วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2556

พระมิตซูโอะ สึกไปแต่งเมียไม่ผิดดอก





เมื่อวาน 9 ต.ต. 56 นายมิตซูโอะ ได้พูดในข่าวว่า แม้เป็นพระโสดาบันก็ยังดำเนินชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไป ซึ่งก็ใช่ครับ

แต่จากการที่ตามดูข่าวของผัวเมียคู่นี้แล้ว บอกตรง ยิ่งคู่นี้ออกข่าวมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งห่างไกลคำว่า อริยะ มากขึ้น ๆ และเข้าไปใกล้ คำว่า ผู้แพ้ต่อกิเลสอย่างหมดรูป นั่นแหละ

ถ้าหากจากไปแบบเงียบ ๆ เลย จะทำให้ยังพอเหลือศรัทธาแก่ผู้คนที่เคยศรัทธาบ้าง แต่พอจากไป กลับมีแต่โชว์ออฟเรื่องรัก ด้วยการส่งรูปหวานแหววจนเป็นข่าวมาตลอด แถมพูดเรื่องเสียตัวครั้งแรกต่อหน้าสาธารณะ นั่นยิ่งทำให้นายมิตซูโอะ ไม่ได้ดูดีขึ้นเลย

"บวชในเถรวาทตั้งนานไม่เข้าใจ เลยย้ายนิกายไปตันตระแม่งซะเลย" 555

“38 พรรษา คุณแอนถือเป็นคนแรกและคนสุดท้าย ก่อนบวชไม่เคยมีแฟน คุณแอนเป็นแฟนคนแรกในชีวิต เสียเวอร์จิ้นให้คุณแอนตอนอายุ 62 ปี”

เรื่องบางเรื่องไม่ต้องพูดก็ได้ จากไปมีเมีย จนเรื่องก็เริ่มเงียบไปแล้ว ก็ดีแล้ว อยู่ ๆ กลับมาโปรโมทหนังสือ แถมพูดในสิ่งที่คนเป็นศิษย์ตถาคตไม่ควรพูดในที่แจ้ง ก็ทำไปได้

นี่แหละ ที่ผมบอกไว้ในบทความว่า ยิ่งออกสื่อมามากเท่าไหร่ก็ยิ่งห่างไกลคำว่า อริยะ ชั้นต้น ไปทุกที ๆ ๆ

------------------------

ข้างล่างนี้คือบทความที่ผมเขียนเมื่อผัวเมียคู่นี้เป้นข่าวใหม่ ๆ

กรณีพระญี่ปุ่นสึกไปแต่งเมีย มีประเด็นนึงที่ผมสนใจ

ที่ฝ่ายเมียโพสว่าอาจารย์เป็นเบาหวาน คนเป็นเบาหวานต้องทานอาหารมื้อละน้อย ๆ แต่ทานบ่อย ๆ

เพื่อน ๆ พอมองออกไหมครับว่า บางทีนะ การที่โรคเก่ากำเริบนะร้ายแรงขนาดไหน ใครไม่เป็นไม่รู้หรอกว่า

เบาหวานมันก็เป็นโรคที่อันตรายมากชนิดหนึ่ง เพราะเบาหวาน หากเป็นมาก ก็ถึงขั้นไตวาย และตัดขา มีให้เห็นมากมาย

การดำรงสมณเพศ บางครั้งมันยากนะครับ ที่จะรักษาโรคไปด้วย ผมน่ะเห็นพระโดนตัดขาเพราะเบาหวานมาเยอะ เห็นพระตายเพราะมันแน่นอก ยกออกไม่ทันมาก็เยอะ

ในบั้นปลายชีวิต หากดำรงเพศสมณะลำบาก ถ้ามีใครสักคนมาคอยดูแล เอาใจใส่ยามเราป่วย แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับชีวิตคน ๆ นึง

เชื่อผม อย่าไปยึดติดพระ แต่ให้ยึดติดธรรมของพระพุทธเจ้าก็พอ



หลายคนเข้าใจผิดคิดว่า พระอริยะ ต้องหมายถึงผู้ดำรงสมณเพศเสมอไป ซึ่งเป็นความหลงผิดครับ

เพราะพระอริยะ ตั้งแต่ โสดาบัน ไปจนถึง อนาคามี ไม่จำเป็นต้องเป็นพระ เสมอไป เป็นคนธรรมดา ๆ ทั่วไปนี่ก็ได้ครับ

ผมขอสมมุติกรณีพระญี่ปุ่นที่สึกไปแต่งเมียแล้วกัน

ท่านก็อาจจะเป็นโสดาบันแล้วก็ได้ เพราะโสดาบันยังตัดกามคุณไม่ได้ครับ แค่ละลดลงบ้างเท่านั้น แต่ยังตัดไม่ได้ รวมทั้งสกิทาคามีก็เช่นกัน ยังตัดกามคุณไม่ได้

จะมีแต่ก็อนาคามีเท่านั้น ที่ตัดกามคุณได้แล้ว

ฉะนั้นการที่พระสึกไปแต่งงาน อย่าไปทึกทักว่า ท่านผิดอย่างโน้นอย่างนี้เลยครับ เพราะคุณอาจตำหนิพระอริยะ ด้วยความไม่รู้ก็ได้

ส่วนพระอรหันต์ซึ่งตัดกิเลสทุกอย่างจนหมดสิ้น คนธรรมดาที่สำเร็จเป็นอรหันต์ หากเขาไม่บวชเป็นพระใน 7 วัน ก็จะละสังขารเข้าสู่พระนิพพานทันที

เพราะพระอรหันต์นั้น เพศฆราวาสจะไม่อาจรักษาสถานะอรหันต์ไว้ได้ ครับ ^^

/ใหม่เมืองเอก

ถาม เณรคำ จะกลับไทยเมื่อไหร่ ?






นักข่าว "ทำไมหลวงปู่เณรคำยังไม่กลับ"

ศิษย์ "หลวงปู่จะรอกลับแบบเท่ๆ พร้อมทักษิณไง"

555555555 /@akecity

---------------

นักข่าว "ที่หลวงปู่ คลำเณร บอกว่าจะกลับไทยอย่างเท่ พร้อมทักษิณ มันเป็นยังไงคะ ยังไม่ค่อยเข้าใจ"

ศิษย์หลวงปู่ "ก็อาจจะเป็นแบบหลวงปู่เดินนำขบวนลงมาจากเครื่องบิน JETส่วนตัว ส่วนท่านทักษิณก็ตามหลวงปู่ลงมา แต่ท่านทักษิณจะไม่เดินนะ เพราะยังเท่ไม่พอ เพราะท่านทักษิณต้องมีคนหาม 4 คนหามท่านลงมาอย่างเท่น่ะ"

นักข่าว "อ๋อ แบบมีพระนำ มีรูปตาม และมีธูปจุดด้วยใช่ไหม"

ศิษย์หลวงปู่ "ใช่ ๆ นั่นแหละอย่างเท่ของท่านทักษิณเขาล่ะ"

5555555 /@akecity

--------------

เพื่อนคนนึง "เฮ้ย ไอ้เณร(ชอบคลำ) เป็นไง ทำไมมึงไม่กลับไทยเสียทีวะ"

ไอ้เณร "กลับได้ไง กลับให้โง่เหรอ ทองคำ 8 พันล้าน กูเอามาฝากไว้ที่ธนาคารในสวิสแล้ว กูกลับไปก็โง่สิวะ"

เพื่อนคนนึง "เฮ้ย แบบนี้ไม่สงสารสาวกที่เขาหลงใหลศรัทธามึงหรือวะ"

เณรคลำ "สงสารแม่งทำไม แม่ง พวกฟายแดงหน้าโง่ทั้งนั้น ที่บ้านพวกมันบางคนนะแทบไม่มีจะแดก ดันมาถวายทองคำให้กู เดี๋ยวพอกูก็ไม่กลับ พวกมันก็กลับไปโง่ให้ทักษิณหลอกใช้อยู่ดี สมน้ำหน้าพวกโง่ว่ะ ฮ่า ๆ "

555555555555 /@akecity

วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556

สอบตก กับอาชีพที่สบายที่สุด





พ่อ "อะไรเนี่ย สอบตกแทบทุกวิชา แล้วยังงี้โตขึ้น เอ็งจะลำบากนะ"

ลูก "โธ่พ่อ ก็แค่สอบตก ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเล้ย โตขึ้นยังไง ๆ ผมก็ร่ำรวย สุขสบายแน่นอนอยู่แล้ว พ่อไม่ต้องห่วง"

พ่อ "แล้วเอ็งจะไปมาหากินอะไร ที่ว่าจะรวยจะสบาย ไม่ใช่ไปค้ายาบ้านะโว้ย"

ลูก "โตขึ้นผมจะไปบวชเป็นพระ"

พ่อ " ??!"


จาก https://www.facebook.com/akecity

จะสร้างศาสนวัตถุให้ใหญ่โตอะไรนักหนา ?






วัดน่ะ เฉลี่ยแล้วมีมากเกินจำนวนประชากรไทยใช้ แต่โรงพยาบาลน่ะ เฉลี่ยมีไม่พอกับประชากรไทยรักษา

พระ บางรูป หรือสมีบางคน มีบารมีมากพอที่จะระดมทุนสร้างโรงพยาบาลอย่างดีได้หลายแห่ง แต่แม่ง ไม่คิดจะสร้างจะทำ ??

แม่ง เอาแต่สร้างเจดีย์ใหญ่โตทรงประหลาด หรือไม่ก็สร้างพระแก้วใหญ่โตที่สุดในจักรวาล

ไอ้เรื่องสร้างถาวรวัตถุทางศาสนา ถ้าอยากจะสร้างใหญ่โตมโหฬาร อลังการ ควรเป็นเรื่องของโยมเขาจัดเขาทำกันเองเถอะ พระอย่ามาทำเองเลย

นี่ถ้าไม่เกรงใจ ผมอยากจะถามว่า ท่านจะสร้างไปทำพ่อ..ง ทำไม ให้ใหญ่โตหรูหราอลังการ ?

ประโยชน์ที่ได้ไม่คุ้มกับที่ลงทุนสร้าง

สู้เอาเงินไปสร้างโรงพยาบาลได้อานิสงสมากกว่า สร้างพระใหญ่โตเต็มบ้านเต็มเมือง เพราะพระองค์โตน่ะ แผ่นดินนี้มีเยอะเกินพอแล้ว !!

จาก https://www.facebook.com/akecity

อย่าเชื่อที่พระพุทธเจ้าสอน นะ ?






พระพุทธเจ้าของเราเป็นสุดยอดบรมครูของทุกโลก ซึ่งโลกในทางพุทธศาสนา หมายถึง ภพภูมิในทุกมิติแห่งทุกจักรวาล

เพราะพระพุทธเจ้าทรงสอนในหลักกาลามสูตร 10 ประการว่า

1. มา อนุสฺสวเนน - อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามๆ กันมา
2. มา ปรมฺปราย - อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา
3. มา อิติกิราย - อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ
4. มา ปิฏกสมฺปทาเนน - อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์
5. มา ตกฺกเหตุ - อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเดาว่าเป็นเหตุผลกัน
6. มา นยเหตุ - อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการอนุมานคาดคะเน
7. มา อาการปริวิตกฺเกน - อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเดาจากอาการที่เห็น
8. มา ทิฎฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา - อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว
9. มา ภพฺพรูปตา - อย่าปลงใจเชื่อ เพราะผู้พูดมีลักษณะน่าเชื่อถือ
10. มา สมโณ โน ครูติ - อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้ เป็นครูของเรา

เมื่อใดสอบสวนจนรู้ได้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านั้นเป็นอกุศลหรือมีโทษเมื่อนั้นพึงละเสีย และเมื่อใดสอบสวนจนรู้ได้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านั้นเป็นกุศลหรือไม่มีโทษ เมื่อนั้นพึงถือปฏิบัติ

แม้ในข้อที่ 10 ทรงหมายถึง แม้แต่คำสอนของพระพุทธเจ้าเอง ก็อย่าเชื่อคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ แม้จะทรงได้ชื่อว่า ทรงเป็นบรมครูแห่งโลกก็ตาม จนกว่าจะได้พิสูจน์รู้ได้ด้วยตนเอง

พวกเดียร์ถีย์ หรือพวกนอกศาสนา ที่ได้ฟังคำสอนหลักกาลามสูตรนี้ ก็เลยไปลองพิสูจน์คำสอนพระพุทธเจ้า ซึ่งก็เท่ากับว่า พวกเดียร์ถีย์ตกหลุมที่พระพุทธเจ้าทรงขุดไว้แล้ว

เพราะพระพุทธเจ้าสอนว่า ไม่ให้เชื่อพระองค์ แต่ควรต้องไปพิสูจน์ก่อน

พอพวกเดียร์ถีย์ลองไปพิสูจน์ก่อน ก็แปลว่า เชื่อพระพุทธเจ้าในขั้นต้นแล้ว

เพราะถ้าพวกเดียร์ถีย์คิดจะไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ก็ต้องเดินจากไปเลย โดยที่ไม่พิสูจน์อะไรทั้งสิ้น !!

แต่เมื่อเริ่มพิสูจน์ ก็เท่ากับว่า เชื่อพระพุทธเจ้าไปแล้วครึ่งทาง

พระพุทธเจ้าของเรา คือสุดยอดบรมครูของจักรวาล !!

ส่วนตัวผมนั้น เมื่อเกิดมาในชาตินี้ เมื่อผมได้รูัจักพระพุทธศาสนา ผมก็ศรัทธาพระพุทธเจ้าทันที และเชื่อพระพุทธองค์โดยไม่ต้องพิสูจน์ใด ๆ อีกแล้ว เพราะผมเดินทางมาไกลกว่าแค่คำว่าลองศึกษา ลองพิสูจน์อีกแล้ว

เพราะชาตินี้ผมอยู่ในขั้นที่ว่า ศรัทธาพระพุทธเจ้ามาหลายภพหลายชาติแล้ว จึงเกิดมาเพื่อเชื่อและปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าก็พอ

อาชีพที่ต้องมีอุดมการณ์ และความเชื่อ






ผมเชื่อแล้วว่า คนเรานั้นบางครั้งก็มีช่องโหว่ในความคิดได้มาก แม้จะเราจะช่วยอธิบายอย่างไร บางคนก็เข้าใจได้ง่าย แต่บางคนก็ยากที่จะเข้าใจ

ผมขออธิบายว่าด้วยเรื่องอาชีพ และอุดมการณ์ ความเชื่อ

อาชีพหลายอย่างไม่ต้องใช้ความเชื่อ และอุดมการณ์อะไร เช่น คนขายปลาร้า ก็ไม่จำเป็นต้องกินปลาร้าเป็นก็ได้ คนขายทองก็อาจไม่ชอบใส่ทองก็ได้

แต่มีอาชีพอีกหลายอย่าง ต้องมีอุดมการณ์ความเชื่ออยู่ด้วย จึงจะถือว่า ซื่อสัตย์ต่ออาชีพ และอุดมการณ์

เช่น นักการเมืองจำนวนมากอ้างรักประชาธิปไตย แต่ในจิตใจที่แท้จริง กลับไม่เคยศรัทธาในอุดมการณ์ประชาธิปไตยเลย พวกนี้จะอาศัยคำว่าประชาธิปไตยเพื่อแสวงหาอำนาจผลประโยชน์ตัวเองเป็นหลัก มากกว่าเพื่อผลประโยชน์ประชาชนและประเทศ

หรือกรณีการบวชพระ หน้าที่ความเป็นพระคืออะไร ข้าไม่สน พระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่ ข้าก็ไม่สน ข้ารู้แต่ว่า ข้ามาบวชเพื่อแสวงหาความสุขสบาย หาลาภยศเงินทอง เพื่อตัวข้า เพื่อญาคิพี่น้องข้า

อาชีพทหาร ก็ต้องมีอุดมการณ์ความรักชาติยิ่งชีพ หากทหารรักชีวิตตัวเองมากกว่าแผ่นดิน ก็ไม่เหมาะจะเป็นทหาร


จาก https://www.facebook.com/akecity

วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ถวายของแพง ให้ พระ





เรื่องการถวายของแพงแก่พระ

เพราะมีเศรษฐีจำนวนมาก ที่คิดว่า เมื่อตนได้ใช้ของแบรนด์เนมเป็นของประณีต ก็อยากจะถวายให้พระได้ใช้ด้วย และหวังลึก ๆ ในใจว่า ฉันจะได้มีของประณีตแบบนี้ใช้อีกในชาติหน้า

การที่พระใช้ของแบรด์เนมไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องใช้แบบไม่ยึดติด

เช่น ผมเคยเห็นพระสังฆราชนั่งรถเบนซ์ประจำตำแหน่ง  แต่พระสังฆราชมีท่าทางสำรวม ไม่แสดงอาการยึดติดวัตถุใด ๆ เลย

ฉะนั้น การจะให้ของหรูแก่พระต้องดูที่ความเหมาะสมด้วยว่า พระรูปไหนที่ยังไม่ควรจะมีของแบบนี้ใช้ ถ้าพระที่ยังไม่ผ่านการฝึกจิตอย่างดี หากญาติโยมนำไปถวาย จะกลายเป็นการส่งเสริมพระในทางที่ไม่ถูก คือหลงวัตถุ

เพราะมีคำว่า "ไม่อยากขัดศรัทธาญาติโยม" คำพูดนี้เป็นบ่อเกิดให้พระหลงยึดติดในวัตถุ แต่อ้างศรัทธาญาติโยมบังหน้า เพื่อรับของประเคนแพง ๆ

และมีพระจำนวนมากรับของแพงจากญาติโยมไว้ แต่ไม่ใช้ กลับให้นำไปขายเอาเงินเข้าวัด เพื่อทำประโยชน์อื่น ๆ แทน หรือบางรูปรับแล้ว ก็คืนแก่ญาติโยมไป พร้อมอธิบายว่า สมณะไม่ควรมีของแบบนี้

แม้เราจะรวยสักแค่ไหน แต่เราก็ต้องดูความเหมาะสมเป็นหลักด้วย

คำว่า ของประณีต ไม่จำเป็นต้องแพง

พระเองต้องฝึกตน ฝีกใจ เป็นผู้มักน้อย สันโดษ รู้จักประมาณในการกิน การอยู่ การใช้ชีวิต

ฆราวาสมีหน้าที่ส่งเสริมสิ่งเหล่านี้แก่พระ ไม่ใช่บำรุงบำเรอกิเลสให้พระครับ


----------------------

เพราะช่องโหว่ของคำว่า ถวายของอันประณีตแก่ผู้ทรงศีล เราจะถึงได้วัดหรูหรา ราคาแพง ร่ำรวยมาก ในขณะที่ชาวบ้านรอบวัดยากจน

ช่องโหว่ตรงนี้ คือบ่อเกิดลัทธิจานบิน เชื่อหรือไม่ ?

ตามสบายสำหรับ คนที่อยากบำรุงกเลิสให้พระ เพราะพระดีย่อมไม่ใช้ของแพง ของหรู อยู่แล้ว ดูหลวงปู่ชา หลวงปู่มั่น หลวงปู้แหวน หลวงตาบัว เอาเถอะ ว่าท่านใช้ของแพงหรือไม่ ?

แล้วไปดู ธัมมชโย เป็นหลักแล้วกัน ว่า ทำบุญเยอะ ๆ จะได้ไปสวรรค์สุดหรู มีวิมานสวยงามรออยู่ นะจ๊ะ ญาติโยม นะจ๊ะ 555

ฆราวาสมีหน้าที่ส่งเสริมพระในทางที่ถูกด้วย ครับ

--------------------

สมัยพุทธกาล เมื่อเศรษฐีถวายของอันประณีตแก่สงฆ์

ซึ่งตอนนั้น ใคร ๆ ก็สมารถรู้ได้ว่า พระรูปไหนเป็นอรหันต์ เพราะพระพุทธองค์ทรงรับรอง

ต่อให้ถวายของสุดประณีตระดับสวรรค์ชั้นฟ้า พระอริยะยุคนั้นย่อมไม่ยึดติดลุ่มหลงอยู่แล้ว

แต่เพราะค่านิยมในยุตนั้น เลยเกิดช่องโหว่ให้ คนที่มีจิตวิทยาสูงอาศัยผ้าเหลืองหากิน หลอกให้คนศรัทธาให้มาถวายของอันประณีตแก่สงฆ์

ซึ่งสงฆ์ที่ว่าคือ พระสมัยนี้ ที่ยังมีกิเลสเพียบ

สุดท้าย พระสงฆ์จึงมีความเป็นอยู่สุดหรู ใช้ของแพง อ้างว่า เพราะไม่อยากขัดศรัทธาชาวบ้าน
ส่วนชาวบ้านก็หลงว่า ได้ทำบุญด้วยของประณีตแก่สงฆ์ ได้บุญเยอะ

แต่ที่ไหนได้ พระที่รับการถวาย ล้วนแต่กิเลสเพียบทั้งสิ้น ไม่ใช่พระอริยะ

ชาวบ้านเลยมีส่วนร่วมบำรุง บำเรอกิเลสให้พระไปเลย

---------------------

ขอสรุป ประเด็นที่พูดเรื่อง ของแพงกับพระ ครับ

สุดท้ายแล้ว พระเท่านั้นที่ต้องพิจารณาว่า ควรใช้หรือไม่ ?

เช่นถ้าพระถือกระเป๋าราคาแพงเป็นแสน โลกจะติเตียนพระหรือไม่ ?

ถ้าคิดว่า โลกจะติเตียน หมายถึง ชาวบ้านที่ไม่ได้รู้จักพระรูปนั้น ๆ มาเห็น แล้วอาจติเตียนได้ พระก็น่าจะคิดได้ว่า ไม่สมควรใช้สิ่งของเหล่านั้น

สิ่งใด ที่พระอาจไปทำให้ชาวบ้านทำบาปได้ พระก็ไม่ควรทำ เช่น ถ้าใช้ของแพง แต่ชาวบ้านที่ไม่รู้จักพระ อาจติเตียนพระได้

ทำให้ชาวบ้านอาจเกิดบาปแบบไม่ตั้งใจ เมื่อพระรู้เช่นนี้แล้ว ก็ไม่ควรใช้ของเหล่านี้ครับ

เช่นเดียวกัน การทำบุญถวายของแพง ๆ แก่พระ เราต้องอย่าใช้กิเลสของเราเป็นตัวตั้ง แต่ควรถวายเพื่อประโยชน์ใช้สอยของพระเป็นหลัก

อย่างการถวายกระเป๋าหลุยวิตอง เราต้องมองไกลเผื่อพระด้วยว่า หากเราถวายให้พระใช้แล้ว เมื่อพระใช้กระเป๋าแพงราคาหลายแสน จะทำให้พระถูกโลกติเตียนได้หรือไม่ ?

หากเราหวังดีต่อพระ ก็ไม่ควรผลักพระให้ตกไปเป็นขี้ปากชาวบ้าน ให้โลกติเตียนได้ครับ

สรุปตรงนี้ พอมองออกรึยังว่า ควรถวายของหรูของแพงแก่พระหรือไม่ ?

นิทาน พระ ใกล้ชิด สีกา






กาลครั้งหนึ่ง มีสีกาจะข้ามแม่น้ำ พระที่ธุดงค์มากับเณร พระได้ให้สีกาขี่หลังพระ แล้วพระก็อุ้มว่ายน้ำข้ามฝั่งไปส่ง

พอตกดึก เณรนอนไม่หลับกระสับกระส่าย

พระจึงถามว่า "เป็นอะไรเณร ?"

เณรตอบว่า "หลวงพ่อทำไมให้ผู้หญิงขี่หลังหลวงพ่อได้ ?"

พระตอบว่า "สีกาลงจากหลังหลวงพ่อไปนานแล้ว แต่สีกายังไม่ลงจากหลังเณรอีกรึ ?"