนไว้ว่า อย่าไว้ใจทางอย่างวางใจคน แม้กระทั่งเมียที่นอนอยู่ด้วยกัน

แต่นี่ไม่ใช่เมียตามกฎหมาย อาจเป็นเมียน้อย หรือแค่นางบำเรอ

สุดท้าย กนก สื่อดังก็ตกเป็นเหยื่อของผู้หญิงที่เขานอนด้วย เพราะผู้หญิงนำความในมาแฉ แถมอาจแฉด้วยความละโมบโลภมากพร้อมคำบิดเบือน

เพราะเธออาจถูกซื้อจากฝ่ายตรงข้ามของเขาไปแล้ว

ผู้หญิงคนนี้แฉเขา แต่ไม่กล้าเปิดเผยตัวเองว่าหน้าตาเธอเป็นอย่างไร

แบบนี้ถ้าใครหลงเชื่อทุกอย่างที่ผู้หญิงคนนี้แฉก็ควายล่ะครับ

แต่สิ่งที่ กนก ควรจะทำมากที่สุดคือ ออกมาแถลงความจริงทั้งหมด เอาแค่ใช่หรือไม่ใช่ ก็พอ ไม่ต้องพูดอะไรที่ลงลึกในเรื่องส่วนตัวของคุณ

ถ้าไม่ใช่ ก็ต้องนำหลักฐานมาหักล้างให้ชัดเจน เพราะถ้าเงียบไปเฉย ๆ มันจะเป็นรอยด่างติดตัวคุณไปตลอด

แต่ก็นะ ถ้าเมียเขาไม่ว่า คนอื่นก็ไม่เกี่ยว ก็ชั่งมันก็ได้ ขอเพียงอย่าพูดโกหกก็พอ

--------

ล่าสุด กนก ออกมาแถลงข่าวเรื่องนี้แล้ว คลิกอ่านที่นี่